posttoday
ก้าวย่างสู่เลข 4 อย่างมีคุณภาพด้วย Integrative Medicine ตอน แนวทางการบำบัดรักษาโรคมะเร็งแบบบูรณาการ

ก้าวย่างสู่เลข 4 อย่างมีคุณภาพด้วย Integrative Medicine ตอน แนวทางการบำบัดรักษาโรคมะเร็งแบบบูรณาการ

19 เมษายน 2555

โดย... พล.อ.ต. น.พ.ขวัญชัย เศรษฐนันท์

โดย... พล.อ.ต. น.พ.ขวัญชัย เศรษฐนันท์

เราทุกคนรู้จักโรคมะเร็งกันเป็นอย่างดี ใครที่ไปตรวจร่างกายกับคุณหมอแล้ว คุณหมอบอกว่าสงสัยจะเป็นมะเร็งนะ เขาผู้นั้นก็แทบจะล้มลงสิ้นชีวิต ณ บัดนั้น โดยยังไม่ทันได้รักษากันเลย มะเร็งดูจะเป็นโรคที่เป็นแล้ว คนที่ป่วยเปรียบเสมือนนักโทษต้องคำพิพากษาให้ประหารชีวิตเลยทีเดียว การบำบัดรักษาแบบที่ทำๆ กันอยู่ ใช้กันมาเกินกว่าครึ่งศตวรรษ แต่ผลการรักษาก็ดูเสมือนว่ายังได้ผลไม่ดีเท่าที่เหล่าคุณหมอทั้งหลายอยากให้เป็น ผู้ป่วยที่ตรวจพบมะเร็งระยะที่ลุกลามไปไกลๆ มักจะได้ผลการรักษาออกไปในทางที่ไม่สู้จะดีนัก ยิ่งถ้าผู้ป่วยเป็นแพทย์เองด้วยแล้ว ผลการรักษาจะยิ่งแย่ เพราะคุณหมอท่านมักจะรู้การดำเนินของโรคเป็นอย่างดี รู้หมดว่ารักษาแบบนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผู้เขียนเป็นหมอ และมีเพื่อนที่เป็นหมอแล้วเป็นมะเร็งหลายท่าน ส่วนใหญ่ท่านจะไม่ยอมทนอยู่กับมะเร็งนานๆ มักจะหนีโลกไปซะก่อนคนไข้ธรรมดาอีก

หากจะถามว่าคนเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายต้องตายทุกคนหรือเปล่า คำตอบก็คือ “ไม่จำเป็น” เพราะคนเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายหากให้การรักษาที่ถูกต้อง ผู้ป่วยก็สามารถอยู่รอดได้อย่างดี อาจไม่ถึงกับอยู่ได้อายุยืนยาวเหมือนคนสุขภาพดี แต่อย่างน้อยควรอยู่ได้นานเท่าที่ผู้ป่วยต้องการอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย แพทย์แผนหลักใช้วิธีการรักษาโดยสารเคมีและรังสี ทั้งสองวิธีให้ผลทางการทำลายเซลล์มะเร็งอย่างได้ผล แต่ปัญหาที่แก้กันยังไม่ตกคือผลข้างเคียงของการรักษา ความเสื่อมโทรมอย่างรุนแรงของร่างกายผู้ป่วยส่วนใหญ่ เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้การรักษาต้องหยุดกลางคัน หลายรายต้องเสียชีวิตเพราะอาการข้างเคียง เนื่องจากเรายังไม่สามารถคิดค้นเคมีบำบัดที่ไม่มีผลต่อเซลล์ปกติได้เลย รวมทั้งเรายังไม่สามารถคิดค้นเครื่องมือที่ฉายรังสีไปที่ก้อนมะเร็งโดยไม่มีรังสีกระจายออกไปโดยรอบ ส่วนการรักษาแบบธรรมชาติบำบัดนั้น ให้ผลทางด้านการกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิต้านทานมาต่อต้านเซลล์มะเร็ง ผลที่ได้ช้า ไม่ทันใจเหมือนการให้เคมีหรือฉายแสง

แนวความคิดด้านการแพทย์บูรณาการจึงเกิดขึ้น โดยการรวมเอาข้อดีของทั้งสองวิธีเข้ามาด้วยกัน แม้ว่าจะมีเสียงไม่เห็นด้วยจากทั้งสองฝั่ง ฝ่ายแพทย์แผนหลักอ้างว่าการใช้ธรรมชาติบำบัด ให้สารต้านอนุมูลอิสระมากๆ จะทำให้ฤทธิ์ของเคมีและการฉายแสงจะลดลง เพราะเคมีและรังสีใช้หลักการเอาอนุมูลอิสระไปทำลายเซลล์มะเร็ง ฝ่ายธรรมชาติบำบัดก็ว่าการใช้เคมีและฉายแสงทำลายเซลล์ต้นกำเนิด จะทำให้การรักษาแบบธรรมชาติไม่ได้ผล และผลข้างเคียงมากเกินไป คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยไม่ดี ผู้ป่วยหลายรายมีประสบการณ์ที่เหมือนตกนรกทั้งเป็นขณะรับเคมีบำบัด แต่หากมีการบูรณาการอย่างเหมาะ โดยการใช้การบำบัดทั้งสองวิธีไปพร้อมๆ กัน เชื่อว่าน่าจะเป็นผลดีแก่ผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่ง

ผู้เขียนเองมีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยที่ใช้การบำบัดทั้งสองแบบไปในเวลาเดียวกัน โดยการใช้อาหารเสริมต้านอนุมูลอิสระและกระตุ้นภูมิต้านทานไปพร้อมๆ กับการให้เคมีบำบัดกับผู้ป่วยหลายราย พบว่าผลที่ได้ดีอย่างเหลือเชื่อ ผู้ป่วยทุกรายมีอายุยืนยาวกว่าที่คุณหมอพยากรณ์หลายเท่า และอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี ข้อเสียคือ ไม่มีผู้ป่วยรายใดสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดเรื่องเกี่ยวกับการเลือกรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การนอนพักผ่อน การกำจัดสารพิษออกจากร่างกายเป็นประจำ รวมทั้งการชดเชยสารอาหารจำเป็นให้แก่ร่างกายอย่างพอเพียง

หากการบำบัดรักษามะเร็งทุกชนิด ผู้ป่วยได้ศึกษาเรื่องการบำบัดตามแนวธรรมชาติ ร่วมไปกับการรักษาแบบแผนปัจจุบัน คือการให้เคมีบำบัด หรือรังสีรักษา หรือทำการรักษาในสถานที่ที่เราสามารถควบคุมสภาพแวดล้อม ควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายให้ผู้ป่วยได้ ผลลัพธ์ที่ดีน่าจะมีให้เราเห็น หากมีการร่วมมือกันศึกษาอย่างจริงจังระหว่างแนวทางทั้งสอง รูปโฉมของการรักษามะเร็งอาจจะเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง ในอนาคตมะเร็งอาจเป็นเพียงโรคเรื้อรังที่มีหนทางเยียวยา ไม่ใช่ว่าใครถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งแล้ว เหมือนถูกพิพากษาประหารชีวิต แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณหมอทั้งสองฝ่ายต้องเปิดใจรับว่าแนวทางการรักษาแบบบูรณาการนี้น่าจะยอมรับได้ แล้วหันมาร่วมมือกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างโจมตีกันดังเช่นทุกวันนี้

 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท