
เรื่องของคนขี้แพ้ ภาคสอง ตอน “รู้เขา ไม่รู้เรา”
....หนูดี-วนิษา เรซ
หลังจากที่หนูดีได้ไปตรวจร่างกายแล้วพบว่าตัวเองแพ้สิ่งต่างๆ ที่เคยคิดว่าดีกับร่างกาย เช่น บรรดาอาหารสุขภาพนานาประเภทที่รับประทานมาหลายสิบปีติดต่อกันนั้นแท้จริงไม่เหมาะกับสภาพ ร่างกายเราเสียหลายประเภท แถมยังมีอาการ
“แพ้” อุปกรณ์สื่อสารที่ใช้รอบตัวเป็นประจำอีกด้วย เลี่ยงก็เลี่ยงไม่ได้ เพราะโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้จริงๆ สำหรับอาชีพหนูดีตามสไตล์ตะวันตกที่ถูกสอนมา หนูดีก็ต้องไปหา
“ความเห็นที่สอง” หรือ Second Opinion แบบที่ฝรั่งเรียกกัน คือ การไปหาหมอเพิ่มเติมอีกคนหนึ่งซึ่งไม่รู้จักกับหมอคนแรกเลย เพื่อดูว่าเขาเห็นเหมือนหรือต่างกันอย่างไร การหา Second Opinion จำเป็นอย่างมากในกรณีที่คุณหมอแนะนำให้มีการผ่าตัด หรือตัดอวัยวะ แต่หนูดีก็ยังขอยืมวิธีนี้มาใช้อยู่ดีค่ะช่วงที่ผ่านมา หนูดีก็เลยถือโอกาส
“ทัวร์”พบแพทย์สายศาสตร์ตะวันออกเสียสองท่านเลย เป็น “ความคิดเห็นที่สองและสาม” ตามลำดับ ...ตามหนูดีมาเลยนะคะท่านแรกอยู่ไกลหน่อย คุณแม่หนูดีเป็นแฟนคอลัมน์คุณหมอท่านนี้มานานเป็นปีแล้ว พอลูกมีอาการเปลี้ย เพลียง่าย ทั้งๆ ที่ก็ถือว่าดูแลสุขภาพดี เราก็เลยยกขบวนกันไป พอไปถึงคุณหมอก็จับเส้นชีพจร หรือที่เรียกว่า
“แมะ” ก้มหน้าคิดอยู่สักพักก็เงยหน้าขึ้นมาบอกว่า “หนูเป็นคนหัวใจอ่อนแอมากเลยนะ” (หนูดีเกิดมาเป็นภาวะลิ้นหัวใจไม่ปิดค่ะ แต่รอดมาได้ เพราะสมานไปเองในสัปดาห์แรกโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก – ทั้งหมดนี้หนูดีไม่ได้บอกหมอค่ะ) คุณหมอบอกต่อไปว่า พอหัวใจอ่อนแอก็เลยทำให้เหนื่อยง่าย เพลียง่าย ซึ่งอันนี้จริงค่ะพอตรวจอาการต่อไปเรื่อยๆ คุณหมอก็บอกต่อว่า
“ชี่” หรือพลังงานในตับอ่อนแอพอสมควร ซึ่งตรงนี้หนูดีสงสัยมาก เพราะเพิ่งไปตรวจร่างกายประจำปีมาผลก็ออกมาว่าตับยังแข็งแรงดี แต่ศาสตร์จีนและไทยมักจะไปรู้ล่วงหน้าว่าพลังงานเริ่มอ่อนแล้ว ให้ใส่ใจ ยังไม่รอให้เป็นโรคแล้วค่อยผ่าตัดหนเดียว ปรากฏ (อีกแล้วค่ะ) ว่า น้ำสุขภาพที่หนูดีดื่มทุกเช้าก่อนอาหารมานานนั้น ไม่เหมาะกับสภาพร่างกายของหนูดีซึ่งตับอ่อนแออยู่ตอนนี้ น้ำที่ว่านี้คือ น้ำสะอาด (เย็นเจี๊ยบ) ผสมน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิลและน้ำผึ้ง มะนาว น้ำนี้ตื่นปุ๊บหนูดีดื่มปั๊บมาเป็นปี เพราะคุณหมอที่อเมริกาสอนไว้ ว่าช่วยล้างตับได้ ทำให้ระบบสะอาดคุณหมอท่านนี้เลยอธิบายว่า จริงๆ แล้วการดูแลสุขภาพก็เหมือนการรบ ที่ต้อง
