
บนเส้นทางแห่งความไว้วางใจ
โดย...วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
โดย...วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
เมื่อ 3 ปีที่แล้ว กรณี “มาบตาพุด” ให้ “บทเรียน” มากมายแก่ภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและสังคมไทยโดยรวม
โครงการต่างๆ กว่า 70 โครงการ ที่ถูกสั่งระงับการดำเนินการจนเป็นข่าวครึกโครมที่มีผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุนเป็นเวลาหลายเดือนนั้น แม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงศาลจะได้ช่วยเหลือเยียวยาจนทำให้หลายโครงการสามารถดำเนินการต่อไปได้แล้วก็ตาม แต่ “บทเรียน” ราคาแพงก็ยังอยู่ในความทรงจำของสังคมและผู้คนที่เกี่ยวข้อง
กรณีวิกฤตมาบตาพุดทำให้ภาคเอกชนต้องหันมาทบทวนถึงแนวความคิด วิธีการในด้านของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการอยู่ร่วมกับชุมชน จึงต้องปรับเปลี่ยนแนวความคิดและบทบาทด้านความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อจะตอบโจทย์ให้ได้ว่าทำอย่างไร จึงจะได้รับการยอมรับจากชุมชนรอบข้างและสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างปกติสุข
กรณีวิกฤตมาบตาพุดถือได้ว่าเป็น “จุดเปลี่ยน” ของสังคมไทยในเรื่องของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนกับโรงงาน ตอกย้ำให้ภาคเอกชนและโรงงานอุตสาหกรรมไม่สามารถคำนึงถึง “กำไร” แต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการประกอบกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคม
แนวความคิดเรื่อง “อุตสาหกรรมสีเขียว” (Green Industry) จึงก่อตัวขึ้นหลังจากกรณีมาบตาพุด เพื่อตอบโจทย์ในเชิงรุก
“อุตสาหกรรมสีเขียว” (Green Indusrty) หมายถึง อุตสาหกรรมที่ยึดมั่นในการประกอบกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการมุ่งเน้นในเรื่องของการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิต และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งภายในและภายนอกองค์กรตลอดห่วงโซ่อุปทาน
เรื่อง “อุตสาหกรรมสีเขียว” จึงเป็นเรื่องที่ต่อยอดจากแนวความคิดและวิธีการที่ทรงประสิทธิภาพเรื่อง “เทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด” (Clean Production Technology) ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตที่สามารถลดของเสียหรือสิ่งปฏิกูลลงได้
เทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด (หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า “เทคโนโลยีที่สะอาด” หรือ Clean Technology : CT) หมายถึง ความพยายามในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต เพื่อให้เกิดการใช้วัตถุดิบ พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเน้นที่กระบวนการผลิตที่สามารถลดของเสียให้เหลือน้อยที่สุด (Waste Minimization) หรือทำให้กระบวนการผลิตไม่มีของเสียเลย (Zero Waste) ซึ่งต้องพยายามลดของเสียหรือมลพิษจากแหล่งกำเนิดให้ได้ พร้อมทั้งการดำเนินการตาม “มาตรการ 3R” (Reuse Reduce Recycle) ที่ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตไปในตัวด้วย
จริงๆ แล้ว ปัญหาด้านเทคนิควิชาการและด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอาจจะมีไม่มาก แต่ปัญหาความไม่ไว้วางใจกันระหว่างกลุ่มและภาคส่วนต่างๆ จะมีมากกว่าคือ ชุมชนไม่เชื่อว่าโรงงานจะประกอบกิจการถูกต้องตามกฎหมาย ไม่เชื่อว่า ขยะ น้ำ ควัน อากาศ กลิ่นที่ปล่อยออกจากโรงงานจะมีความปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐานที่ยอมรับได้ ในขณะที่โรงงานก็ไม่ไว้ใจในเจตนาที่บริสุทธิ์ของชุมชนที่คัดค้านต่อต้าน เช่นเดียวกับที่ชุมชนอาจไม่ไว้วางใจในผลการตรวจสอบของภาคราชการหรือบุคคลที่ 3 (แม้จะมีตัวเลขหรือค่าที่วัดได้ยืนยันว่าไม่เกินมาตรฐานอันตราย)
ดังนั้น “ความรับผิดชอบต่อสังคม” จึงเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นคำตอบสุดท้ายของภาคอุตสาหกรรม
ในวันนี้ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ของธุรกิจอุตสาหกรรม (Corporate Social Responsibility : CSR) จึงไม่ใช่ “ทางเลือก” ที่จะทำหรือไม่ทำอีกต่อไป แต่เป็น “ทางบังคับ” ที่ธุรกิจอุตสาหกรรมต้องทำ (โดยเลือกไม่ได้อีกต่อไป) เพื่อให้ชุมชนและสังคมได้เห็นในเจตนาที่จะประกอบกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและทำถูกต้องตามกฎหมาย โดยไม่สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือปัญหาต่างๆ แก่สังคม พร้อมๆ กับ “การคืนกำไร” และ “การพัฒนาคุณภาพชีวิต” ให้แก่ชุมชนและสังคมโดยรอบด้วย
ความรับผิดชอบกิจการที่มีต่อสังคม จึงเป็นเรื่องที่องค์กรหรือธุรกิจอุตสาหกรรมจะต้องลงทุนในลักษณะของ “มาตรการเชิงรุก” ที่เปิดเผยและตรวจสอบได้ (ด้วยการยึดหลักการป้องกันไว้ก่อน) เพื่อให้ชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียได้เห็นได้เข้าใจจนพัฒนาถึงขั้นที่ทำให้เกิด “ความไว้วางใจ” ต่อโรงงานที่อยู่ข้างบ้าน
เมื่อไว้วางใจกัน ทุกอย่างก็จะดีขึ้นครับผม!







