
จากการพัฒนาที่ยั่งยืนสู่เศรษฐกิจสีเขียว ข้อคิดในวันคุ้มครองโลก
โดย...ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม
โดย...ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม
วันคุ้มครองโลก (Earth Day) ถือเป็นวันสำคัญของขบวนอนุรักษ์ธรรมชาติทั่วโลก ตรงกับวันที่ 22 เม.ย. ของทุกปี วันคุ้มครองโลกถือกำเนิดในประเทศสหรัฐอเมริกาในวันที่ 22 เม.ย. 1970 นักอนุรักษ์ธรรมชาติกลุ่มหนึ่งได้จัดให้มีการแสดงพลังครั้งใหญ่เพื่อปลุกเร้าจิตสำนึกเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม มีผู้เข้าร่วมกว่า 20 ล้านคน ตามเมืองใหญ่ๆ เกือบทั้งสหรัฐ ขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในปี 1970 เป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่การประชุมสิ่งแวดล้อมครั้งสำคัญของโลกในปี 1992 ที่เรียกกันทั่วไปว่า “Earth Summit” หรือการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ณ เมืองรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล ทำให้แนวคิดเรื่อง “การพัฒนาที่ยั่งยืน” กลายเป็นกระแสไปทั่วโลก เรียกได้ว่าเป็น “โลกาภิวัตน์ด้านสิ่งแวดล้อม”
ผ่านมา 20 ปี จนถึงปัจจุบัน ปัญหาวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาเรื่องการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งปัญหาวิกฤตด้านการเงินในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นรูปธรรมของปัญหาการพัฒนาเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่โดยตรง เป็นสิ่งที่สะท้อนและเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าการพัฒนาของประเทศต่างๆ และของโลกอยู่บนเส้นทางของ “การพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน” ข้อที่ควรวิเคราะห์คือ ทำไมจึงไม่เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนตามที่ผู้นำประเทศต่างๆ ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันไว้
หากพิจารณาในระดับประเทศ แม้ว่าผู้นำของประเทศจะขานรับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน มีการพัฒนาตัวชี้วัดด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้นมากมาย แต่ในทางปฏิบัติไม่มีการนำมาใช้จริง ยังคงให้ความสำคัญต่อเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าเป้าหมายในเรื่องอื่นๆ ตัวชี้วัดความสำเร็จในการบริหารประเทศ (รวมทั้งความมั่นคงทางการเมือง) จึงเป็นตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ฯลฯ
หากพิจารณาในระดับโลก มีข้อวิพากษ์มาตั้งแต่ปี 1987 เมื่อมีการเผยแพร่แนวคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า ความหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ทางคณะกรรมาธิการโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนากำหนดไว้ แท้จริงแล้วคือความยั่งยืนของการพัฒนาทางเศรษฐกิจเท่านั้น เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงวาทกรรมของการพัฒนา โดยเอาคำว่า “สิ่งแวดล้อม” มาใส่ไว้ใน “การพัฒนา”
นอกจากนี้ หากมองในเชิงโครงสร้างของระบอบโลก ความขัดแย้งของระบอบโลกด้านเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่กับระบอบโลกด้านสิ่งแวดล้อม นับเป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งของการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน กล่าวคือ หลังจากการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลกในปี 1992 เพียง 3 ปีเท่านั้น ในปี 1995 ภายหลังการเจรจาแกตต์ (GATT) รอบอุรุกวัยได้ข้อยุติ มีการจัดตั้ง “องค์การการค้าโลก” ขึ้น พร้อมกับชุดความตกลงด้านการค้า การบริการ และการลงทุน รวมกว่า 16 ฉบับ ทำให้แนวคิดและหลักการของ “ฉันทามติวอชิงตัน” (Washington Consensus) แพร่ครอบขยายไปทั่วโลกเป็น “โลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจ” จนเบียดขับโลกาภิวัตน์ด้านสิ่งแวดล้อมออกไปอยู่นอกขอบเวทีประชาคมโลก