
นโยบายประชากรของประเทศไทย : ถึงคราวที่จะต้องทบทวน (ตอนที่ 2)
สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ ช่วงนี้อยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งรวมถึงวันสำคัญคือวันครอบครัวและวันผู้สูงอายุด้วย
โดย...รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ
สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ ช่วงนี้อยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งรวมถึงวันสำคัญคือวันครอบครัวและวันผู้สูงอายุด้วย เพื่อให้คนไทย ครอบครัวไทยอยู่ดีมีสุขอย่างแท้จริง คงต้องกลับมาทบทวนนโยบายประชากรของประเทศไทยกันใหม่อย่างจริงจังเสียที สัปดาห์นี้จึงเรียนเชิญ รศ.ดร.นิพนธ์ เทพวัลย์ ศาสตราภิชาน ประจำวิทยาลัยประชากรศาสตร์ ซึ่งมีบทบาทอย่างสำคัญตั้งแต่ยุคบุกเบิกนโยบายและแผนประชากรของประเทศไทย มาให้ข้อคิดในประเด็นดังกล่าวต่อจากสัปดาห์ก่อน
“โดยข้อเท็จจริงที่ว่า อัตราการเจริญพันธุ์รวมของประเทศไทยอยู่ในระดับที่ต่ำมาก คนไทยมีลูกน้อยกว่าระดับทดแทน เหตุที่ต้องมาทบทวนนโยบายประชากรของประเทศ ก็เพราะว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555–2559) เขียนไว้ว่า จะรักษาระดับเจริญพันธุ์ไม่ให้ต่ำกว่าระดับที่เป็นอยู่ปัจจุบัน (อัตราการเจริญพันธุ์รวมไม่ต่ำกว่า 1.6) ซึ่งต่ำมากไปและมีปัญหาตามมานานัปการ เป็นการทบทวนนโยบายประชากรของประเทศจากการลดอัตราเกิด มาเป็นการส่งเสริมให้อัตราเกิดสูงขึ้น ให้ครอบครัวไทยมีบุตรเพิ่มมากขึ้น
ปัญหาอยู่ที่ว่า ประเทศไทยควรจะมีอัตราการเจริญพันธุ์รวมอยู่ในระดับใด จึงจะเป็นการเหมาะสมกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ รัฐบาลควรมอบให้มหาวิทยาลัยทำการศึกษาเรื่องนี้เป็นการเร่งด่วนและจัดให้มีการประชุมผู้เชี่ยวชาญและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อทบทวนนโยบายประชากรของประเทศ กำหนดนโยบายเกี่ยวกับอัตราการเจริญพันธุ์รวมที่เหมาะสมของประเทศ รวมทั้งแผนปฏิบัติการระยะสั้นและระยะยาว ทั้งนี้ควรคำนึงถึงประเด็นต่างๆ เหล่านี้ในการกำหนดนโยบาย
1.รัฐบาลควรให้การส่งเสริมการศึกษาวิจัยเพื่อรวบรวมข้อมูลด้านการเกิด การตาย การย้ายถิ่น ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในการวางแผนด้านประชากรและการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อให้มีข้อมูลที่เป็นระบบ มีความถูกต้องน่าเชื่อถือ มีความต่อเนื่องและทันสมัย ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้ว แม้จะมีภาวการณ์เกิดต่ำลงมาก ก็ยังคงให้ความสำคัญต่อการมีระบบข้อมูล ที่จะติดตามกำกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางประชากรอย่างต่อเนื่อง
2.ควรมีการปฏิรูประบบการวางแผนครอบครัวแห่งชาติ ไม่ให้เน้นเพียงแค่การให้บริการด้านการคุมกำเนิด แต่ให้เป็นระบบที่เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและการให้บริการเพื่อการมีชีวิตครอบครัวที่ดี อาทิ การเตรียมความพร้อมก่อนสมรส การมีบุตรเมื่อพร้อมเพื่อลดการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมและการทำแท้ง การวางแผนการดูแลบุตร การเตรียมการเมื่อยามสูงอายุ เป็นต้น
