posttoday
จากหนังเรื่อง Inception สู่การเรียนรู้จิตในวิถีพุทธ (ตอน ๓)

จากหนังเรื่อง Inception สู่การเรียนรู้จิตในวิถีพุทธ (ตอน ๓)

09 พฤษภาคม 2555

ทั้งนี้ เพราะอำนาจแห่งความไม่รู้ที่เข้าไปสร้างพลังการขับเคลื่อนให้ดำเนินไปตามความทะยานอยาก ที่หวังยึดถือในอารมณ์ต่างๆ

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

ทั้งนี้ เพราะอำนาจแห่งความไม่รู้ที่เข้าไปสร้างพลังการขับเคลื่อนให้ดำเนินไปตามความทะยานอยาก ที่หวังยึดถือในอารมณ์ต่างๆ ...การสั่งสอนให้รวมจิตลงที่กาย เคลื่อนไหวอย่างรู้ชอบ ...เพื่อควบคุมการกระทำจึงเกิดขึ้นตามแนวเจริญสติ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด ก็ให้ทำความรู้ตัวเต็มที่และทำความระลึกรู้อยู่กับที่ โดยไม่ต้องเคลื่อนไหวจิตไปรับรู้ในเรื่องราวใดๆ เลย รู้จักระวังรักษาจิตไว้เช่นนั้นอย่างสม่ำเสมอ วางจิตให้เป็นกลาง ทำใจให้เสมอ คือให้รู้อยู่เฉยๆ ไม่ต้องไปปรุงแต่งนึกคิดใดๆ กระทำความรู้อยู่กับที่ รู้ตัวเต็มที่ และรู้อย่างเป็นกลางๆ คือ รู้เฉยๆ อย่างเดียว จนเกิดกำลังสติสัมปชัญญะที่เข้มแข็ง มั่นคง สามารถแยกแยะเห็นอาการจิตที่สงบอยู่กับที่ กับอาการจิตที่เคลื่อนไหวต่อเนื่องทางกายได้ดี ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร จนสามารถทบทวนสอนจิตได้อย่างแจ้งชัดในพฤติจิตที่เกิดขึ้น รู้ความควร ความไม่ควรแห่งพฤติจิต ให้เกิดความเพียรชอบทางจิตได้อย่างมั่นคง สามารถควบคุมจิตให้เกิดความระลึกรู้ชอบ จนนำไปสู่อำนาจความรู้ ความเข้าใจ มีความเห็นชอบ มีความดำริชอบเกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติชอบ ความประพฤติชอบอย่างต่อเนื่องตามแนวมัชฌิมาปฏิปทา...

การอ่านรู้ดูจิตเป็นเมื่อจิตสงบจนควบคุมจิตได้ ไม่ส่งส่ายจิตไปภายนอก และจิตคอยรู้เท่าทันการเกิดของอารมณ์ต่างๆ จนอารมณ์ความนึกคิดเหล่านั้นๆ ค่อยๆ ดับไป เกิดจิตว่างจากอารมณ์ เป็นอิสระอยู่ต่างหาก ไม่เสวยอยู่ในอารมณ์ใดๆ (ที่เรียกว่า เวทนาจากรูปกาย) เรียกการเห็นสภาพธรรมดังกล่าวว่า มีญาณเห็นจิต ซึ่งเป็นการรู้เกิดขึ้นในขั้นปรมัตถ์ มิใช่การรู้ด้วยความคิดนึกจากแนวบัญญัติที่จำได้หมายรู้มา ...

การแยกการรู้ของจิตออกจากความนึกคิดได้ และเห็นโทษภัยของสภาพความคิดที่ก่อ ปรุงแต่ง แสวงหา ให้เกิดไม่มีที่สิ้นสุด อันเป็นมายาหลอกลวงได้ ตัวรู้อันเกิดจากสติปัญญาก็จะเติบโตเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนสามารถใช้จิตเพิกถอนสิ่งที่ประกอบขึ้นและมีอยู่ในจิตให้ค่อยๆ สิ้นไปได้จนหมด แม้รูปปรมาณู วิญญาณที่เล็กที่สุดภายในจิตก็ถูกเพิกถอน ชำระสะสางได้สิ้นด้วยกระบวนการวิปัสสนาญาณทั้ง ๙ ที่ก่อเกิดขึ้นไปตามลำดับจนละสิ้นทั้งเหตุ ทั้งผล ให้จิตปราศจากความนึกคิด หมดสิ้นซึ่งตัณหา มานะ ทิฐิ ซึ่งแสดงอาการทางจิต ให้รู้ผิดเพี้ยนไปจากความจริงอันปรากฏมีอยู่ จนเข้าสู่ฐานะของจิตเดิมที่เป็น “พุทธภาวะ”

