
จากหนังเรื่อง Inception สู่การเรียนรู้จิตในวิถีพุทธ (ตอน ๔)
จึงขอกล่าวเปรียบเทียบกรณีบุรุษคนหนึ่งที่นอนหลับอยู่ใต้ต้นมะม่วง ผลมะม่วงหล่นลงมาทำให้บุรุษนั้นตื่นขึ้น
โดย...พรอาจารย์อารยะวังโส
จึงขอกล่าวเปรียบเทียบกรณีบุรุษคนหนึ่งที่นอนหลับอยู่ใต้ต้นมะม่วง ผลมะม่วงหล่นลงมาทำให้บุรุษนั้นตื่นขึ้น เขาหยิบผลมะม่วงขึ้นมาพิจารณา ได้กลิ่นผลมะม่วง ทราบว่าเป็นมะม่วงสุก จึงบริโภคมะม่วงนั้น เมื่อบริโภคเสร็จแล้ว เขาคิดทบทวนถึงรสมะม่วง แล้วก็หลับลงต่อไปอีก...
จากเรื่องดังกล่าวจึงนำเข้าสู่การศึกษาเรื่องจิตวิถี ก็จะพบว่า ภวังคจิต (ที่มีกรรม กรรมนิมิตหรือคตินิมิตเป็นอารมณ์) เปรียบเหมือนการหลับ การเกิดขึ้นและการดับไปของภวังคจิต เปรียบเหมือนการตกใจตื่น เพราะผลมะม่วงตกลงมา
อาวัชชนจิต – เปรียบเหมือนการรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ... เมื่อกระแสภวังคจิตถูกตัดไป
สัมปฏิจฉนจิต – การรับอารมณ์หรือการเห็นรูปารมณ์ เปรียบเหมือนการมองเห็นผลมะม่วง
สันตีรณจิต – การตรวจตราพิจารณา (อารมณ์) ผลมะม่วงนั้น
โวฏฐัพพนจิต – การกำหนดหรือตัดสินใน (อารมณ์) ผลมะม่วงนั้นว่าสุก
ชวนจิต – การได้เสพใน (อารมณ์) ผลมะม่วงนั้น
ตทารัมมณจิต – การทบทวนถึง (อารมณ์) รสมะม่วงนั้น และ
ภวังคจิต – เปรียบเหมือนอาการหลับลงอีกครั้ง
จากจิตวิถีจะได้เห็นลักษณะแห่งภวังคจิต (ซึ่งมี ๓ ระดับ ได้แก่ อตีตภวังค์ ภวังคจลนะ และภวังคุปัจเฉทะ) ตลอดจนเคลื่อนไหวรู้ลักษณะอาการจิตต่างๆ ตามจิตวิถี และกลับมาสู่ภวังคจิต เหมือนอาการที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอารมณ์ มีการเกิด-ดับของจิตที่เป็นตัวอาการ พร้อมกับอารมณ์อยู่ทุกขณะจิต-อยู่ทุกขณะอารมณ์ แต่สภาพจิตตัวเดิมอันเป็นธาตุรู้ยังคงอยู่ ให้เคลื่อนไหวไปตามการปฏิสนธิหรือจิตปฏิสนธิ และการจุติ เรียก จิตจุติ ซึ่งหมายถึงการเคลื่อนเข้ามาก่อตัว – และการเคลื่อนออกไปจากรูปที่ก่อ
อันเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆ ของสภาวธรรมที่จิตเข้าไปปรุงแต่งก่อตัวขึ้น และสืบสายการเกิด-ดับ เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพ ในฐานะแห่งธาตุรู้หรือจิตเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลง จึงทำให้เกิดการหยั่งรู้ลงไปในเรื่องราวต่างๆ ในอดีตที่จิตจดจำไว้ได้ด้วยเจตนาแห่งจิตที่เรียกว่า เจตสิก อันเกิดขึ้นและดับไปพร้อมกับจิต ดังที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญเพียรอบรมจิตจนเกิดบุพเพนิวาสานุสติญาณ
คือความหยั่งรู้ระลึกได้ถึงนิวาสน์ คือ ขันธ์ที่อาศัยในปางก่อน หรือเรื่องราวในอดีตทั้งหลาย ที่ยังคงบันทึกร่องรอยไว้ในจิตที่เคลื่อนไหวตามอาการ อันเป็นไปตามกรรม กรรมนิมิตหรือคตินิมิต แม้ในจุตูปปาตญาณก็เช่นเดียวกัน ก็ด้วยทรงระลึกได้ถึงสัตว์ทั้งหลายที่ก่อกรรมทำการกุศลหรืออกุศลใดๆ ไว้ ก็ย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆ ...