เกิดกรณีความขัดแย้งและข้อพิพาทระหว่างการค้าเสรีกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จบลงด้วยชัยชนะของการค้าเสรีจากการตัดสินภายใต้องค์การการค้าโลก ซึ่งมีกลไกระงับข้อพิพาทที่เข้มแข็งและมีพลังกว่ากลไกภายใต้ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม ผู้เขียนเห็นว่าความขัดแย้งของระบอบโลกด้านเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่กับด้านสิ่งแวดล้อมนี้ เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของปัญหาการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม จากปัญหาวิกฤตด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งปัญหาวิกฤตด้านอื่นที่เกิดขึ้นในช่วงคาบเกี่ยวและต่อเนื่องกันในช่วงปี 20072009 ทั้งด้านอาหาร ด้านพลังงาน และด้านการเงิน เป็นตัวจุดชนวนทำให้องค์การระหว่างประเทศและสถาบันวิชาการระหว่างประเทศต่างๆ กลับมาทบทวนแนวคิดด้านการพัฒนา และนำไปสู่ข้อเสนอว่าต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm) ของการพัฒนา มีข้อเสนอที่นำโดย UNEP เกี่ยวกับเรื่องแนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว” (Green Economy) ซึ่งเป็นหัวข้อหลักของการประชุม Rio+20 ในเดือน มิ.ย.นี้ โดยให้ความหมายกว้างๆ ไว้ว่าเป็นการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ความเป็นธรรมทางสังคม และลดความเสี่ยงต่อการสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
จุดยืนต่อเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศต่างๆ มีความแตกต่างกันมาก ทางสหภาพยุโรปมีจุดยืนชัดเจนมาตั้งแต่ต้นที่สนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว แต่มีจุดมุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงเสนอแนวคิดเรื่อง “การเติบโตสีเขียว” (Green Growth) สำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นความจำเป็นและความสำคัญต่อการปรับเปลี่ยนแนวคิดไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งยังมีท่าทีระแวงสงสัย กังวลว่ากลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจะใช้เรื่องเศรษฐกิจสีเขียวมาเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ ต้องการจำกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา และมีข้อเรียกร้องให้กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นผู้นำในการปรับการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวก่อน จุดยืนที่แตกต่างกันนี้เป็นความยุ่งยากของการหาความสมดุลที่ลงตัวระหว่าง “ประสิทธิภาพ” และ “ความเป็นธรรม” ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกและการสร้างกติกาโลกเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา
เอกสารการเจรจาล่าสุดสำหรับการประชุม Rio+20 ตอนนี้มีความหนากว่า 206 หน้า (จากจุดเริ่มต้น 19 หน้า) เนื้อหาเอกสารเต็มไปด้วยประเด็นข้อถกเถียงมากมายที่ยังไม่มีข้อยุติ แม้ว่าทาง UN จะพยายามร่างเอกสารขึ้น โดยมีเนื้อหาแบบประนีประนอมจุดยืนของทุกฝ่าย แต่ข้อเสนอเรียกร้องเพิ่มเติมของประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นไปในลักษณะพยายามรักษาผลประโยชน์ของตนเองและโยนภาระไปให้ผู้อื่น นอกจากนี้ ยังไม่มีข้อเสนอที่ก้าวพ้นไปจากกระบวนทัศน์เก่าของการพัฒนา รวมทั้งไม่มีข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของระบอบโลกด้านการค้าเสรีกับระบอบโลกด้านสิ่งแวดล้อมดังที่กล่าวถึงข้างต้น
การคิดในระดับโลก (Think Globally) และทำในระดับท้องถิ่น (Act Locally) เป็นสิ่งที่ดูจะมีความหวังมากกว่าและจำเป็นมากขึ้น สำหรับโลกที่มีความขัดแย้งระหว่างโลกาภิวัตน์ด้านสิ่งแวดล้อมกับโลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่มากขึ้น จนไม่สามารถสร้างความตกลงที่เป็นกติกาโลกร่วมกันได้







