
ยามร้อนดูแลพัดลม แอร์ & คอมเพรสเซอร์
อุณภูมิบางพื้นที่ในประเทศตลอดเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ช่างน่าประหวั่น 35 36 37...40 องศาเซลเซียส ตายๆๆๆ
โดย...เอวา อาดัม / ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
อุณภูมิบางพื้นที่ในประเทศตลอดเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ช่างน่าประหวั่น 35 36 37...40 องศาเซลเซียส ตายๆๆๆ เหมือนว่าคนอ้วนไขมันจะละลาย คนผอมจะแห้งเหี่ยวไร้น้ำในตัว เราจะอยู่ในบ้าน ออฟฟิศ ร้านค้า ฯลฯ ของเราได้อย่างไร
ยิ่งพอเห็นเปลวแดดก็แทบไม่อยากก้าวเท้าออกนอกชายคาบ้าน วิธีหลบลมร้อนสร้างความสบายในบ้านของคนในปัจจุบัน ก็เห็นจะไม่พ้นการเปิดพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศ สั่งความเย็นได้ตามที่ใจต้องการ ผลพวงจากความร้อนที่พุ่งกว่า 40 องศาเซลเซียส ในเดือน เม.ย. อาจจะทำให้หลายคนเปลี่ยนความคิดที่ว่า บ้านคือวิมานของเราไปเป็นอย่างอื่น เพราะนอกจากจะร้อนจนพานเจ็บป่วยไปได้ง่ายๆ แล้ว ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่น้อยเพื่อแก้ร้อน
ทั้งนี้ เพราะยิ่งอากาศร้อนเท่าไร เครื่องปรับอากาศก็ยิ่งถูกใช้มากขึ้นเท่านั้น ชวลิต พิชาลัย ผู้อำนวยการกองไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) กล่าวว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับปริมาณการใช้ไฟฟ้า จะเห็นว่าหน้าร้อนของแต่ละปีจะมีปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงมาก เป็นระดับหลายหมื่นเมกะวัตต์ทีเดียว ซึ่งสาเหตุของความต้องการการใช้ไฟฟ้าก็มาจากการใช้เครื่องปรับอากาศในการดับร้อนนั่นเอง แต่ปัญหาก็คือ การใช้เทคโนโลยีเพื่อการคลายร้อนอย่างไม่รู้เท่าทัน แทนที่จะเป็นผลดีอาจจะเป็นผลร้ายทั้งต่อร่างกาย กระเป๋าของผู้บริโภค รวมถึงสภาพแวดล้อมด้วย ดังนั้นการคลายร้อนให้บ้านก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้
ครั้งหนึ่ง ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ อดีตที่ปรึกษาสมาคมสถาปนิกสยาม เคยพูดไว้ในงาน “ทำอย่างไร? ให้บ้านคลายร้อน” มีเคล็ดลับการคลายร้อนให้บ้านมาแนะนำ เริ่มจากการจัดสภาพแวดล้อมรอบๆ บ้านให้เย็นสบาย ปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา ทำบ่อน้ำให้ความเย็น จัดวางตำแหน่งบ้านให้ถูกทิศ โดยใช้หลักเปิดรับแสงเหนือและกันแดดตะวันตก เท่านี้ก็สามารถรับมือกับความร้อนและประหยัดพลังงานลงได้ ในการจัดวางบ้านให้ได้รับลมประจำ ต้องพยายามให้มีช่องเปิดที่ผนังด้านทิศเหนือและทิศใต้ทั้งสองด้าน แต่บ้านในเมืองที่มีสิ่งก่อสร้างอยู่รอบทิศสามารถเลือกเปิดช่องหน้าต่างด้านที่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น เลือกด้านที่แดดส่องเข้าถึงน้อยที่สุด
อีกหนึ่งวิธีก็คือกางร่มให้บ้าน หลายบ้านปลูกสร้างมานานไม่สามารถหันบ้านหลบแดดได้ มีวิธีแก้คือกางร่มให้บ้าน เพื่อให้ตัวบ้านถูกแสงแดดน้อยที่สุด วิธีกางร่มให้บ้านอย่างง่ายๆ ก็คือ ติดกันสาดให้ยาวขึ้น เนื่องจากปัจจุบันการสร้างบ้านนิยมลอกเลียนแบบบ้านทรงยุโรปที่มีหลังคาสั้น ซึ่งไม่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศเมืองไทย ดังนั้นจึงควรติดกันสาดให้ยาวขึ้นเช่นเดียวกับบ้านไทยโบราณ เพื่อกันแสงแดดที่จะส่องเข้าบ้านโดยตรง
