
เข็มทิศลูกหนังเมืองผู้ดี
โดย...มิวโกโตะ
โดย...มิวโกโตะ
ประมาณ 23.00 น. คืนนี้ แฟนบอลในบ้านเราจะได้ทราบบทสรุปของฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2011-2012 แล้วว่าทีมใดจะคว้าแชมป์
ทีมใดจะได้ไปเล่นฟุตบอลยุโรป หรือแม้กระทั่งทีมที่ต้องร่วงลงไปเล่นในศึกแชมเปียนชิพในซีซันหน้า และอย่างที่ได้เกริ่นไปแล้วในข้างต้นว่า ต่อให้ทีมใดหยิบแชมป์ไปนอนกอดได้สำเร็จ ทีมนั้นก็จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ฟุตบอลลีกเมืองผู้ดีอย่างแน่นอน
กว่าเรือใบจะแล่นฉิว
ก่อนหน้านี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี เปรียบเสมือนองค์ประกอบของพรีเมียร์ลีกเท่านั้น นั่นหมายถึงพวกเขาแค่มีหน้าที่ลงเตะให้ครบ 38 นัดตามโปรแกรม คุณภาพนักเตะที่มีอยู่ในระดับดีพอที่จะไม่ตกชั้น แต่ถ้าจะถามหาความสำเร็จจริงๆ จังๆ บอกได้เลยว่าริบหรี่ ที่พอจะมีลุ้นลืมตาอ้าปากได้บ้างก็กับบอลถ้วยภายในประเทศเท่านั้น
จุดเปลี่ยนของทีมก็มาเกิดขึ้นช่วงซัมเมอร์ปี 2008 เมื่อชายที่ชื่อ ชีค มานซูร์ บิน ซาเย็ด อัล นาห์ยาน ประธานอาบูดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป ดีเวลอปเมนต์ แอนด์ อินเวสต์เมนต์ ไล่กวาดซื้อหุ้นเรือใบสีฟ้ามาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย จนกลายมาเป็นเจ้าของใหม่ทีมแมนฯ ซิตี
หลังเข้าเทกโอเวอร์สิ่งแรกที่เศรษฐีกลุ่มดูไบประกาศกร้าวในวันนั้น คือ ต้องการความสำเร็จในศึกพรีเมียร์ลีก ด้วยการนั่งแท่นบริหารทีมด้วยนโยบาย “อยากได้...จัดให้” ใครที่เข้ามาเป็นกุนซือแมนฯ ซิตี แทบไม่ต้องเสียเวลาไปสู้รบปรบมือกับทีมอื่นในการแย่งซื้อนักเตะเสริมทัพ
เพียงแค่ชี้นิ้วไปที่ผู้เล่นที่ต้องการ CEO มานซูร์ ทุ่มเงินมหาศาลซื้อมาให้เกือบทุกราย จนกระทั่งจ่อลุ้นแชมป์ลีกในซีซันนี้
ถ้าเรือผงาดแชมป์???
หลังซิตีเปลี่ยนสัญชาติมาเป็นตะวันออกกลาง ทีมตราเรือใบทุ่มเงินกว่า 400 ล้านปอนด์ (ราว 2 หมื่นล้านบาท) ในการเสริมทัพ ประกอบกับเจ้าของทีมหนุนหลัง โรแบร์โต มันชินี นายใหญ่ชาวอิตาเลียนอยู่ตลอด ทำให้ 2 ปีที่ผ่านมาทีมตราเรือใบจึงค่อยๆ ขยับจนเข้าใกล้แชมป์ลีกมาขึ้นทุกปี และในปีนี้สิ่งที่พวกเขารอคอยอยู่ในกำมือทั้งหมดแล้ว
ขอเพียงปราบ “ทหารเสือราชินี” ควีนส์ปาร์ก เรนเจอร์ส ในด่านสุดท้ายสำเร็จ ฝันที่แฟนบอลรอคอยมากว่า 44 ปี จะถูกปลดล็อกในทันที
คำถามมีอยู่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากแมนเชส เตอร์ ซิตี ได้สัมผัสถ้วยพรีเมียร์ลีก???
