
คำอธิบายของวลีที่ว่า ‘เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย’ ตอนที่ 3
การหาเงิน เก็บเงิน ใช้เงิน วางท่าทีต่อเงินอย่างไม่ถูกต้อง เงินจะกลายเป็นอสรพิษมาขบกัดชีวิตได้ทุกเมื่อ
โดย...ว.วชิรเมธี
การหาเงิน เก็บเงิน ใช้เงิน วางท่าทีต่อเงินอย่างไม่ถูกต้อง เงินจะกลายเป็นอสรพิษมาขบกัดชีวิตได้ทุกเมื่อ ในมุมมองของพุทธศาสนาท่านจึงสอนว่า ต้องรู้จักหาเงิน เก็บเงิน และใช้เงิน อย่างมีสติ อย่างมีปัญญา อย่าให้เงินย้อนกลับมากัดเจ้าของจนต้องมีชีวิตด้วยความเดือดร้อนวุ่นวายทุกข์ตรมขมไหม้เหมือนอยู่ในนรก หลักการตรงนี้ขอเขียนให้จำกันง่ายๆ ว่า
“สตางค์ที่ใช้อย่างปราศจากสติจะกลายเป็นศัตรู”
มีคำสอนมากมายที่สอนให้รู้จักหา รู้จักเก็บ รู้จักใช้เงิน เช่น ในหลักหัวใจเศรษฐี ท่านสอนว่า ต้องรู้จักหาเงินโดย 1.ขยันหา 2.รักษาดี 3.มีกัลยาณมิตร 4.ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง (รู้ประมาณในการใช้จ่าย)
ในหลัก “กามโภคี” ท่านก็สอนว่า ในการหาเงินนั้นต้อง “แสวงหาอย่างชอบธรรม และใช้อย่างรู้เท่าทัน เป็นอิสระ” โดยท่านอธิบายว่า
“...แสวงหาโดยชอบธรรม ไม่ทารุณข่มขี่ ได้มาแล้วเลี้ยงตนให้อิ่มหนำเป็นสุข แจกจ่ายแบ่งปันและใช้ทำกรรมดี อีกทั้งไม่สยบมัวเมา ไม่หมกมุ่น บริโภคโภคะ (ทรัพย์สิน) เหล่านั้นอย่างรู้เท่าทัน เห็นโทษ มีปัญญาทำตนให้เป็นอิสระหลุดพ้น เป็นนายเหนือโภคทรัพย์”
ขอให้สังเกตข้อความข้างต้นนี้ให้ดี ย้ำกันชัดๆ อีกทีหนึ่งว่า ในการหาเงินนั้น
แสวงหาโดยชอบธรรม ไม่ทารุณข่มขี่ (= ว่าด้วยวิธีการหาเงิน)
ได้มาแล้วเลี้ยงตนให้อิ่มหนำเป็นสุข (= ว่าด้วยการใช้เงินเพื่อตน)
แจกจ่ายแบ่งปันและใช้ทำกรรมดี (= ว่าด้วยการใช้เงินเพื่อคนอื่น/สังคม/คุณภาพชีวิต)
อีกทั้งไม่สยบมัวเมา ไม่หมกมุ่น (= ว่าด้วยการวางท่าทีทางจิตใจ ไม่เห็นเงินเป็นพระเจ้า)
บริโภคโภคะ (ทรัพย์สิน) เหล่านั้นอย่างรู้เท่าทัน เห็นโทษ มีปัญญาทำตนให้เป็นอิสระ หลุดพ้น เป็นนายเหนือโภคทรัพย์ (= ว่าด้วยการวางท่าทีทางปัญญา คือ ในที่สุดให้ยกจิตใจให้หลุดพ้นจากการตกเป็นทาสของเงินอย่างสิ้นเชิง ในลักษณะ เงิน คือ ของใช้ ไม่ใช่ของฉัน หรือดียิ่งกว่านั้นก็ลอยพ้นจากการพัวพันกับเงินไปเลย เหมือนพระอริยบุคคลทั้งหลายที่ได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน มีชีวิตเบิกบานโดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับเงินอีกต่อไป)
การหาเงิน เก็บเงิน ใช้เงิน (= การวางท่าทีต่อเงิน การจัดวางฐานะของเงิน การให้ความหมายกับเงินในชีวิต) ในพุทธทัศน์ก็เป็นอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนี้
มาดูฐานะของเงินในอีกความหมายหนึ่งที่ท่านกล่าวว่า “เงิน คือ ปัจจัย” (เครื่องอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิต) หมายความว่าอย่างไร
คำว่า “ปัจจัย” หมายถึง เครื่องอิงอาศัยในการดำรงชีวิต
ตามปกติคำว่า “ปัจจัย” ย่อมหมายถึง ปัจจัยสี่ เช่น (1) เครื่องนุ่งห่ม (2) อาหารการกิน (3) ที่อยู่อาศัย (4) ยารักษาโรค เมื่อเราบอกว่า พุทธศาสนาถือว่า เงินคือปัจจัย ก็หมายความว่า เงินเป็นเพียง “เครื่องมือ” อย่างหนึ่งในการดำรงชีวิตเท่านั้น ไม่ได้เป็น “เป้าหมายสูงสุด” ของการดำรงชีวิตแต่อย่างใด (ในพุทธศาสนาท่านถือว่าเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคือ นิพพาน ไม่ใช่เงินอย่างที่มีบางคนพยายามจะบอกว่าผู้เขียนสอนให้เข้าใจไปในทำนองนั้น ซึ่งเป็นการตั้งใจเบี่ยงเบนเจตนารมณ์ของผู้เขียน โดยปราศจากความเข้าใจพื้นฐานทางพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง)