การจดจำหมายรู้ (Perception) จึงเป็นอาการจิตที่มีความสามารถพิเศษ ซึ่งมีคุณประโยชน์ในการเรียนรู้อย่างดียิ่ง ด้วยการจดจำตามผลแห่งการกระทำได้อย่างเป็นปกติ ไม่ว่าจะล่วงเลยผ่านไปมากน้อยแค่ไหน หากสภาพธรรมยังไม่สิ้นสุดไปตามลักษณะธรรมที่ก่อตัวเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย สภาวธรรมเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ รอการชำระหนี้กรรมนั้นๆ ให้สิ้นสุดไปจนเป็นอโหสิกรรม จึงจะลบร่องรอยผลแห่งกรรมนั้นให้สิ้นไปได้
นี่คือธาตุแท้แห่งจิตที่เป็นธาตุรู้ แม้จะแสดงในรูปจิตที่เป็นตัวอาการ แต่ด้วยความเป็นธาตุรู้จากจิตเดิม จึงทำหน้าที่คิดหรือรู้ เก็บและวิจิตร คือหลากหลายหลายอย่างต่างๆ กัน อาการเก็บดี (บารมี) เก็บชั่ว (อาสวะ) ไว้ในจิต จึงทำให้เกิดผลกรรม มีกรรมนิมิตหรือคตินิมิตให้เกิดการเคลื่อนไหวจิตไปตามวิถี จากภวังคจิต สู่อาวัชชนจิต
สัมปฏิจฉนจิต
สันตีรณจิต
โวฏฐัพพนจิต
ชวนจิต
ตทารัมมณจิต
และกลับสู่ภวังคจิตอีกครั้ง
ด้วยคุณภาพจิตที่แตกต่างกันไปในแต่ละสัตว์ เนื่องด้วยความข้องแวะกับสังขารธรรมทั้งหลาย จึงทำให้สภาวะแห่งจิตมีความวิจิตรหลากหลายต่างๆ กันไป ซึ่งจำแนกสู่ความแตกต่างกันไปในคุณภาพการรับรู้ในอารมณ์ ตั้งแต่
๑.ความรับรู้ระดับวิญญาณ (Consciousness) หมายถึง การรับรู้อารมณ์ทั้ง ๖ ทางอายตนะทั้ง ๖
รู้ รูป โดยอาศัย ตา
รู้ เสียง โดยอาศัย หู
รู้ กลิ่น โดยอาศัย จมูก
รู้ รส โดยอาศัย ลิ้น
รู้ ผัสสะ โดยอาศัย กาย
รู้ ธัมมารมณ์ โดยอาศัย ใจ
ความรู้ระดับวิญญาณเป็นเพียงการรับรู้อารมณ์นั้นที่ปรากฏทางทวารนั้นๆ ชั่วแวบหนึ่งแล้วก็ดับไป จึงเรียกวิญญาณที่เกิดแต่ละครั้งว่าเป็นดวงดวงหนึ่ง เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว และก็มีดวงอื่นเกิดขึ้นมาแทนที่ เราจึงดูเหมือนรู้สึกว่า เราเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่เป็นเวลานานๆ
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







