
อนาคตของไฟฟ้า
โดย...ภาสกร พุทธิชีวิน
โดย...ภาสกร พุทธิชีวิน
แนวทางของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย คือ ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเท่านั้น จึงจะมีไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการในอนาคตของไทย
คำถามที่ทุกคนอยากรู้ก็คือว่า แล้วทำไมถึงไม่สร้าง คำตอบอยู่ที่เสียงต้านจากชาวบ้านครับ ที่ชาวบ้านไม่ให้สร้าง เพราะไม่อยากมีโรงไฟฟ้าในพื้นที่ แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกอยู่พอสมควรที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ พยายามบอกชาวบ้านอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้าไม่สร้างโรงไฟฟ้าขึ้นมาอีกไม่นานไฟจะดับทั่วประเทศ เพราะอัตราการใช้ไฟฟ้าของไทยเพิ่มขึ้นปีละ 34%
การออกมาบอกข้อเท็จจริงให้ชาวบ้านรับทราบเป็นระยะๆ ในเรื่องของปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือดีมานด์พีกในปีนี้ทำลายสถิติ 4 ครั้งแล้ว เฉพาะเดือน เม.ย.ของปีนี้ ทำลายสถิติสูงสุด 2 ครั้ง คือ วันที่ 19 เม.ย. ดีมานด์พีกอยู่ที่ 24,882 เมกะวัตต์ ถัดมาแค่วันเดียว คือ วันที่ 20 เม.ย. 2555 ดีมานด์พีกอยู่ที่ 25,178 เมกะวัตต์ อัตราการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยสูงสุดในเดือน เม.ย.ทุกครั้ง เพราะอากาศเดือนนี้ร้อนตับแลบทุกปี
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ พยายามชี้แจงกับชาวบ้านตลอดเวลาถึงความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้า แต่แปลกชาวบ้านกลับปฏิเสธการสร้างโรงไฟฟ้าในแทบทุกพื้นที่ของประเทศ นั่นเป็นเพราะชาวบ้านไม่เชื่อข้อมูลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ครับ
ข้อมูลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ มีอยู่ว่า ในปัจจุบันความมั่นคงด้านไฟฟ้าของประเทศเรามีตัววัด คือ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดหรือดีมานด์พีก เป็นตัวตั้งและจะต้องมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองสูงจากดีมานด์พีกไม่ต่ำกว่า 15% ในปัจจุบันไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองอยู่ที่ 20% โดยประมาณ
ในวันที่ 20 เม.ย. ดีมานด์พีกของประเทศไทยอยู่ที่ 25,178 เมกะวัตต์ ดังนั้นเราต้องมีกำลังผลิตการผลิตไฟฟ้าสำรองอีก 5,035 เมกะวัตต์ รวมทั้งหมดความมั่นคงของพลังงานของเราจะต้องอยู่ที่ 30,213 เมกะวัตต์ ถ้าเรามีขนาดนี้เราจะมีความมั่นคงสูงสุด เพราะเราสำรองจาก 15% เป็น 20% แต่โดยข้อเท็จจริงชาวบ้านที่เขาไม่เห็นด้วย ไม่รู้ไปเอาข้อมูลมาจากไหน
ฝ่ายต่อต้านบอกว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าของไทยอยู่ที่ 31,446.71 เมกะวัตต์ นั่นแสดงว่าเรามีกำลังการผลิตเกินความมั่นคงไป 1,233.71 เมกะวัตต์ เลยทีเดียว
คงพอทราบกันนะครับว่า เมื่อวันที่ 817 เม.ย.ที่ผานมา ก๊าซจากพม่าที่ส่งมาปั่นกระแสไฟฟ้าในบ้านเราหยุดซ่อมบำรุง ส่งผลให้การผลิตกระแสไฟฟ้าของบ้านเราขาดหายไปประมาณ 5,000 เมกะวัตต์ กำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองของไทยลดลงจาก 20% เหลือเพียง 5% เลยต้องมีการนำน้ำมันเตา ดีเซลมาผลิตกระแสไฟฟ้าชดเชย
อย่างที่ผมบอกนะครับ ชาวบ้านพอค้านเรื่องโรงไฟฟ้าก็ด่ามันทุกเรื่อง ชาวบ้านเขาบอกว่ามันก็แหงอยู่แล้ว คุณปิดซ่อมแท่นขุดเจาะในช่วงเดือน เม.ย. ปริมาณสำรองไฟฟ้ามันก็ต้องลดลงอยู่แล้ว เพราะเดือน เม.ย. ของไทยเป็นช่วงที่ใช้ไฟฟ้าสูงสุด เขาบอกว่าทำไมไม่ปิดซ่อมมันเดือน ธ.ค. เพราะเป็นเดือนที่ใช้ไฟน้อยที่สุดในรอบปี เขาคำนวณให้เสร็จสรรพว่า ถ้าปิดเอาช่วงเดือน ธ.ค. ปริมาณกำลังไฟฟ้าสำรองของไทยจะอยู่ที่ 15% ซึ่งอยู่ในอัตราที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ กำหนดเอาไว้
ความไม่เชื่อในข้อมูลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ของชาวบ้านนั้น ผมมองว่า คือปัญหาใหญ่สุดของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ที่จะทำให้ชาวบ้านไว้เนื้อเชื่อใจ
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านรู้ความจริงๆ แล้วการคำนวณปริมาณไฟฟ้าสำรองเพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจและชุมชนของประเทศนั้น ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประเทศชาติจริงๆ ไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ พอจะบอกได้หรือไม่ว่า ไม่มีโรงไฟฟ้าใดของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ที่ผลิตไม่คุ้มค่าเลย เดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าเต็มกำลังทุกโรง สิ่งเหล่านี้ถ้าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ตอบได้ ก็จะได้ไม่ต้องเป็นขี้ปากชาวบ้านว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ อยากสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นมาเยอะๆ ลงทุนเยอะๆ เพราะเมื่อสร้างขึ้นมาแล้วการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ จะได้ผลประโยชน์เต็มๆ จากตัวเลข 8.4% ที่รัฐบาลการันตีผลตอบแทนของเงินลงทุนให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ
เช่น ลงทุน 2 แสนล้านบาท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ มีเงินจากรัฐบาลเข้าสู่องค์กร 1.68 หมื่นล้านบาททันที ส่วนจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยแค่ไหน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ไม่เกี่ยวข้อง เพราะชาวบ้านจะต้องจ่ายค่าก่อสร้างให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ อยู่แล้วในรูปของค่า FT ที่เดือน พ.ค. 2555 ค่า FT จะต้องขึ้นอีก 40 สตางค์ นั้นแหละ
การจะทำให้ไฟฟ้าเพียงพอนั้น ผมมองว่ามีอยู่ 2 วิธี คือ การสร้างเพิ่มเพื่อให้พอ กับอีกวิธีหนึ่ง คือ ลดการใช้เพื่อให้พอเพียง ที่เรียกอีกอย่างว่า การประหยัดพลังงานนั่นแหละครับ ทั้งสองวิธีเราจะมีกระแสไฟฟ้าเพียงพอต่อประเทศเหมือนกัน ต่างกันตรงที่การลดการใช้เพื่อให้พอนั้น ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าหลายเท่าทีเดียว แต่วิธีนี้ผลกำไรของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ อาจจะไม่มากนัก เพราะไม่มี 8.4% เข้าไปสู่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ
วิธีที่ดีที่สุดในการทำนายอนาคตของไฟฟ้า อาจจะไม่ใช่การสร้าง บางทีการประหยัดพลังงานอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าก็ได้