“รู้เขา รู้เรา” แล้วจะรบร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง แต่หนูดีก็เพิ่งมาสังเกตว่า ในการรับประทานอาหารสุขภาพนั้น เราแค่ “รู้เขา” คือ รู้ว่าอาหารไหนดี แต่ปัญหาคือ เราไม่ค่อย “รู้เรา” ซึ่งการรู้เรานี่ยากนะคะ เพราะเราก็ไม่ใช่หมอที่มีเครื่องมือทันสมัย หรือถ้าออกแนวตะวันออกนั้น เราก็แมะตัวเองกันไม่เป็น ก็เลยเดาๆ กันไป อ่านว่าอะไรดีก็กินไปหมด กินโดยไม่รู้ว่าเหมาะไหมมีคนไข้รายหนึ่งของคุณหมอเป็นมะเร็งเต้านม ตัดหน้าอกออกไปข้างหนึ่ง เธอได้อ่านว่ามะพร้าวมีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง น่าจะดีกับผู้หญิงที่เพิ่งตัดหน้าอก จะได้มาทดแทนฮอร์โมนที่หายไป ก็เลยสั่งซื้อมะพร้าวมาแช่ตู้เย็นไว้ด้วย กินเย็นๆ วันละสองลูก คุณหมอบอกว่า ตอนมาพบหมอนั้นแทบแย่แล้ว เหตุผลเพราะน้ำมะพร้าวเป็นธาตุเย็น ร่างกายที่เพิ่งผ่าตัดก็เย็น มีความอบอุ่นไม่พอ แล้วยังนำน้ำนี้ไปแช่เย็นอีก เรียกว่าเป็นสามโทษเลยนะคะ ก็เลยล้มเจ็บกว่าเดิม
ถึงตอนนี้หนูดีก็เลยถามหมอว่า อ้าว แล้วอาหารที่หนูดีกินไปนี่เย็นหรือร้อนคะ เพราะบางครั้งเรากินๆ ไป เราไม่เคยมานั่งดูหรอกว่า อาหารนี้ภาวะอะไร เราก็ถูกสอนมาว่า ให้กินอาหารให้ครบห้าหมู่ ลดไขมัน เพิ่มเส้นใยไฟเบอร์ กินผัก ผลไม้ งดน้ำหวานๆ เท่านี้พอไหมคะ
ถ้าตอบแบบตะวันตกจะบอกว่า
“พอ” แต่ในมุมมองของตะวันออกบอกว่า “ไม่พอค่ะ” เพราะสายตะวันออกจะไม่พูดกันเป็นสารอาหาร หรือ หมู่อาหาร แต่จะพูดเป็นอาหารที่เป็นธาตุร้อน หรือเป็นธาตุเย็น ถ้าเรากินธาตุเย็นเยอะ ร่างกายก็จะเย็น ชื้น การเผาผลาญไม่ดี อาหารไม่ย่อย เกิดกรดและแก๊สในท้องได้ ดันขึ้นมาตามเส้นก็ปวดบ่าปวดไหล่ได้ด้วย หนูดีเดาเล่นๆ ว่าเราต้องเป็นคนกินเย็นแน่เพราะ ชอบปลายมือเท้าเย็นตั้งแต่อยู่เมืองนอกแล้ว ทำให้ชีวิตลำบากมาก เพราะต้องเอาตัวเย็นๆ ไปสู้กับหิมะ ซึ่งเรียกว่า แพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มชกแล้วก็ใช่จริงๆ ค่ะ แล้วก็พบต่อเนื่องไปว่า อาหารทุกอย่างที่หนูดีกินมาเป็นสิบๆ ปี ที่เป็นอาหารโปรด คือ อาหารธาตุเย็นหมดเลย เช่น ผักกาดขาว ดอกไม้จีน ถั่วเขียว ปวยเล้ง ไชเท้า ฟักเขียว รากบัว ลูกพลับ ลูกเดือย สาลี่ และแอปเปิล เพราะหนูดีชอบอาการที่ร่างกายข้างในเย็นๆ พอคุณหมอให้แลบลิ้นให้ดู ก็พบว่า ร่างกายข้างใน
“ชื้น” ไปหมดแล้ว หากปล่อยไปกว่านี้ อาจเริ่มเป็นโรคแบบจริงจังได้ และที่เลิกเด็ดขาดไปเลยคือ “น้ำแข็งใส่น้ำจนเย็นเจี๊ยบ”ถือโอกาสถามคุณหมอ และมาอ่านเพิ่มเติมว่า อาหารอะไรคือ ธาตุร้อนบ้าง จะได้นำมากินให้สมดุลกัน ปรากฏว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสมุนไพร เช่น ขิง กานพลู โป๊ยกั๊ก พุทราจีน ฟักทอง ลูกท้อ ลำไย โสม อบเชย พริกไทย ซึ่งของพวกนี้หนูดีมักเลี่ยง เพราะกินแล้วร่างกายข้างในเผาผลาญดุจัง แต่พอมาศึกษาศาสตร์ตะวันออก แล้วลองกินอย่างจริงจังก็รู้สึกว่า ตัวเราอุ่นขึ้นและมีพลัง หนูดีก็เลยได้สูตรอาหารสำหรับคนหัวใจอ่อนแอและร่างกายชื้นคือ ข้าวต้มใส่ลำไยและพุทราจีน และไข่ตุ๋นใส่น้ำคั้นขิงสด
ร่างกายเป็นวิหารแห่งจิตวิญญาณ ถ้าเราดูแลร่างกายดี วิญญาณเราก็สงบดีนะคะ หนูดีว่า
แล้วสัปดาห์หน้า หนูดีจะพาไปฟัง
“ความเห็นที่สาม” กันดูค่ะ