นับเป็นคำถามที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ต้องบอกเลยว่าหากเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริง จะเขย่าความเปลี่ยนแปลงในฟุตบอลอังกฤษได้หลายริกเตอร์เลยทีเดียว สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นทันทีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ สงครามเม็ดเงิน
สงครามเงินตรา
ก่อนหน้านี้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยออกมาให้แง่คิดทีมอริร่วมเมืองว่า
“การทุ่มเงินอย่างเดียวเป็นเพียงการเพิ่มโอกาส แต่ไม่การันตีว่าจะคว้าแชมป์ได้เสมอไป เพราะการจะเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง” ดูเหมือนว่าคำพูดในวันนั้นจะถูกกลืนไปซะแล้ว
เมื่อจู่ๆ ยอดกุนซือวัย 70 ปี ออกโรงแขวะว่าที่แชมป์ลีกปีล่าสุดทำนองใช้เงินอย่างเสียสติ
“ตลาดซื้อขายนักเตะถึงได้ปั่นป่วนไปหมด เพราะวงการลูกหนังมีทีมที่ทุ่มเงินเป็นบ้าเป็นหลังแบบซิตี ไม่มีสโมสรไหนในโลกทำได้แบบนี้ นี่เป็นเรื่องที่ต้องทำใจ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเราอาจถูกบังคับให้ดึงผู้เล่นใหม่เข้ามา บางทีอาจจะ 23 คน” เฟอร์กี กล่าว
เรื่องดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลที่แหล่งข่าววงใน ระบุว่า หากปีศาจแดงมือเปล่าขึ้นมา สโมสรเตรียมให้งบเสริมทัพครั้งใหญ่ โดยผู้เล่นที่ตกเป็นข่าวล้วนแต่เป็นระดับซูเปอร์สตาร์ อาทิ เวสลีย์ สไนจ์เดอร์ (อินเตอร์ มิลาน), ไกตัน (เบนฟิกา), ชินจิ คากาวะ (ดอร์ตมุนด์), ชาบี มาติเนซ (บิลเบา), โอลิวิเยร์ ชิรูด์ (มงต์เปลิเยร์) หรือแม้แต่ โรบิน ฟาน เพอร์ซี กัปตันทีมของอาร์เซนอล
ข่าวดังกล่าวที่ออกมา ทำให้แฟนผีหลายคนถึงกับยอมจบซีซันแบบมือเปล่า เพื่ออยากเห็นทีมรักติดอาวุธหนักในฤดูกาลหน้า แต่ใครที่คิดเช่นนั้นก็ควรเตรียมความผิดหวังไว้ด้วยเช่นกัน เพราะจากประวัติของท่านเซอร์ แกไม่เคยกว้านซื้อสตาร์เพื่อกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ แต่จะเป็นลักษณะลดข้อผิดพลาดซะมากกว่า
จะว่าไปแมนฯ ยูไนเต็ด ก็เคยใช้ประสบการณ์ยืนหยัดต่อสู้กับอำนาจเม็ดเงินของเชลซีสำเร็จมาแล้ว จึงไม่ใช่โจทย์ใหม่ของนายใหญ่แดนวิสกี้แต่อย่างใด อีกทั้งการชวดแชมป์โดยแพ้แค่ประตูได้เสีย ก็ไม่ถือว่าล้มเหลวสำหรับเรด เดวิลส์ หากเทียบกับปัญหานักเตะบาดเจ็บที่เจอมาตลอดฤดูกาล
ไม่เพียงแต่แมนฯ ยูไนเต็ด เท่านั้นที่ต้องเตรียมเบิกคลังเสริมทัพเพื่อหวังจมเรือ ทีมอย่าง เชลซี อีกหนึ่งมหาเศรษฐีจากลอนดอนก็คาดว่าจะช็อปไม่น้อยในตลาดซื้อขายนี้ หรือแม้แต่ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ทีมที่ยึดถือปรัชญาฟุตบอลอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด ด้วยการเน้นทีมเวิร์กมากกว่าความดังของผู้เล่น
มาซัมเมอร์นี้ยังต้องเติมความพร้อมให้ขุมกำลังหลายตำแหน่ง ขณะที่ สเปอร์ส กับ ลิเวอร์พูล ก็ต้องตกแต่งทีมเช่นกัน หากต้องกลับไปยืนในที่ที่ควรจะเป็น
ฤๅผีจะฟื้นจากหลุม
ต้องหวังพึ่งปาฏิหาริย์เท่านั้น ถ้าสาวกอสูรแดงอยากเห็นทีมรักกลับมาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 20 มาครอง แม้จะยากแต่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีถึง 3 ฤดูกาลที่แมนฯ ยูไนเต็ด กระชากโทรฟีมากอดจากการลงเล่นนัดสุดท้าย เพียงแต่สถานการณ์ดูจะไม่ยากเท่าครั้งนี้ แต่ลองคิดเล่นๆ แล้วถ้าเป็นจริงล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?
