
วิถีแห่งชอลลานัมโด
หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณสามสิบถึงสี่สิบปีที่แล้ว คงไม่มีใครคาดคิดว่าประเทศเกาหลีใต้จะกลายมาเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจลำดับต้นๆ ในภูมิภาคเอเชีย เพราะช่วงเวลาดังกล่าว คาบสมุทรเกาหลีเพิ่งสิ้นสุดสงครามได้เพียงไม่นาน แต่ผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมหลังจากนั้น ได้พลิกโฉมจากประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นประเทศยากจน ให้กลับกลายมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด และเป็นประเทศพัฒนาขั้นสูงอย่างทุกวันนี้ ดังนั้นเกือบจะทุกจังหวัดในประเทศนี้ต่างมุ่งสู่การเป็นที่ตั้งของเขตอุตสาหกรรม แต่จังหวัดที่เรากำลังจะพาไปเยือนนี้กลับมุ่งที่จะอนุรักษ์วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด ด้วยการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยา จังหวัดที่กำลังกล่าวถึงนี้มีชื่อว่า “ชอลลานัมโด”
หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณสามสิบถึงสี่สิบปีที่แล้ว คงไม่มีใครคาดคิดว่าประเทศเกาหลีใต้จะกลายมาเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจลำดับต้นๆ ในภูมิภาคเอเชีย เพราะช่วงเวลาดังกล่าว คาบสมุทรเกาหลีเพิ่งสิ้นสุดสงครามได้เพียงไม่นาน แต่ผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมหลังจากนั้น ได้พลิกโฉมจากประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นประเทศยากจน ให้กลับกลายมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด และเป็นประเทศพัฒนาขั้นสูงอย่างทุกวันนี้ ดังนั้นเกือบจะทุกจังหวัดในประเทศนี้ต่างมุ่งสู่การเป็นที่ตั้งของเขตอุตสาหกรรม แต่จังหวัดที่เรากำลังจะพาไปเยือนนี้กลับมุ่งที่จะอนุรักษ์วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด ด้วยการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยา จังหวัดที่กำลังกล่าวถึงนี้มีชื่อว่า “ชอลลานัมโด”
สถานที่แรกสุดในการมาจรดองศาที่นี่คือ หมู่บ้านเก่าแก่ที่มีอายุนับร้อยปี นั่นคือ ที่หมู่บ้านนากันอึบซง (Naganeupseong) หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่บนที่ลาดเชิงเขา มีกำแพงหินขนาดมหึมาล้อมรอบหมู่บ้าน จึงทำให้ที่นี่รอดพ้นเงื้อมมือศัตรูที่มักจะบุกเข้ามาเพื่อยึดครอง จุดเด่นของที่นี่คือ การวางผังหมู่บ้าน ซึ่งออกแบบมาให้ศาสนสถานตั้งอยู่ตรงกลาง และล้อมรอบไปด้วยบ้านเรือน โดยศาสนสถานสร้างขึ้นจากไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่อย่างดี และหาไม่ได้ในละแวกนี้ ส่วนบ้านเรือนของผู้คนส่วนใหญ่จะก่อผนังด้วยดินเหนียวผสมเศษฝาง และหลังคาก่อด้วยไม้ปูทับด้วยเศษฝาง สิ่งต่างๆ เหล่านี้สะท้อนถึงเมื่อครั้งที่ศาสนาพุทธเคยเจริญรุ่งเรืองที่นี่ และเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจผู้คนในหมู่บ้านมาก่อน ในปัจจุบันที่นี่ยังคงมีผู้คนอาศัยอยู่ประมาณ 100 ครัวเรือน และมีเพียงคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเท่านั้นที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวและบอกเล่าเรื่องราวในอดีตผ่านการสอนการทำข้าวของเครื่องใช้จากวัสดุธรรมชาติ หากคุณกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่เปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้ที่ไม่ค่อยได้พบเห็นบ่อยนัก หมู่บ้านนากันอึบซงแห่งนี้คือคำตอบ