ดังนั้น หากจะมีใครกล่าวว่า “พุทธศาสนาสอนว่า เงิน คือ เป้าหมายสูงสุดของชีวิต”
นี่ย่อมเป็นความเข้าใจที่ผิดต่อพุทธศาสนา
หรือหากจะมีใครกล่าวว่า ผู้เขียน (ว.วชิรเมธี) สอนว่า “เงิน คือ เป้าหมายสูงสุดของชีวิต” หรือ “เงินเป็นใหญ่” และ/หรือ “เงินสำคัญที่สุด” ก็ย่อมเป็นความเข้าใจผิดในสองสถาน คือ (1) เข้าใจผิดต่อพุทธศาสนา ซึ่งไม่ได้สอนเช่นนี้ และ (2) เข้าใจผิดต่อตัวผู้เขียน (ซึ่งย่อมสอนพุทธธรรมตามหลักพุทธศาสนา)
ที่ผู้เขียนสอน แสดงธรรม หรือเขียนว่า “เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย” นั้น หมายความว่าอย่างไร
คำตอบก็คือ ผู้เขียนต้องการชี้ว่าในพุทธศาสนานั้น เรามองว่าเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญสูงสุดของชีวิต เงินไม่ใช่พระเจ้า เงินไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เงินเป็นเพียงปัจจัยเครื่องอาศัยในการดำรงชีวิตให้ราบรื่นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ถ้าเรามีเงิน ก็ควรรู้จักเปลี่ยนเงินให้เป็น “ธรรม” ซึ่งหมายถึง “คุณภาพชีวิตของตน เช่น ปัญญา สุขภาพ ความดีงาม คุณภาพชีวิตของคนอื่น ของสังคม และของโลก” เพื่อให้จำง่ายๆ ก็จึงเขียนไว้ติดต้นไม้ที่วัดว่า
“เงินงอกงาม (นำไปสู่) ธรรมงอกเงย”
หรือ “เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย”
และ/หรือ “เงินงอกงาม ธรรมงอกเงย”
พิจารณาให้ดีๆ จะเห็นว่า ข้อความดังกล่าวนี้ ไม่ได้สอนให้มีเงิน แล้วจบที่เงิน แต่วลีข้างหน้าเป็นเหตุ วลีข้างหลังเป็นผลอยู่ในตัวอย่างชัดเจน แทบไม่เปิดช่องให้ตีความว่า “เงินเป็นใหญ่” ตรงไหนเลย ถ้าอ่านกันอย่างพินิจจะเห็นว่าข้อความนี้มีความชัดเจนอยู่ในตัวเองแล้วว่า ผู้เขียนต้องการสื่อสารอะไร อย่างไรก็ตาม ต่อไปอาจต้องเขียนให้ยืดยาวขึ้นว่า “เงินงอกงาม เพื่อให้ธรรมงอกเงย” หรือ “ถ้ามีเงิน กรุณาเปลี่ยนเงินให้เป็นคุณภาพชีวิต” แต่เขียนอย่างนี้ คงไม่เรียกว่า “คมธรรมประจำวัน” เพราะผู้อ่านแทบไม่ได้ใช้สมองในการคิดเชิงวิเคราะห์
กล่าวโดยสรุป วลีที่ว่า “เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย”
ผู้เขียนมุ่งหมายจะสื่อสารว่า “หากมีเงิน ต้องรู้จักเปลี่ยนเงินให้เป็นธรรมะ อันได้แก่ คุณภาพชีวิต คุณงามความดี สติปัญญา ความก้าวหน้าในทางธรรมทางจิตวิญญาณ การศึกษาหาความรู้ความจริง การบำเพ็ญประโยชน์สุขแก่ตน แก่สังคม แก่เพื่อนมนุษย์ และแก่โลก” อย่างนี้เป็นต้น ไม่ใช่มีเงินแล้วก็หยุดอยู่กับเงิน โดยเข้าใจผิดๆ ว่า พอมีเงินแล้ว ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว พอมีเงินแล้ว ก็หยุดการพัฒนาตนเองแล้ว หรือพอมีเงินแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องขวนขวายทำอะไรอย่างอื่นอีก หรือไม่อยากให้คิดว่า ใครมีเงิน คนนั้นคือพระเจ้า และหรือไม่อยากให้เชื่ออย่างผิดๆ ว่า เงินคือพระเจ้า เงินเป็นใหญ่ เงินคือทุกสิ่งทุกอย่าง เงินเท่านั้นที่ครองโลก เงินสำคัญที่สุด ซึ่งนี่เป็น “ค่า (ที่ไม่น่า) นิยม” ที่ไม่ถูกต้อง