คำตอบคือถ้าปีศาจแดงพลิกล็อกกลับมาหยิบถ้วยบาร์เคลย์ส พรีเมียร์ลีก ไปเชยชมได้จริงละก็ นั่นจะกลายเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับคู่แข่งเป็นอย่างมาก เพราะว่าแข้งหลักดาวรุ่งหลายคนในฤดูกาลนี้ เช่น แดนนี เวลเบก, ทอม เคลฟเวอร์ลีย์, คริส สมอลลิง, ฟิล โจนส์, ดาบิด เด เคอา ซึ่งหากนักเตะเหล่านี้มีประสบการณ์ในการเป็นแชมป์ และมันจะส่งผลให้ยิ่งเล่นด้วยความมั่นใจในปีต่อๆ ไป อีกทั้งการภายใต้การหลอมรวมโดยเฟอร์กีแล้วละก็ เรื่องทีมเวิร์กไม่ต้องพูดถึง
อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแน่นอนถ้าผีคัมแบ็กได้ นั่นคือ ทีมอันดับ 2 อย่างแมนฯ ซิตี จะบ้าคลั่งเดินหน้าคว้านักเตะ จนกลายเป็นทีมออลสตาร์เต็มรูปแบบแน่ๆ อันนี้เปรียบเทียบจากยอดเงินที่เรือใบสีฟ้าใช้จ่ายตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าตัวเลขสูงขึ้นๆ ในทุกปีอย่างน่าตกใจ
ความสำเร็จ กับ ความยิ่งใหญ่
เหมือนจะเป็นการยอมรับกลายๆ ลักษณะส่อแววเสียแชมป์ให้คู่ปรับร่วมเมือง เมื่อ ปาทริซ เอวรา ฟูลแบ็กเลือดน้ำหอม แมนฯ ยูไนเต็ด ออกมาลั่นวาจาผ่านสื่อว่า ต่อให้ต้นสังกัดของตนพ่ายแพ้ต่อซิตีในการลุ้นแชมป์ลีกซีซันนี้จริง ก็ไม่ได้หมายความว่า ยุคสมัยอันยิ่งใหญ่ของ “ปีศาจแดง” จะจบลงแต่อย่างใด
“ผมรู้ว่า ถ้าเกิดเราคว้าแชมป์ลีกไม่ได้ หลายคนก็จะบอกว่า นี่เป็นจุดจบของอาณาจักรแห่งนี้แล้ว และจะถามกันว่า เราจะรอดไปจากจุดนี้ได้ยังไง แต่ที่สโมสรนี้มีคนที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์อยู่เยอะมาก เราเคยต้องรับมือกับอะไรมาหลายอย่าง ทั้งจากปัญหาอาการบาดเจ็บ และการเสียผู้เล่นที่มีประสบการณ์ เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา และมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะแก้ไขได้ในทันที” เอวรา ระบุ
พร้อมทั้งคุยเพิ่มว่า ขุมกำลังชุดปัจจุบันของต้นสังกัด มีดีพอที่จะกลับมาผงาดอย่างยิ่งใหญ่ในซีซันหน้า นั่นเป็นมุมของฝั่งอสูรแดง
ทว่า เซร์จิโอ อกูเอโร ดาวยิงแมนฯ ซิตี กลับไม่คิดเช่นนั้น โดยศูนย์หน้าร่างเล็กชาวอาร์เจนไตน์ ประกาศกร้าวว่า หากค่ำคืนนี้ทีมเขาได้ฉลองแชมป์ จะเป็นการเขียนหน้าประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ และจะเป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จ หรือหมายถึง ยุครุ่งเรืองของเรือใบสีฟ้ากำลังจะเกิดขึ้นนั่นเอง
“ผมจะพาทีมคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาลนี้ให้ได้ ผมเชื่อว่าจะมีความสำเร็จตามหลังมาอีกมากมายจากนี้แน่นอน เรามีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยม และมันจะยิ่งเยี่ยมขึ้นอีกหลังจากนี้” อกูเอโร กล่าว
คงไม่มีอะไรพิสูจน์คำพูดของทั้งสองคนนี้ได้ นอกจากกาลเวลา แต่หากถามในมุมมองของผู้เขียนแล้ว ผมเชื่อว่าตราบใดที่ซิตียังเดินหน้าคว้าสตาร์มาเล่นในถิ่นเอติฮัด สเตเดียม อย่างต่อเนื่อง ก็อาจเป็นได้ที่จะความสำเร็จจะวนเวียนอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ระยะยาว เพราะต้องไม่ลืมนะครับ ว่าเม็ดเงินที่พวกเขามี มันเปรียบเสมือนตะแกรงร่อนนักเตะชั้นเลิศ