จังหวัดชอลลานัมโดมีชื่อเสียงทางด้านเกษตรกรรม เพราะมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบมากกว่าภูเขา แตกต่างจากจังหวัดอื่นๆ ที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา จึงสามารถทำเกษตรกรรมได้หลากรูปแบบ ที่นี่จึงเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมีข้าวและผลไม้เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ แต่ถ้าหากเอ่ยถึงชื่อของเมืองโพซองแล้ว ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญของเมืองนี้กลับเป็นชาเขียว ว่ากันว่าตลอดเทือกเขาจิริซานที่ทอดตัวยาวตลอดเมืองโพซองนั้นเต็มไปด้วยไร่ชานับพันไร่ เพราะที่นี่มีภูมิอากาศและความชื้นสัมพัทธ์เหมาะสมในการปลูกชามากที่สุดในประเทศ จึงทำให้ผลผลิตชากว่าร้อยละ 40 ในประเทศนี้มาจากเมืองโพซอง ซึ่งชาส่วนใหญ่ของโพซองจะเป็นชาออร์แกนิกหรือชาปลอดสารพิษ หากย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของชาบนดินแดนคาบสมุทรเกาหลีนั้น ถูกนำเข้ามาโดยพระภิกษุสงฆ์ชาวจีนที่เดินทางเข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนา เพราะชาเป็นหนึ่งในอาหารมังสวิรัติ ต่อมาชาก็ได้กลายมาเป็นเครื่องดื่มสำหรับชนชั้นสูง และได้รับความนิยมแพร่หลายทุกชนชั้นจนถึงปัจจุบัน ซึ่งที่เมืองโพซองแห่งนี้ก็คือสถานที่แรกสุดที่ชาถูกนำมาปลูกบนคาบสมุทรเกาหลีนั่นเอง ด้วยความผูกพันกับชาที่ยาวนานนี่เอง ที่ทำให้การดื่มชาไม่เพียงแค่เป็นเครื่องดื่มเท่านั้น หากแต่ว่าได้กลายมาเป็นพิธีกรรมที่ผสมผสานกับความเชื่อทางศาสนาอีกด้วย ดังเช่นพิธีกรรมชงชาในแบบเกาหลี ว่ากันว่าพิธีกรรมชงชานี้มีความละเอียดซับซ้อนเป็นอย่างมาก เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกใบชาไปจนถึงการชงที่ต้องละเมียดละไมและพิถีพิถันอย่างสูง แต่หัวใจสำคัญของพิธีนั่นก็คือ การดื่ม ซึ่งชาวเกาหลีเชื่อว่าชาคือตัวแทนของธรรมชาติ ที่ประกอบไปด้วย ความสงบ ความนับถือ และความบริสุทธิ์
ดังนั้น ก่อนดื่มชา จิตใจจะต้องเข้าสู่สมาธิขั้นสูง จากนั้นหยิบถ้วยชาด้วยมือขวา ประคองด้วยมือซ้าย และนำมาพักไว้ที่หน้าตัก จากนั้นนำขึ้นมาสูดกลิ่นชา แล้วค่อยๆ จิบอย่างช้าๆ เพื่อให้ประสาทสัมผัสทั้งสี่ผสานกันอย่างลงตัว เกิดเป็นรสชาติชั้นเลิศก่อนกลืนลงไป
จังหวัดชอลลานัมโดนั้นไม่เพียงมีชื่อเสียงในเรื่องของการเกษตรเท่านั้น แต่ที่นี่ก็ยังมีชื่อเสียงในเรื่องของอาหารทะเลอีกด้วย เพราะชายฝั่งทะเลที่นี่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ทะเลเหลือง ทะเลจีนตะวันออก และทะเลญี่ปุ่นมาบรรจบกันที่นี่ จึงมีความอุดมสมบูรณ์จากสัตว์น้ำนานาชนิด แต่หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมได้เพียงไม่นาน ท้องทะเลที่นี่ได้กลายมาเป็นพื้นที่รองรับมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งสถานที่ต่อไปนี้คือตัวอย่างสำคัญในการรวมพลังมวลชนเพื่อพลิกฟื้นจากผลกระทบดังกล่าว นั่นก็คือที่ศูนย์เรียนรู้นิเวศวิทยาอ่าวซุนชอน เพราะที่นี่เป็นจุดที่แม่น้ำดงและแม่น้ำไอซาไหลมาบรรจบก่อนออกสู่ทะเล ซึ่งในอดีตแม่น้ำทั้งสองสายนี้เคยเน่าเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ส่งผลให้อ่าวซุนชอนกลายเป็นจุดรองรับมลพิษ อาชีพประมงชายฝั่งที่เคยมั่งคั่ง จึงได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง ชาวบ้านจึงรวมตัวเพื่อปกป้องและได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากองค์กรปกครองท้องถิ่น จนในที่สุดอ่าวซุนชอนก็กลับมามีชีวิตชีวาเหมือนเดิมอีกครั้ง สะท้อนได้จากการค้นพบนกกว่า 158 ชนิด และรวมไปถึงสัตว์หน้าดินอีกกว่า 43 ชนิด และด้วยความอุดมสมบูรณ์นี้ อ่าวซุนชอนจึงได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์จากอนุสัญญาแรมซาร์ไซต์ หรืออนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศระดับโลก จึงมีผลทำให้พื้นที่ทั้งหมดซึ่งก็รวมไปถึงสัตว์ทุกชนิดได้รับการปกป้องและคุ้มครองตามกฎหมาย
ด้วยความอุดมสมบูรณ์ทั้งทางบกและทางทะเล รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมนี่เอง ทำให้จังหวัดชอลลานัมโดได้รับเกียรติในการเป็นเจ้าภาพงานเวิลด์เอ็กซ์โป 2012 ที่เมืองยอซู เมืองท่าและเมืองตากอากาศชายฝั่งที่มีชื่อเสียง ซึ่งงานนี้จะถูกจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค. ไปจนถึงวันที่ 12 ส.ค.นี้ หากใครสนใจรายละเอียดสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.kto.or.th ซึ่งงานเวิลด์เอ็กซ์โปถือได้ว่าเป็นมหกรรมยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติลำดับ 3 รองจากกีฬาโอลิมปิกและฟุตบอลโลก







