
คำอธิบายของวลีที่ว่า ‘เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย’ ตอนที่ 6
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
ความจริงหลังจาก จอห์น ดี ร็อกกีเฟลเลอร์ แล้ว ก็ยังมีมหาเศรษฐีอีกเป็นอันมากในเวทีโลกที่รู้จักเปลี่ยนเงินเป็นคุณภาพชีวิตของตน ของคนอื่น ของสังคม ไม่ว่าจะเป็น จอห์น สมิธ ที่บริจาคเงินมหาศาลให้สร้างพิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียนไว้ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จอห์น ฮาร์เวิร์ด ที่บริจาคที่ดินสร้างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือแอนดรู คาร์เนกี ที่บริจาคเงินมหาศาลสร้างห้องสมุดกระจายไปทั่วโลกหลายพันแห่ง จนมีผู้ขนานนามว่า มิสเตอร์ห้องสมุด
ในยุคพวกเราในเวลานี้มหาเศรษฐีอย่าง บิล เกตส์ ก็เป็นตัวอย่างที่น่ายกย่องของการเปลี่ยนเงินเป็นคุณภาพชีวิต (ของคนอื่น ของสังคม ของโลก) ด้วยการตั้งมูลนิธิในชื่อของตนและภริยาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลชาวโลกในหลายๆ เรื่อง ล่าสุดไม่กี่ปีมานี้เอง ทั้ง บิล เกตส์ และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ร่วมกันริเริ่มโครงการ “Giving Pledge” (คำมั่นสัญญาว่าจะให้) ด้วยการเชิญชวนมหาเศรษฐีใจบุญอยู่แล้วและควรจะใจบุญ (จากการเชิญชวนของพวกเขา) มาร่วมกันทำสัญญาว่า จะบริจาคทรัพย์สินของตนเพื่อบำเพ็ญประโยชน์แก่ชาวโลก งานของทั้งสองคนได้รับการตอบรับที่ดีจากมหาเศรษฐีมากมายที่มี “จิตสำนึกสาธารณะ” อยากร่วมกันสร้างสรรค์พัฒนาสังคมและโลก วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนในเรื่องนี้ของเขาว่า
“...สำหรับตัวเขาแล้ว การสะสมของมีค่าทางวัตถุต่างๆ ไม่สู้มีความสำคัญ เพราะสิ่งเหล่านั้นนั่นแหละคือ โซ่รัดคอของผู้สะสม สำหรับเขาแล้ว สิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าวัตถุประดามีก็คือ สุขภาพและผองเพื่อน” หรือ
“...ทรัพย์ที่บริจาคไปนั้น แม้จะเก็บไว้ก็ไม่ทำให้ตนและลูกๆ มีความสุขเพิ่มขึ้น ตรงกันข้าม เมื่อบริจาคออกไป มันจะทำให้มนุษย์จำนวนมากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”
ล่าสุดแม้แต่ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก ก็เพิ่งบริจาคเงินมหาศาลเพื่อการปฏิรูปการศึกษาของสหรัฐอเมริกา
สตีฟ วอซเนียก ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแอปเปิลกับ สตีฟ จ็อบส์ ก็เช่นเดียวกัน เขานิยมเปลี่ยน “เงินเป็นธรรม” ด้วยการถือคติว่า
“...เงินทองไม่มีความหมายสำหรับผมสักเท่าไหร่ ผมนำมันไปบริจาคให้กับองค์กรการกุศล พิพิธภัณฑ์ เด็กๆ หรือทุกๆ ที่ที่ผมให้ได้...”
เจ็ต ลี ซูเปอร์สตาร์แห่งเอเชีย ก็ตั้งมูลนิธิชื่อ “หนึ่งหยวน” ขึ้นมาเพื่อสร้างสาธารณประโยชน์ให้แก่ชาวโลก โดยเขารณรงค์ในหมู่คนจีนและผู้ที่ชื่นชมเขาทั้งในอเมริกาและยุโรป เพื่อกระตุ้นให้ชาวโลกมองเห็นปัญหาของคนที่ยังด้อยโอกาสในสังคม โดยเขากล่าวว่า “ผมอยากจะเปลี่ยนความดังมาสร้างความดี” และ “ผมไม่ได้ขอเงินคุณ แต่ผมขอหัวใจ (ที่เห็นแก่สังคม) ของคุณ...”
ในเมืองไทยของเราก็มีคนที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากดำเนินอยู่บนเส้นทางของการ “เปลี่ยนเงินให้เป็นคุณภาพชีวิต” หรือการถือคติ “เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย” ด้วยการบริจาคเงินที่ตนหามาได้โดยชอบธรรมสำหรับสร้างกุศลแก่มหาชน เช่น คุณกำพล วัชรพล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ก็บริจาคเงินสร้างและส่งเสริมการศึกษาของเยาวชนไทยทั่วประเทศผ่านโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศจากเหนือจรดใต้ ดร.กฤษฎา จ่างใจมนต์ เจ้าของกาแฟเนเจอร์กิฟ ก็บริจาคที่ดินกว่า 500 ไร่ เพื่อสร้างวัด คุณยายทัศนีย์ บุรุษพัฒน์ อดีตเจ้าของโรงเรียนปริญญาทิพย์ ก็บริจาคที่ดิน 100 ไร่ เพื่อสร้างวัด คุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ อดีตประธานกรรมการเครือเนชั่นฯ และผองเพื่อนที่เป็นนักธุรกิจร่วมกันอุปถัมภ์การบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนปีละหลายพันรูป สร้างโรงเรียนปริยัติธรรมอีกหลายสิบแห่ง ให้ทุนการศึกษาเด็กยากจนในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยครอบคลุมทั่วประเทศอีกปีละหลายพันทุน คิดเป็นเงินมหาศาลต่อปี และทั้งหมดนี้ท่านทำเงียบๆ มาตลอดอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด นายเอี่ยม คัมภิรานนท์ ขอทานเศรษฐีแห่งวัดไร่ขิง ก็บริจาคเงิน 1 ล้านบาท คืนให้แก่วัดไร่ขิง ที่ตนได้อาศัยขอทานมาตลอดชีวิต ด้วยการให้เหตุผลว่า ตนได้รับมามากพอแล้ว ควรจะคืนสิ่งดีๆ ให้กับวัดบ้าง จนบัดนี้ คุณปู่เอี่ยม กลายเป็นคนดังที่ได้รับการยกย่องให้ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 อาทิตย์ และมีคนสรรเสริญไปทั่วประเทศ
นี่คือตัวอย่างว่า หากคนทั่วไปมองเงินว่าเป็นเพียง “ปัจจัย” เครื่องอาศัยของชีวิต ไม่ยึดติดถือมั่นว่าเงินเป็น “พระเจ้า” หรือ “สรณะที่พึ่งอันสูงสุด” เขาก็จะสามารถใช้เงินนั้นสร้างสรรค์ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ได้อย่างมหาศาลเพียงไร
คติ “เงินงอกงาม เพื่อ ธรรมงอกเงย”
ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่เป็นเรื่องสร้างสรรค์แท้ๆ โดยมีนัยอย่างที่กล่าวมานี้เอง ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคนส่วนใหญ่ในโลก รู้จักหา รู้เก็บ รู้จักใช้ รู้จักให้ โดยถือว่าเงินเป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งแก่ตนและแก่คนอื่น โลกของเราจะน่าอยู่เพียงไร