โดยผู้เล่นคนไหนไม่เข้ากับระบบทีมก็จะถูกปล่อยทิ้งไป ดังนั้นอีก 23 ปีข้างหน้า แมนฯ ซิตี ก็จะมีแต่ผู้เล่นที่เต็มไปด้วยความสามารถเฉพาะตัว และแถมเล่นเข้าขาเป็นระบบอีกด้วย ตรงจุดนี้แหละจะเป็นน้ำหมึกไว้คอยเขียนหน้าประวัติศาสตร์
สิงโตผู้โชคร้าย
ในขณะที่ทั่วโลกจับจ้องไปที่โค้งสุดท้ายฟุตบอลลีกอาชีพในเมืองผู้ดี เรียกว่าได้รับความนิยมจนเรตติ้งติดลมบน แต่หารู้ไม่ว่า หายนะกำลังจะมาเยือนทีม “สิงโตคำราม” อังกฤษ เช่นกัน แม้สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) จะมองการไกลตั้งกฎ 25 นักเตะขึ้นมา ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อลดจำนวนแข้งต่างชาติที่กำลังทะลักล้นในพรีเมียร์ลีกให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสแจ้งเกิดให้นักเตะเยาวชนในอังกฤษกับทีมระดับลีกสูงสุด เอาเข้าจริงแล้วมันก็ยังเป็นได้แค่คำพูดสวยหรูบนกระดาษ เอามาปฏิบัติจริงไม่ได้!!! เพราะมันยังมีช่องว่างรูเบ้อเร่อน่ะซิ
อธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ ตามกฎ 25 นักเตะพรีเมียร์ลีกมีอยู่ข้อหนึ่งที่ทางเอฟเอออกมาเพื่อความสำเร็จระดับชาติในอนาคต นั่นคือ การบังคับให้ทุกทีมส่งนักเตะ Home Grown 8 จาก 25 คน โดยนักเตะ Home Grown หมายถึงผู้เล่นไม่ว่าจะสัญชาติใดก็ได้ที่ขึ้นทะเบียนกับสโมสรภายใต้การกำกับดูแลของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือเวลส์ มาแล้วอย่างน้อย 3 ฤดูกาล ก่อนที่จะมีอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์
แปลความได้ว่า ต่อให้คุณจะเป็นคนชาติใดก็แล้วแต่ ถ้ามาลงทะเบียนเล่นที่เกาะอังกฤษครบ 3 ปี คุณก็จะกลายเป็นนักเตะHomeGrownไปโดยปริยาย และช่องโหว่ที่ว่านี้ทำให้บรรดาทีมใหญ่ส่งแมวมอง
ไปเฟ้นหาดาวรุ่งฝีเท้าเลิศมาเต็มทีม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ อาร์เซนอล ทีมที่ขึ้นชื่อว่ามีผู้เล่นต่างชาติมากที่สุดในลีก แต่เชื่อหรือไม่ว่าแทบนักเตะเกือบทั้งหมดเป็นผู้เล่นHomeGrown
สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ได้ชัดเจนว่า ยิ่งพรีเมียร์ลีกประสบความสำเร็จมากเพียงใด ทีมชาติอังกฤษก็ยิ่งห่างไกลกับความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น และนี่เป็นโจทย์ข้อใหม่ที่ทางเอฟเอต้องแก้ไข
บทวิเคราะห์ทั้งหมดที่กล่าวไปนั้น คือ ทิศทางและภาพรวมที่น่าจะเกิดขึ้นหลังจบฤดูกาลในค่ำคืนนี้ของฟุตบอลลีกประจำเมืองผู้ดี และขอกล่าวแสดงความดีใจล่วงหน้าหากทีมที่คุณรักคว้าแชมป์ได้
สำเร็จ ส่วนคอบอลที่ผิดหวังในซีซันนี้ ก็ให้ยึดสโลแกน ปีหน้าว่ากันใหม่ ที่สำคัญที่อยากย้ำ คือดูกีฬาให้เป็นกีฬา อย่าให้คำว่ากีฬานำพาไปสู่การพนันแล้วกันนะครับ