วิธีที่ง่ายและได้ประโยชน์ที่สุดอีกวิธีก็คือ การปลูกต้นไม้บริเวณรอบๆ บ้าน เพราะนอกจากต้นไม้จะให้ร่มเงาแก่บ้านแล้ว ต้นไม้ยังดึงความร้อนจากอากาศรอบๆ ทำให้อุณหภูมิบริเวณใกล้เคียงลดลง เพราะต้นไม้ 1 ต้นเทียบเท่ากับเครื่องปรับอากาศ 1 ตันทีเดียว ยิ่งปลูกต้นไม้หลายต้นก็ยิ่งช่วยให้บ้านเย็นขึ้น การขุดบ่อน้ำบริเวณบ้านก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ให้น้ำระเหย พาความร้อนออกนอกบ้าน แต่ทั้งนี้บ่อน้ำนั้นต้องลึกเพียงพอ คือมากกว่า 1.5 เมตรขึ้นไป หากบ่อน้ำตื้นกว่านี้ นอกจากไม่ช่วยระบายความร้อนแล้ว ยังจะทำให้ร้อนมากขึ้นด้วย แต่หากบ้านใครที่มีบ่อน้ำอยู่แล้ว แต่ความลึกไม่ถึง 1.5 เมตร ก็สามารถแก้ไขได้ โดยนำบัวมาปลูก ก็จะสามารถบรรเทาความร้อนได้
ที่สำคัญอย่าสร้างแหล่งความร้อนให้กับบ้าน บริเวณที่ว่างรอบตัวบ้านที่มักจะทำเป็นลานคอนกรีต เป็นตัวดูดความร้อนได้ดี จนกลายเป็นแหล่งผลิตความร้อน ยิ่งถ้าอยู่ด้านทิศใต้หรือทิศตะวันตก แทนที่จะได้ลมเย็นเข้าบ้าน ก็กลับเป็นลมร้อนแทน แนวทางแก้ไขก็คือ การเลือกใช้วัสดุปูพื้นที่เหมาะสม เช่น ใช้อิฐปูสนามที่หญ้าสามารถขึ้นได้ หรือไม่ก็กางร่มให้ลานคอนกรีต หรือปลูกต้นไม้กันแดด เป็นต้น
วิธีคลายร้อนอีกวิธี ก็คือยอมให้ลมพัดผ่าน ถ้าบ้านมีลมเย็นพัดผ่าน ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ ทิศทางลมหลัก คือ ลมฤดูร้อนพัดมาจากทางทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนลมฤดูหนาวพัดมาจากทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ หากวางบ้านให้ถูกทิศโอกาสรับลมก็จะมีมากขึ้น หากต้องการประหยัดค่าไฟ ก็ต้องใช้วิธีเปิดบ้านรับแสงธรรมชาติ นอกจากจะไม่เปลืองค่าไฟแล้ว ยังทำให้ห้องไม่อับชื้นอีกด้วย ซึ่งหลังจากปรับบ้านเสร็จแล้ว ก็ควรต้องปรับพฤติกรรมของตัวเองด้วย คือเมื่อทราบแล้วว่าบริเวณใดมีแสงและลมผ่าน ก็ควรปรับการใช้สอยให้เหมาะสม เช่น ตั้งโต๊ะ เก้าอี้นั่งเล่นสำหรับพักผ่อน เป็นต้น
การติดตั้งฉนวนป้องกันความร้อน เพื่อป้องกันความร้อนเข้าบ้านก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ ปัจจุบันฉนวนกันความร้อนมีหลายชนิดและหลายประเภท สามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการและตามงบประมาณที่มี หากบ้านของเรามีการเปิดใช้เครื่องปรับอากาศเพียงบางห้อง บางครั้งบางเวลาก็ต้องเลือกเครื่องปรับอากาศติดตามงบประมาณที่มี ในจุดที่ได้รับความร้อนมากที่สุดก่อน
สำหรับผู้ที่ยังต้องใช้เครื่องปรับอากาศอยู่ ก็ต้องอย่าเอาความชื้นเข้าห้อง เชื่อหรือไม่ว่าในเมืองไทย พลังงานที่ใช้ทำความเย็นในเครื่องปรับอากาศใช้เพียงแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ อีก 70 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือใช้ไปในการรีดความชื้นออกจากห้อง ดังนั้นหากต้องการให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง ก็อย่านำความร้อน หรือนำของที่มีความชื้นเข้าไปไว้ในห้องปรับอากาศ เช่น กาต้มน้ำร้อน กระถางต้นไม้ หรือทำเกล็ดระบายอากาศของประตูห้องน้ำ เป็นต้น
การเปิดพัดลมช่วยแอร์ก็เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง สำหรับห้องปรับอากาศที่มีขนาดใหญ่ เรามักจะใช้วิธีเร่งลมที่เป่าออกมาหรือไม่ ก็ปรับอุณหภูมิให้ต่ำลงจะได้เย็นทั่วห้อง การทำเช่นนั้นจะทำให้เครื่องปรับอากาศใช้พลังงานมากขึ้น และที่สำคัญเปลืองไฟมากขึ้น
วิธีการใช้เครื่องปรับอากาศให้ประหยัดพลังงาน โดยการตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 2527 องศาเซลเซียส แล้วเปิดพัดลมเบอร์ 3 ตั้งวางพัดลมห่างจากพนัง 3 เมตรพร้อมๆ กัน ก็จะทำให้รู้สึกเย็นสบายลงอีก 23 องศาเซลเซียส
“การเปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อนำความเย็นไปสู้กับความร้อนนั้น ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานจำนวนมหาศาล ดังนั้นจึงต้องใช้พลังงานธรรมชาติเข้าช่วยนั่นก็คือ ลม หลายคนคงคิดว่า ทำไมเปิดเครื่องปรับอากาศ แล้วยังต้องเปิดพัดลมอีก ไม่เปลืองพลังงานมากกว่าการเปิดเครื่องปรับอากาศอย่างเดียว
การเปิดพัดลมจะทำให้ไม่ต้องลดอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศ เพราะการลดอุณหภูมิ 1 องศา จะกินไฟมากขึ้นถึง 10 เปอร์เซ็นต์ อย่าลืมว่าแอร์ 1 ตัน กินไฟประมาณ 1,200 วัตต์ พัดลม 1 ตัว กินไฟเพียง 50 วัตต์ ถ้าคอยล์ร้อน หรือตัวระบายความร้อนที่วางอยู่นอกตัวอาคารหยุดทำงานเพียงครึ่งชั่วโมง ก็เพียงพอที่จะเปิดพัดลมทั้งวันแล้ว และประเทศเราเป็นประเทศที่ผลิตพัดลมมากที่สุด ในขณะเดียวกันก็นำเข้าชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศมาเป็นจำนวนมาก ผมว่าถ้าเราเปิดพัดลมและเครื่องปรับอากาศพร้อมกันตามที่แนะนำ จะสามารถช่วยชาติประหยัดได้มหาศาล”
เนื่องจากเครื่องปรับอากาศเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมาก จึงต้องมีการดูแลรักษาและดูดฝุ่นบ่อยๆ อาทิตย์ละครั้งหรืออาทิตย์ละ 2 ครั้ง เพราะหากฝุ่นอุดตันจะทำให้ประสิทธิภาพลดลง
นอกจากนี้ ในการจัดวางคอมเพรสเซอร์ก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ ส่วนใหญ่วางไว้ในที่ที่ไม่เหมาะสม คือวางไว้บนดาดฟ้า วางไว้บนพื้นซีเมนต์กลางแดด หรือวางไว้ในที่ที่ไม่มีลมถ่ายเท ซึ่งก็จะทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนักเกินไป จนทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้สิ้นเปลืองพลังงานและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ดังนั้นควรตั้งไว้ในที่ร่มและมีอากาศถ่ายเทสะดวก จะทำให้อายุการใช้งานของเครื่องปรับอากาศยาวนานขึ้น และสามารถประหยัดพลังงานได้
“การปรับปรุงสภาพแวดล้อมในบ้านให้เหมาะสม การหมั่นดูแลรักษาเครื่องปรับอากาศ และการตั้งปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม นอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าเราแล้ว ยังช่วยชาติในการประหยัดพลังงานอีกด้วย” แค่นี้นอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานแล้ว ยังดีต่อคุณภาพชีวิตของเราในหน้าร้อนนี้อีกด้วย
ขอขอบคุณข้อมูล จากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ







