posttoday
พลังงานลม...ทางเลือกเพื่อโลกสดใส

พลังงานลม...ทางเลือกเพื่อโลกสดใส

04 พฤษภาคม 2555

โดย...อณุศรา ทองอุไร ภาพ ไม่มีเครดิต

โดย...อณุศรา ทองอุไร ภาพ ไม่มีเครดิต

10 กว่าปีที่ผ่านมา โลกได้เข้าสู่ยุควิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันที่ทะยานสูงขึ้นต่อเนื่อง “พลังงานลม” จึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นพลังงานหมุนเวียนทางเลือกกระแสหลักที่กำลังเป็นที่นิยมทั่วโลก และที่สำคัญก็คือไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม นี่คือที่มาของโรงไฟฟ้าพลังงานลม (Wind Farm) โดยบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่ลงทุนในการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทางเลือก เน้นที่พลังงานลม โดยเป็นหนึ่งในโรงงานไฟฟ้าพลังงานลมที่ใหญ่แห่งหนึ่งของเอเชีย

มีแผนงานพัฒนาพลังงานลมในโครงการทั้งหมดรวมแล้วมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ สำหรับฟาร์มกังหันลม โครงการพลังงานลมรายแรกในประเทศไทยได้เริ่มก่อสร้างในปี 2553 ถือเป็นบริษัทเอกชนรายแรกในส่วนของผู้ผลิตรายเล็ก (SPP) และเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลมรายแรกของไทยที่ได้สัญญาขายไฟจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

นพพร ศุภพิพัฒน์ ประธานกรรมการ บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง เปิดเผยว่า เหตุผลที่เลือกลงทุนในโรงไฟฟ้าจากพลังงานลมนั้น มาจากเหตุผลที่ว่าพลังงานลมกลายเป็นกระแสหลักของพลังงานหมุนเวียน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีศักยภาพในการเติบโตสูงในปี 2551 โรงไฟฟ้าที่สร้างใหม่ในสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 60 เป็นโรงไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานลม ขณะที่โรงไฟฟ้าสร้างใหม่ในยุโรป ร้อยละ 40 เป็นโรงไฟฟ้าจากพลังงานลมเช่นกัน เพราะเป็นพลังงานสะอาดที่ได้รับการยอมรับ

พลังงานลม...ทางเลือกเพื่อโลกสดใส

 

“เราเริ่มมองธุรกิจนี้ตั้งแต่ปี 2548 เพราะตอนนั้นธุรกิจนี้ยังไม่แพร่หลาย และทุกคนเชื่อว่าธุรกิจนี้ทำไม่ได้ แต่การที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จึงมองไปที่พลังงานทดแทน ซึ่งตอนนั้นพลังงานลมถือเป็นกระแสหลักที่สำคัญของพลังงานหมุนเวียนในอนาคต จึงได้ศึกษาค้นคว้างานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ Wind Map ของธนาคารโลก และพบว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่ทำได้ จึงได้ทำการว่าจ้างบริษัทที่ทำการวิจัยดังกล่าวดำเนินการศึกษาวิจัยต่อ”

ปัญหาสำคัญของบริษัทที่ลงทุนโรงไฟฟ้าจากพลังงานลมนั้น ประเด็นหลักคือ การเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพแรงลม ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 หรือพื้นที่หวงห้าม ซึ่งโอกาสที่โครงการจะเกิดความล้มเหลวมีสูง อันเนื่องจากเป็นพื้นที่อ่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยต้องขอผ่อนผันมติ ครม.เป็นรายๆ ไป ดังนั้นการพัฒนาโรงไฟฟ้าจากพลังงานลม จึงต้องเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพลมพอสมควร และกฎหมายอนุญาตให้ดำเนินการได้

เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ใหม่สำหรับประเทศไทย บริษัทจึงได้จัดตั้งขึ้นในรูปแบบอินเตอร์เนชันแนล นำเข้าผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเดนมาร์กที่มีความชำนาญด้านพลังงานลม ซึ่งเป็นผู้ผลิตกังหันลมพลังงานไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาทำหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์เข้ามาดูแลแต่ละโครงการ ซึ่งผลที่ได้ตามมาก็คือ การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่คนไทยในอนาคต

จากการศึกษาวิจัยทำให้ได้ข้อมูลว่าพื้นที่ใน อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ เป็นพื้นที่ที่มีลมดีที่สุด อีกทั้งกฎระเบียบต่างๆ ก็ไม่มีความซับซ้อน เพราะไม่ได้อยู่ในพื้นที่อ่อนไหว จึงเป็นที่มาของการเลือกลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมขึ้นคือ โครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานลมวัดตะแบก โดยบริษัท วัดตะแบก วินด์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 70 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2556 แล้วเสร็จเปิดดำเนินการได้ในปี 2557

เพราะมองเห็นว่าบริษัทเป็นผู้เข้าไปใช้ทรัพยากรจากชุมชน และได้รับผลประโยชน์ที่มากพอสมควร นพพร บอกว่า บริษัทไม่ได้เน้นเรื่อง CSR เพียงอย่างเดียว แต่ดังนั้นจึงตั้งแผนก Community Development ขึ้น โดยจ้างผู้ชำนาญการเข้าไปให้คำปรึกษาแก่ชุมชนในการนำเงินกองทุนชุมชน ซึ่งแบ่งจากกำไรให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทได้วางเป้าที่จะขยายกำลังการผลิตอีกปีละ 200 เมกะวัตต์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมหลายโครงการในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย เพื่อเสนอขายไฟฟ้าพลังงานลมต่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยตั้งเป้าว่าภายใน 8 ปี จากนี้จะมีการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมประมาณ 1,010 เมกะวัตต์ ใช้งบประมาณราว 2.52.6 หมื่นล้านบาท เพราะประเทศไทยมีศักยภาพที่จะทำโรงไฟฟ้าพลังงานลมได้ และบริษัทมีพันธมิตรที่ดีและมีเทคโนโลยีในด้านพลังงานลม เช่น กลุ่มบริษัทซีเมนต์ ทำให้สามารถดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมได้ในอนาคต

ปัจจุบันบริษัทลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ห้วยบง 1 และ 2 จ.นครราชสีมา ขนาดกำลังการผลิตโรงละ 103.5 เมกะวัตต์ และได้ลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ขนาด 70 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมวัดตะแบก อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ขนาดกำลังการผลิต 70 เมกะวัตต์ จะเริ่มก่อสร้างในปี 2556 แล้วเสร็จ และดำเนินการได้ในปี 2557 และอีก 3 โครงการ

ภายในปี 2563 บริษัทตั้งเป้าจะผลิตไฟฟ้าให้ได้ 1,010 เมกะวัตต์ จากโครงการในอนาคตอีกหลายโครงการ นอกจากการลงทุนในประเทศแล้ว บริษัทยังมีการกระจายความเสี่ยงออกไป เนื่องจากกระแสลมเป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดเดาได้ จึงมีแผนที่จะขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในแถบเอเชีย ทั้งนี้มองว่าประเทศเวียดนามมีศักยภาพสูงมาก โดยตั้งเป้าจะผลิตไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียไว้ที่ 500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2563 และประเทศในยุโรป ทั้งเหนือและใต้ รวมถึงอเมริกาใต้ภูมิภาคละ 500 เมกะวัตต์ รวมทั้งสิ้น 2,000 เมกะวัตต์

จะเห็นได้ว่า พลังงานลมไม่ได้เป็นเพียงพลังงานสะอาดเท่านั้น แต่ยังเป็นความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อความมั่นคงของคนไทยทั้งประเทศอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์