3.ควรเร่งให้เกิดการนำนโยบายด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ ที่เน้น “การส่งเสริมการเกิดทุกรายอย่างมีคุณภาพ” ไปปฏิบัติให้เกิดผล ทั้งนี้ผู้เขียนขอเสนอความเห็นขั้นต้น ว่าอัตราการเจริญพันธุ์รวมที่เหมาะสมนั้นควรอยู่ในระดับ 2 คน หรือสูงกว่า 2 คนเล็กน้อย เพราะคู่สมรสคู่หนึ่งจะได้มีบุตรหญิงหรือชายมาทดแทนตนพอดี ซึ่งหมายถึงว่าประเทศไทยต้องมีการส่งเสริมให้ประชากรไทย ที่มีความพร้อมที่จะดูแลตนและดูแลบุตรได้อย่างดี มีบุตรให้มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน (ซึ่งผู้หญิงคนหนึ่งมีลูกโดยเฉลี่ยตลอดชีวิตประมาณ 1.51.6 คนในปัจจุบัน) มาตรการดังกล่าวอาจประกอบไปด้วย
ส่งเสริมทัศนคติที่ดีต่อการสมรสและการสร้างครอบครัวที่มั่นคง นอกจากนี้รัฐบาลยังควรมีนโยบายสนับสนุนให้คู่สมรสใหม่มีบ้าน (รวมคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์) เป็นของตัวเอง ด้วยการช่วยเหลือทั้งมาตรการภาษีและการให้สินเชื่อซื้อบ้าน เป็นต้น
ให้เงินช่วยเหลือครอบครัว (Family Allowance) ซึ่งเป็นเงินที่จ่ายให้บิดามารดาที่มีบุตรตามจำนวนและระยะเวลาที่กำหนดให้ โดยจ่ายเป็นระยะหรือประจำ ข้อควรระวัง คือ ไม่จ่ายเงินเป็นก้อนเพราะอาจมีผู้ที่ยอมตั้งครรภ์เพื่อแลกเงิน แต่ไม่พร้อมหรือไม่ต้องการดูแลเด็กที่เกิดมา การให้เงินช่วยเหลือเป็นระยะก็เพื่อสนับสนุนหรือเพิ่มศักยภาพในการดูแลบุตรให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งประเทศที่มีอัตราเกิดต่ำมากๆ บางประเทศ ให้เงินช่วยเหลือครอบครัวเพื่อเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ประชากรของตนมีบุตรเพิ่มมากขึ้น
ให้ครอบครัวหักลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับค่าใช้จ่ายของบุตรเพิ่มขึ้นกว่าเดิม โดยที่ปัจจุบันผู้มีเงินได้สามารถหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายของบุตรได้คนละ 1.5 หมื่นบาท ถ้าบุตรศึกษาต่างประเทศให้หักลดหย่อนได้คนละ 1.7 หมื่นบาท (หักได้ไม่เกิน 3 คน) ถ้าเราจะใช้มาตรการด้านภาษีเพื่อส่งเสริมให้ประชากรไทยมีบุตรเพิ่มมากขึ้น ก็ควรต้องเพิ่มการหักลดหย่อนให้มากขึ้น และให้หักลดหย่อนได้ทุกคน เช่น ให้หักลดหย่อนค่าใช้จ่ายของบุตร 3 คนแรก คนละ 2.5 หมื่นบาท บุตรคนที่ 4 เป็นต้นไป คนละ 1.5 หมื่นบาท
ส่งเสริมการออมเพื่อบุตร ด้วยการที่รัฐให้เงินสมทบส่วนหนึ่งแก่บิดามารดาที่มีการออมเพื่ออนาคตของบุตร
ข้อเสนอดังกล่าว หากนำมากำหนดเป็นแผนปฏิบัติการก็จะช่วยให้นโยบายเพิ่มประชากรได้ผลยิ่งขึ้น ผู้เขียนหวังว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญในเรื่องการทบทวนนโยบายประชากร มีการกำหนดนโยบายประชากรใหม่ที่เหมาะสม เพื่อให้คนไทยมีบุตรเพิ่มมากขึ้นและมีคุณภาพสูงขึ้นด้วยเช่นกัน







