posttoday
คุณเสี่ยงต่อโรคไตหรือไม่

คุณเสี่ยงต่อโรคไตหรือไม่

09 มีนาคม 2553

 

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า

 

เริ่มด้วยการถามตัวเองก่อน

คุณเป็นเบาหวานหรือไม่

คุณมีความดันโลหิตสูงหรือไม่

คุณอายุมากกว่า 60 ปี หรือไม่

คุณมีใครในครอบครัวเป็นโรคไตหรือไม่

คุณเคยเป็นนิ่วมาก่อนหรือไม่

คุณซื้อยารับประทานเองเป็นประจำหรือไม่

คุณเคยป่วยจากโรคไตมาก่อนหรือไม่

ถ้าคุณตอบว่า “ใช่” ในข้อใดข้อหนึ่งหรือมากกว่า นั่นแสดงว่าคุณเสี่ยงต่อการเป็น “โรคไต”

ความเสี่ยงต่อโรคไต

น.อ.นพ.อนุตตร จิตตินันทน์ ประธานคณะกรรมการป้องกันโรคไตเรื้อรัง สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ได้อรรถาธิบายว่า โรคไตมีหลายชนิด เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคไตวายเฉียบพลัน โรคไตแต่กำเนิด โรคกรวยไตอักเสบ เป็นต้น แต่โรคไตที่พบบ่อยคือ “โรคไตเรื้อรัง”

ส่วนสาเหตุของการเกิดโรคไตเรื้อรังที่พบบ่อยที่สุดคือ “เบาหวาน” และ “ความดันโลหิตสูง” โดยเฉพาะเมื่อเป็นแล้วไม่ได้ควบคุมน้ำตาลและความดันโลหิตให้ดี นอกจากนั้นอาจเกิดจากโรคนิ่วในไต โรคทางกรรมพันธุ์ การรับประทานยาบางชนิดเป็นประจำ เช่น ยาแก้ปวดข้อ ยาชุดหรือยาหม้อ

ส่วนใหญ่โรคไตเรื้อรังจะต้องเป็นมากแล้วจึงจะมีอาการ ได้แก่ บวม ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะขุ่น ปัสสาวะแดง ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะน้อยลง ถ้าเป็นมากขึ้นจนการทำงานของไตเหลือน้อยลง จะมีของเสียในร่างกายคั่งทำให้เกิดอาการซีด อ่อนเพลีย ไม่มีแรง คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ความรู้สึกลดลง เหนื่อยหอบ และเสียชีวิตในที่สุดหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม

เนื่องจากโรคไตเรื้อรังในระยะเบื้องต้นมักไม่มีอาการ แม้แต่การตรวจร่างกายโดยแพทย์ก็อาจจะไม่สามารถให้การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังในระยะแรกได้ การที่จะบอกว่าเป็นโรคไตหรือไม่จึงต้องใช้การตรวจปัสสาวะและตรวจเลือด ดังนั้นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง ควรได้รับการตรวจปัสสาวะและตรวจเลือดเพื่อคัดกรองโรคไต

ปกป้องไตด้วยตัวเอง

การป้องกันโรคไต มีกฎเหล็ก 7 ข้อสำคัญ

1.ดูแลตัวเองให้มีน้ำหนักที่เหมาะสม อย่าให้อ้วน เพราะทำให้เกิดโรคไตได้ง่าย และคนอ้วนยังมีโอกาสเป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูงได้มากกว่า

2.ควบคุมน้ำตาลในเลือดให้ปกติ เบาหวานเป็นสาเหตุของโรคไตเรื้อรังที่พบบ่อยที่สุด การที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นทำให้เกิดผลเสียต่อไต ถึงแม้ระดับน้ำตาลจะไม่สูงมากจนถึงเกณฑ์เป็นโรคเบาหวาน แต่ก็ทำให้มีผลเสียต่อไตได้ จึงควรงดรับประทานอาหารหวานจัด

3.ควบคุมความดันโลหิตให้ปกติ เนื่องจากเป็นสาเหตุสำคัญอันดับสองของการเกิดโรคไตเรื้อรัง การควบคุมความดันโลหิตนั้นต้องลดอาหารเค็ม การออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้เหมาะสมและอย่าเครียด

4.ไม่รับประทานอาหารเค็ม จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และมีผลต่อไตได้

5.ไม่สูบบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีการเสื่อมของไตเร็วกว่า

6.ไม่ซื้อยารับประทานเองเป็นประจำ ยาบางชนิด โดยเฉพาะยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบ หากรับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะมีพิษต่อไต นอกจากนั้นยาลูกกลอน ยาหม้อบางอย่าง อาจมีสารที่สะสมทำให้เกิดการเสื่อมของไต

7.ตรวจปัสสาวะและตรวจเลือดถ้ามีความเสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรัง ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อายุมากกว่า 60 ปี มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต มีประวัตินิ่วในทางเดินปัสสาวะ ผู้ที่ซื้อยามารับประทานเองเป็นประจำ และผู้ที่เคยเป็นโรคไตมาก่อน

หลักการ 7 ข้อนี้ยังใช้ได้เมื่อผู้ป่วยเป็นโรคไตแล้ว เพราะจะช่วยชะลอไม่ให้ไตเสื่อมเร็ว นอกจากนี้ยังมีวิธีการดูแลตัวเองในเรื่องอื่นๆ เช่น การรับประทานยาที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังซึ่งจะขึ้นกับระยะของโรคที่ผู้ป่วยเป็น แต่โดยทั่วไปควรได้รับปริมาณโปรตีนหรือเนื้อสัตว์ที่ไม่มากเกินไป งดอาหารเค็ม ไม่ควรรับประทานของหวานหรือของมันจัด โดยแพทย์จะแนะนำอาหารที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

โรคไตเรื้อรังมี 5 ระยะ ระยะที่ 1 ถึง 4 เป็นระยะที่ไตมีการเสื่อมลงแต่ยังสามารถทำงานได้เพียงพอโดยไม่ต้องรับการบำบัด แต่หากไม่ได้รับการรักษาและไม่ดูแลตัวเองให้ถูกต้อง ไตจะค่อยๆ เสื่อมลงจนกระทั่งเข้าสู่โรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย

การป้องกันหรือการชะลอการเสื่อมของไตจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเหล่านี้กลายเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย สมาคมโรคไตนานาชาติจึงให้จัดกิจกรรมวันไตโลกขึ้น ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 11 มี.ค. เพื่อสร้างความตระหนักในการป้องกันโรคไตเรื้อรัง

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล