
'คิง เคนนี'รอดเพราะบารมีเก่าในหัวดัลกลิช คิดอะไร
ไม่ว่าลิเวอร์พูลจะเข้ารอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพฤดูกาลนี้ได้หรือไม่ แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานโดยรวมฤดูกาลนี้ของพวกเขาถือว่าน่าผิดหวัง
โดย...จาด้า
ไม่ว่าลิเวอร์พูลจะเข้ารอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพฤดูกาลนี้ได้หรือไม่ แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานโดยรวมฤดูกาลนี้ของพวกเขาถือว่าน่าผิดหวัง
ตามปกติเวลาที่ทีมมีผลงานย่ำแย่ คนที่มักจะต้องรับผิดชอบก็คือโค้ช แต่ในกรณีของ “หงส์แดง” กลับแตกต่างออกไป เมื่อบอร์ดบริหารกลับเลือกที่จะปลด ดาเมียน โคมอลลี ผู้อำนวยการฟุตบอล แทนที่จะเป็น เคนนี ดัลกลิช
แม้ว่าจะพาทีมคว้าแชมป์คาร์ลิงคัพ ด้วยการเฉือนชนะ คาร์ดิฟฟ์ ไปเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา แต่กระแสความไม่พอใจของแฟนบอลที่มีต่อกุนซือชาวสกอต ก็ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าฟอร์มการเล่นในพรีเมียร์ลีกของทีมน่าละเหี่ยใจเป็นที่สุด
อดีตยักษ์ใหญ่แห่งเกาะอังกฤษทำได้แค่รั้งอันดับ 8 ของตาราง และพ่ายไปแล้วถึง 11 นัดในลีกฤดูกาลนี้ ซึ่งว่ากันว่าหากไม่ใช่ “คิง เคนนี” มีหวังโดนเด้งจากเก้าอี้ไปนานแล้ว
หงส์ไล่ผิดคน?
ลิเวอร์พูลออกแถลงการณ์ว่า โคมอลลี ซึ่งทำงานในถิ่นแอนฟิลด์มา 18 เดือน ได้อำลาตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอล ซึ่งหน้าที่หลักก็คือการดูแลเรื่องธุรกิจซื้อขายนักเตะ เนื่องจากเขาต้องการกลับไปใช้เวลากับครอบครัวที่ฝรั่งเศส และระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นการจากกันด้วยดี
กระนั้นก็ตาม เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วว่าการ “แยกทางกันด้วยความเต็มใจทั้งสองฝ่าย” นั้นเป็นเพียงคำพูดที่ยกขึ้นมาให้ฟังดูสวยหรูเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมันก็คือการตะเพิดออกจากตำแหน่ง เพราะไม่สามารถทำผลงานได้ดีอย่างที่ถูกคาดหวังไว้ต่างหาก
นับตั้งแต่ โคมอลลี เข้ามาทำงานกับหงส์แดง สโมสรใช้เงินในการซื้อนักเตะใหม่มาร่วมทีมรวมกันแล้วถึง 115 ล้านปอนด์ (ราว 5,750 ล้านบาท) แต่ผลงานที่ได้กลับไม่สอดคล้องกับงบประมาณก้อนโตที่ลงทุนไป ต่างจากก่อนหน้านี้ที่เขาเคยประสบความสำเร็จกับตำแหน่งเดียวกันที่ทอตแนม ฮอตสเปอร์
การเซ็นสัญญากับนักเตะที่สร้างความฮือฮามากที่สุดนับตั้งแต่ โคมอลลี มาทำงานกับ ดัลกลิช ก็คงจะหนีไม่พ้นการซื้อ หลุยส์ ซัวเรซ และ แอนดี คาร์โรลล์ สองกองหน้า มาในช่วงเปิดตลาดเดือน ม.ค. 2011 โดยเฉพาะในรายของหัวหอกนิวคาสเซิลที่มีค่าตัวสูงถึง 35 ล้านปอนด์ (ราว 1,750 ล้านบาท) ซึ่งตอนนี้ก็ยังรักษาสภาพความฝืดเป็นสากกะเบือได้ไม่มีเปลี่ยน
สื่อหลายสำนักในเมืองผู้ดีไม่กลัวที่จะว่ากันตรงๆ ว่า คาร์โรลล์ เป็นหนึ่งในต้นเหตุหลักที่ทำให้ โคมอลลี ต้องหางานใหม่ เพราะค่าตัวของเขาช่างไม่คุ้มค่ากับฝีเท้าและจำนวนประตูที่ผลิตให้กับทีมได้เลย
หลังจากนั้น โคมอลลี ก็มีส่วนสำคัญในการเซ็นสัญญากับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (จากซันเดอร์แลนด์), ชาร์ลี อดัม (แบล็กพูล), สจวร์ต ดาวนิง (แอสตัน วิลลา), โฆเซ เอนริเก (นิวคาสเซิล), เซบาสเตียน โคอาเตส (นาซิอองนาล) และ เคร็ก เบลลามี (แมนเชสเตอร์ ซิตี)
ทว่า หากมองกันแบบเป็นธรรมแล้ว ดัลกลิช ก็สมควรที่จะมีส่วนรับผิดชอบดังกล่าวเช่นกัน เพราะเขาคือคนสุดท้ายที่จะตัดสินว่าจะซื้อนักเตะคนใดมาร่วมทีม
ใครจะมาแทนโคมอลลี?
ตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอลถือว่ามีความสำคัญต่อสโมสรไม่แพ้ผู้จัดการทีม เพราะหากว่าได้คนที่มีบารมีมารับตำแหน่ง ก็น่าจะมีส่วนทำให้การเจรจาซื้อขายนักเตะมีความง่ายขึ้น ดังเช่นที่ เรอัล มาดริด แต่งตั้ง ซีเนอดีน ซีดาน หรือ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ให้ เลโอนาร์โด ดำรงตำแหน่งดังกล่าว
ล่าสุดมีข่าวว่าลิเวอร์พูลได้สนใจที่จะทาบทาม โยฮัน ครัฟฟ์ ตำนานโค้ชชาวดัตช์และของบาร์เซโลนาให้มารับหน้าที่ดังกล่าวแทน โคมอลลี แม้ว่าเขาจะยังทำงานให้กับทีมยักษ์ใหญ่แห่งคาตาลันในฐานะที่ปรึกษาก็ตาม
นอกจากนั้น ก็มีกระแสว่า หลุยส์ ฟาน กัล อดีตกุนซือบาเยิร์น มิวนิก และบาร์ซา ก็มีชื่อโผล่ขึ้นมาเป็นตัวเต็งเช่นกัน แม้ว่าเขาน่าจะถนัดในการคุมทีมมากกว่า
ขณะเดียวกัน ก็มีการตั้งคำถามขึ้นอย่างกว้างขวางในหมู่แฟนบอลว่า ลิเวอร์พูลจำเป็นต้องมีผู้อำนวยการจริงหรือ เพราะดูตัวอย่างจากอาร์เซนอล ที่ อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือชาวฝรั่งเศส เพียงคนเดียวก็สามารถตัดสินใจซื้อนักเตะดาวรุ่งมาปั้นก่อนจะขายต่อได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ โดยที่ไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน
จะว่าไปแล้วถ้าผู้จัดการทีมมีวิสัยทัศน์เพียงพอ สโมสรก็สามารถประหยัดเงินในการจ้างผู้อำนวยการมาทำงานได้โดยไร้ปัญหา
สัญญาณอันตรายของดัลกลิช
แม้ว่าล่าสุด “คิง เคนนี” จะยังได้รับการหนุนหลังจากบอร์ดบริหารของสโมสร แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีทางถูกเด้งจากเก้าอี้ เพราะฟุตบอลสมัยนี้ขึ้นอยู่กับเรื่องผลประโยชน์เป็นหลัก และหากไม่ได้ไปเล่นถ้วยใบใหญ่ของยุโรป ก็เท่ากับว่ารายได้ในการทำทีมจะหายไปเพียบ
ก่อนฤดูกาล 2011-2012 จะเปิดฉากขึ้น เป้าหมายของลิเวอร์พูลก็คือการจบท็อปโฟร์เพื่อกลับไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกฤดูกาลหน้าให้ได้อีกครั้ง
แต่อนิจจา... หงส์กลับบินไม่สูงอย่างที่หวัง แถมยังหมดลุ้นแชมป์ตั้งแต่ไก่โห่ด้วย ทั้งที่พวกเขาไม่มีโปรแกรมบอลถ้วยยุโรปมากวนใจในช่วงกลางสัปดาห์แท้ๆ
ดัลกลิช เพิ่งจะเข้าพบกับบรรดาผู้บริหารของสโมสรเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และได้ปกป้องการซื้อตัวผู้เล่น โดยย้ำชัดว่านักเตะใหม่ที่เขาซื้อมาทั้งหมดจะต้องประสบความสำเร็จในถิ่นแอนฟิลด์ได้แน่ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้เข้ากันอีกสักระยะ
การถูกเรียกตัวเข้าไปประชุมเครียดแบบนี้คงไม่ใช่สัญญาณที่ดีของกุนซือจากแดนวิสกี้แน่ เพราะ โคมอลลี ก็โดนเด้งไปแล้ว ครั้งต่อไปหากผลงานยังไม่กระเตื้อง บอร์ดบริหารก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหาผู้จัดการทีมคนใหม่ เผื่อว่าอะไรๆ มันจะดีขึ้นมาบ้าง
“พูดกันตามตรงนะ เราต้องทำการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่มันถึงเวลาที่เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว เราใกล้จะมาถึงช่วงท้ายฤดูกาลและการเปิดตลาดช่วงซัมเมอร์แล้ว และเรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง” ทอม เวอร์เนอร์ ประธานเอฟเอสจี กล่าว
นอกจากเรื่องผลงานของทีมที่ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้ภาพลักษณ์ของโค้ชชาวสกอตติชเสียหายหนักก็คือ การออกมาปกป้อง หลุยส์ ซัวเรซ หัวหอกชาวอุรุกวัยแบบไม่ลืมหูลืมตาในกรณีเรื่องการเหยียดสีผิว ปาทริซ เอวรา กองหลังกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ตอนนั้น ดัลกลิช ออกโรงวิจารณ์สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) และสื่ออย่างรุนแรงว่า พยายามหาเรื่องลูกทีมคนเก่งของเขา นอกจากนั้นยังยืนกรานว่า ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาอย่างไร เขาก็ยังจะหนุนหลังดาวเตะแบดบอยอยู่เสมอด้วย
กินบุญเก่า
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตอนที่มีการแต่งตั้ง ดัลกลิช เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ของลิเวอร์พูล แทนที่ รอย ฮอดจ์สัน เมื่อเดือน ม.ค. 2011 นั้น ได้สร้างความดีใจให้กับเหล่าเดอะค็อปส่วนใหญ่ไม่น้อย เพราะเขาถือเป็นหนึ่งในตำนานนักเตะของถิ่นแอนฟิลด์
ดัลกลิช ได้รับสมญานามจากแฟนๆ ว่า “คิง เคนนี” เพราะเขาคืออดีตกองหน้าที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะนอกจากจะคว้าแชมป์ลีกสูงสุด (ดิวิชัน 1) ได้ถึง 7 สมัยแล้ว ยังได้เหรียญแชมป์ยูโรเปียน คัพ มาครองถึง 3 ครั้งด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเป็นโค้ชที่ช่วยให้ “หงส์แดง” ได้แชมป์ลีก 3 สมัยด้วย ซึ่งนั่นทำให้กองเชียร์ตั้งความหวังเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมว่า ดัลกลิช จะเป็นคนที่พาหงส์กลับมาโบยบินอีกครั้ง หลังจากที่ถูกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ครองความยิ่งใหญ่มาตลอดในช่วง 2 ทศวรรษหลัง
การเข้ามาคุมทีมช่วงครึ่งฤดูกาลแรกไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก แต่แฟนๆ ก็ยังให้อภัย เพราะถือว่ายังทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะการรับงานครึ่งๆ กลางๆ ต่อจาก ฮอดจ์สัน นั้น ไม่ใช่งานง่ายเลย
อย่างไรก็ตาม ซีซันนี้ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น แม้ว่าจะคว้าแชมป์แรกนับตั้งแต่ปี 2006 ในศึกคาร์ลิงคัพ แต่กว่าจะเอาชนะทีมรองบ่อนอย่าง คาร์ดิฟฟ์ ได้ในการดวลจุดโทษ ก็ถือว่าเลือดตาแทบกระเด็นกันเลยทีเดียว และแม้จะถูกค่อนแคะว่าเป็นเพียงถ้วยมิกกีเมาส์ แต่อย่างน้อยมันก็การันตีว่าพวกเขาจะได้ไปเล่นในยูโรปา ลีก ฤดูกาลหน้า
หากว่าลิเวอร์พูลผ่าน “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” ในศึกดาร์บีแมตช์นัดพิเศษที่เวมบลีย์ได้ และได้ชูโทรฟีเอฟเอคัพขึ้นมา น่าจะทำให้สถานการณ์ในถิ่นแอนฟิลด์สดใสกว่าที่เป็นอยู่ แต่สิ่งสำคัญนอกจากนั้นก็คือการพยายามทำอันดับในตารางให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ด้วย
เหลืออีก 5 นัดสุดท้ายในพรีเมียร์ลีก สาวกหงส์แดงทุกคนคงจะต้องมาช่วยลุ้นให้ ดัลกลิช แอนด์ โค เร่งเค้นฟอร์มให้ได้ เพื่อที่อย่างน้อยจะได้ไม่จบด้วยอันดับที่น่าเกลียดเกินไปสำหรับอดีตมหาอำนาจแห่งเมืองผู้ดี
เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ต่อให้เป็นขวัญใจมหาชนแค่ไหน ก็มีสิทธิโดนตะเพิดจากตำแหน่งได้เช่นกันนะ “คิง เคนนี”







