
ปุจฉาจากดร.สุปรีดีฯ กรณีเดินธุดงค์กลางเมืองหลวง!! (๑)
ผมได้เห็นได้รับทราบข่าวการเดินธุดงค์ “ในเมือง” ของพระสงฆ์ที่จัดโดยวัดธรรมกาย และมีเสียงสะท้อนหนาหูหนาตามาก
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์อารยะวังโสครับ
ผมได้เห็นได้รับทราบข่าวการเดินธุดงค์ “ในเมือง” ของพระสงฆ์ที่จัดโดยวัดธรรมกาย และมีเสียงสะท้อนหนาหูหนาตามาก โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์ที่แสดงความไม่พอใจต่อการกระทำดังกล่าว และสงสัยว่าการเดินธุดงค์เช่นนี้เป็นวัตรปฏิบัติที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้จริงหรือ ผมไม่ทราบหลักแห่งการเดินธุดงค์ แต่ผมก็ไม่เห็นเหตุผลใดๆ ที่จะบอกได้เลยว่านี่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเป็นเพียงแค่เห็นว่ามีความเดือดร้อนเกิดขึ้นกับผู้คนนี่ ก็น่าจะเรียกว่าเป็นการกระทำที่เบียดเบียนผู้อื่นแล้ว เช่นนี้แล้วจะเรียกว่าบุญได้อย่างไร นอกจากนี้ยังมีการโรยกุหลาบไปตามทาง ผมไม่คิดว่าจะมีพุทธบัญญัติใดกล่าวถึงการโรยกลีบกุหลาบ หรือแม้ดอกไม้ที่ทรงคุณค่าเช่นดอกบัว ผมก็ไม่เห็นความเหมาะควรใดๆ ที่จะทำเช่นนี้ ผู้ที่พอจะมีความคิดอยู่บ้าง ก็น่าจะพิจารณาเองได้ว่าไม่มีเหตุผลใดๆ ให้ทำเช่นนี้ แต่ผู้คนกลับยอมรับทำต่อๆ กันไป ให้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง แม้ผมจะมีความรู้ความเข้าใจที่น้อยนิด แต่ด้วยศรัทธาในพระพุทธศาสนา และไม่อยากให้ลูกหลานเราเรียนรู้ จดจำไปอย่างผิดๆ ผมจึงขอเมตตาอาราธนาพระอาจารย์โปรดเทศนาให้ความรู้ความกระจ่างด้วยเถิดครับ
นมัสการมาด้วยความขอบพระคุณครับ
ดร.สุปรีดีฯ
วิสัชนา :
ขอเจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาทุกท่าน... จริงๆ แล้วจากเรื่องดังกล่าวอาตมาไม่ปรารถนาที่จะเขียนวิพากษ์เลย เพราะสังคมได้วิจารณ์กันไปพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะฝ่ายคฤหัสถ์... ที่ครองชีวิตอยู่ตามหลักฆราวาสธรรม เรียนรู้เข้าใจในพระธรรมวินัยได้อย่างถูกต้อง... แม้ว่าจะไม่รู้ลึกซึ้งอย่างท่านมหาเปรียญธรรม หรือราชบัณฑิตทั้งหลาย... ดังที่ ดร.สุปรีดีฯ กล่าวถ่อมตนมาว่ามีความรู้เข้าใจที่น้อยนิด แต่หากพิจารณาจากข้อวินิจฉัยกรณีการเดินธุดงค์ในเมืองของ ดร.สุปรีดีฯ ก็ต้องอนุโมทนาว่าเป็นแนวพิจารณาที่ชอบธรรม ไม่เจือปนด้วยอคติ อันควรแก่การรับฟังเพื่อพิจารณากันต่อไป โดยเฉพาะคณะสงฆ์ที่ร่วมเกี่ยวข้องต่อการจัดจาริกกลางเมืองหลวง (หมายเหตุ ควรใช้คำว่า “จาริก หรือโคจร” แทนธุดงค์)... เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตรงธรรมในทุกๆ ฝ่าย
อาตมาจะให้หลักพิจารณาข้อหนึ่ง เพื่อเป็นแนวในการนำไปหาธงคำตอบที่ถูกต้องต่อกรณีการแสดงออกและการปฏิบัติตนของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ซึ่งนอกจากมุ่งเพื่อฝึกอบรมตนแล้ว ยังจะต้องตระหนักในความสุขของสงฆ์และประชาชนด้วย... ดังนั้นการกระทำใดๆ ที่นำไปสู่ความเดือดร้อนหรือเกิดความเบียดเบียนผู้อื่น หรือให้ผู้อื่นสูญเสียประโยชน์อันควร ทั้งที่เจตนาหรือไม่เจตนา...นั้น ย่อมมิใช่การกระทำของผู้ปฏิญญาเป็นสมณะในพระพุทธศาสนานี้...
สำหรับเรื่องของการถือธุดงค์ หรือคำบาลีเรียกว่า ธุตงฺค นั้น เป็นวัตรปฏิบัติเพื่อการขัดเกลากิเลสของภิกษุผู้มุ่งบำเพ็ญเพียรขัดเกลากิเลส เพื่อมุ่งสู่พระนิพพาน มีอยู่ ๑๓ ข้อ ซึ่งมิได้เป็นข้อบังคับ แล้วแต่ความสมัครใจปฏิบัติของแต่ละบุคคล ปัจจุบันมักจะปรากฏการถือเป็นวัตรปฏิบัติอยู่ในวัดสายอรัญญวาสี หรือพระป่าเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร... การฉันมื้อเดียว... ที่นั่งเดียว... ฉันในบาตร หรือถือผ้าจีวรเพียง ๓ ผืน การอาศัยอยู่ป่าเป็นวัตร อาศัยอยู่ป่าช้าเป็นวัตร หรือการถืออิริยาบถ นั่ง เดิน ยืน โดยไม่เอนกายนอนเป็นวัตร ฯลฯ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อการขัดเกลากิเลส ไม่เป็นไปเพื่อความมีชื่อเสียง ไม่เป็นไปเพื่อลาภ สักการะทั้งหลาย ที่สำคัญมิได้หมายความว่าเป็น “การออกเดินจาริกท่องทะลุดง” ไปเรื่อยเปื่อยให้ชาวบ้านวุ่นวายหงุดหงิดเล่น!!
จริงๆ แล้วการถือประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยนั้นเป็นเรื่องที่ดีและถูกต้อง แต่ปัญหาของเรื่องอยู่ที่เจตนาของการถือปฏิบัติเป็นสำคัญ ในพระพุทธศาสนาจึงมีบัญญัติไว้อย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันบรรดาโมฆบุรุษทั้งหลายประพฤตินอกลู่นอกทาง มีเจตนาที่ไม่ตรงธรรมหรือไม่บริสุทธิ์ เช่น กระทำถูกต้องตามพระธรรมวินัย ถือธุดงค์อยู่ป่าเป็นวัตร นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ฉันมื้อเดียว ที่นั่งเดียว แต่ปรากฏความลามกหวังครอบงำด้วยการถือข้อวัตรเพื่ออยากเด่น อยากดัง อยากมีชื่อเสียง จนถึงอยากมีลาภสักการะ จึงถูกปรับอาบัติ เป็นบาป สำหรับผู้ปรารถนาลามกดังกล่าว เรียกว่า “ขาดทุนสองต่อ ทั้งกำไรที่ไม่เกิด แถมต้นทุนความดียังหดหาย”... ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนเพื่อชีวิต ทั้งนี้ก็เพราะฤทธิ์อำนาจของอวิชชาเป็นปัจจัย m
(อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้)