อยู่เหนือภาวะแห่งคลองความนึกคิดทั้งปวง เป็นอิสระ ปราศจากอำนาจใดๆ มาครอบงำอำพราง สิ้นสุดความหวั่นไหวในโลกธรรม เกษมจากโยคะ ปราศจากธุลี หมดสิ้นซึ่งความโศกเศร้าพิรี้พิไรรำพัน ถึงแล้วซึ่งพระนิพพาน นั่นหมายถึง ...อำนาจกรรมดีกรรมชั่วใดไม่สามารถสร้างผลให้บันทึกร่องรอยลงไปในจิตที่บริสุทธิ์ดังกล่าวได้อีกต่อไป

เมื่อเพิกรูปปรมาณู วิญญาณที่เล็กที่สุดเสียได้ การจะให้มีผลต่อไปในเบื้องหน้าจึงสิ้นสุดลง การเพิ่มหนี้ใดๆ ก็เป็นอันสะดุดหยุดลง แม้จะมีความเคลื่อนไหวเป็นไปในโลกดุจบุคคลหรือสัตว์โดยทั่วไป แต่ก็จะไม่มีผลสืบเนื่องใดๆ จากการกระทบที่เกิดจากการเคลื่อนไหวนั้นๆ หนี้กรรมใดๆ จากอดีตถึงปัจจุบันได้เป็นอโหสิกรรมแล้ว หมายถึงได้รับการชดใช้หมดสิ้นแล้ว จึงไม่มีวิบากแห่งกรรมที่จะตามให้ผลอีกต่อไป จึงสิ้นแล้วซึ่งเชื้อที่จะทำให้เกิดอีกต่อไป เรียกได้ว่า กิเลส เครื่องกังวลใดๆ ในอดีตที่ติดตามมาได้ถูกกระทำให้เหือดแห้งแล้ว ... กิเลส เครื่องกังวลใดๆ ในปัจจุบัน ก็ไม่มีเชื้อก่อกำเริบ ... การดำเนินชีวิตไม่ยึดถือขันธ์ (หมายถึง ความเป็นตัวตน บุคคล เรา เขา) ในท่ามกลางด้วยจิตที่สงบ ระงับเที่ยวไป อยู่เหนือโลกียธรรมอย่างแท้จริง ... อันเป็นเอกจิตที่สมบูรณ์ด้วยโลกุตรธรรม ที่สิ้นความข้องแวะยึดติดในโลกได้อย่างแท้จริง...

นี่คือที่สุดแห่งการอบรมจิตเพื่อเข้าถึงความเป็นที่สุดแห่งที่สุดในพระพุทธศาสนา ดังคำกล่าวที่ว่า

ที่สุด ของที่สุด เส้นทางมรรค

ที่สุด ของที่สุด ปรากฏผล

ที่สุด ของที่สุด พ้นบ่วงกล

ประกาศผล (เอกจิต) เมื่อถึง ที่สุดจริง...

(บันทึกธรรมวิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๔๘ ณ พุทธคยา อินเดีย)

จากที่กล่าวมาทั้งหมดให้เห็นสภาพความเป็นไปของจิตที่มุ่งสู่ความสงบตามลำดับ จนเข้าถึงความสงบที่แท้จริงด้วยอำนาจแห่งปัญญาญาณวิสุทธิ ที่แตกต่างไปจากความสงบในขั้นของศีล สมาธิ และปัญญาในเบื้องต้นอย่างสิ้นเชิง ซึ่งแม้จะให้เกิดความสงบทางจิตใจด้วยอำนาจสมาธิและปัญญา แต่ก็เพียงแค่เป็นความสงบในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง... ยังมิได้สงบจริงๆ ตราบใดยังไม่ถึงขั้น “ญาณทัสสนวิสุทธิ” ทั้งนี้ด้วยเหตุปัจจัยตามที่กล่าวว่า ทำไม อย่างไร จึงเป็นเช่นนี้ พึงพิจารณาดูจากที่วิสัชนามาตามลำดับ จะเข้าใจได้อย่างไม่ยาก

สำหรับกรณีปุจฉาเรื่องความฝันนั้น จะได้กล่าวถึงอาการจิตเพิ่มเติม เพื่อประกอบการเรียนรู้ว่า สภาวธรรมที่แสดงพฤติจิตมีลักษณะต่างๆ กันไป นับแต่การปฏิสนธิจิต การเคลื่อนไหวของจิตไปตามอาการที่เรียกว่า จิตวิถี หรือการหยั่งเข้าสู่การพักอาการของจิตชั่วขณะ ซึ่งมิได้หมายถึงอาการสงบระงับจากความปรุงแต่งแห่งจิต (ดังจิตที่หยั่งกลับคืนสู่จิตเดิมที่ประภัสสร ที่เรียกว่า ภวังคจิต) จิตจึงทำงานไปตามลักษณะกรรมที่จำแนกไปตามสามัญลักษณะอันควรแก่การศึกษาอย่างยิ่ง เพื่ออุปมาให้เห็นเรื่องจิตวิถี (อาการดำเนินของจิต) ได้อย่างชัดเจน

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

 

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน