
อภิชาตบุตร
โดย... พุทธิชีวิน
โดย... พุทธิชีวิน
สิงคโปร์เป็นประเทศที่คนส่วนใหญ่รู้ดีว่าเป็นแค่เกาะเล็กๆ ที่ใหญ่กว่าเกาะภูเก็ตของเรานิดเดียว เป็นประเทศที่ถ้าเปรียบเป็นต้นไม้ ก็เป็นต้นไม้ที่ขาดรากแก้ว เพราะไม่มีอะไรเลย น้ำจืดก็ไม่มี ต้องซื้อจากมาเลเซีย น้ำเสียทุกชนิดเอากลับมารีไซเคิลใหม่ให้สะอาดหมดจด จนเอามาทำเป็นน้ำดื่มให้นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนสิงคโปร์ลิ้มชิมรส
สิงคโปร์เหมือนกับญี่ปุ่นที่พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างประเทศจากความขาดแคลน เหมือนลูกคนจนที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน เอาตัวรอดเพื่อมุ่งหน้าไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า การต่อสู้เพื่อเดินทางไปสู่สิ่งที่ดีกว่านั้น ส่วนใหญ่คนจนทำได้ดีกว่าคนรวยเสมอ
ถ้าการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ เราเปรียบเทียบคือความยากจน ดังนั้น การมีทรัพยากร ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ก็น่าจะสรุปว่าคือความร่ำรวยระดับพ่อแม่มีเป็นหมื่นล้าน
ถ้าเป็นเช่นนั้น เมืองไทยก็เหมือนลูกเศรษฐี แต่คงเป็นลูกเศรษฐีที่ทำอะไรไม่เป็นโล้เป็นพาย คอยผลาญสมบัติของพ่อแม่เล่นไปวันๆ แล้วสุดท้ายความร่ำรวยก็ลดลงไปทุกวันๆ และกำลังจะกลายเป็นคนยากจนในอีกไม่นาน
ว่ากันว่าทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของบ้านเราร่อยหรอทรุดโทรม เพราะเรารวมทั้งนักท่องเที่ยวรุมทึ้งรุมทำลาย บางเรื่องเราปล่อยปละละเลยกันอย่างไม่รู้ถึงมหันตภัย ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างแล้วเมืองไทยอาจพบกับหายนะในเชิงสิ่งแวดล้อมหนักเข้าไปอีก
ถ้าไม่เชื่อ ผมมีเรื่องเล่าให้ฟังครับ
โลกของเราใช้น้ำมันเครื่องสำหรับรถยนต์ และโรงงานอุตสาหกรรมปีละ 40.5 ล้านตัน คิดเป็นเงินประมาณ 48.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ในประเทศไทยใช้ปีละ 3.5 แสนตัน คิดเป็นเงินประมาณ 4 หมื่นล้านบาท น้ำมันเครื่องได้มาจากกระบวนการกลั่นในขั้นตอนสุดท้ายของการแปรรูปน้ำมันดิบ ด้วยการนำมาผสมสารปรุงแต่งให้เกิดความหนืดให้พอดี เพื่อให้มีคุณสมบัติป้องกันสนิม ป้องกันการสึกหรอ ที่ใช้ในรถยนต์ และเครื่องจักร
กระบวนการได้มาของน้ำมันเครื่องก่อให้เกิดผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศโลกอย่างมาก เพราะต้องใช้คลอรีน และซัลเฟอร์ เป็นสารสำคัญในการผลิต
น้ำมันเครื่องที่ได้จากกระบวนการผลิตนี้จะได้น้ำมันเครื่องใส จากน้ำมันเครื่องใสๆ เมื่อเติมไปในรถยนต์และเครื่องจักรนานาชนิด เมื่อใช้ไปสักระยะหนึ่งต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั้น จากใสๆ น้ำมันเครื่องจะกลายเป็นสีดำ มีเศษฝุ่นและตะกอนติดออกมาด้วย
น้ำมันเครื่องที่ดำสนิทนี้แหละที่กำลังพูดถึง เพราะน้ำมันเครื่องใช้แล้ว 1 ลิตร ถ้าปล่อยทิ้งลงไปในน้ำจะทำให้น้ำเสีย 1 ล้านลิตร และน้ำไม่สามารถเอามาทำน้ำดื่มได้อีกเลย
ในหลายประเทศออกกฎหมายควบคุมน้ำมันเครื่องใช้แล้วอย่างเคร่งครัด เช่น บังคับให้บริษัทผู้ผลิตน้ำมันเครื่องรับซื้อคืน บางแห่งผู้ผลิตน้ำมันเครื่องจะต้องส่งเงินเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อมของประเทศนั้นๆ เพื่อให้กองทุนสิ่งแวดล้อมจัดการกับน้ำมันใช้แล้วเหล่านี้ไม่ให้กระทบกับสิ่งแวดล้อม
ในขณะที่บ้านเราไม่น่าจะมีหน่วยงานใดเป็นผู้ดูแลน้ำมันเครื่องใช้แล้ว แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับความเชื่อที่ว่าเรายังไม่มีวิธีจัดการอย่างจริงๆ จังๆ กับเรื่องนี้
ในอดีต ผมเคยตั้งคำถามว่า น้ำมันเครื่อง 3 แสนกว่าตันต่อปี ที่เราต้องทิ้งหายไปไหน คำตอบที่ได้ก็คือ แอบฝังกลบกันบ้าง แอบปล่อยทิ้งตามแม่น้ำลำคลองกันบ้าง สำหรับเรือประมงอาจแอบไปปล่อยทิ้งลงทะเลไปบ้าง ด้วยน้ำมันเครื่องที่เราทิ้งแบบผิดวิธีมานาน ได้ทำลายสิ่งแวดล้อมของประเทศเราไปขนาดไหน ไม่มีใครตอบได้ครับ
แต่ในปัจจุบันกลับไม่ใช้วิธีที่กล่าวมาแล้ว น้ำมันเครื่องที่ดำปี๋หมดสภาพไปแล้ว กลับมีราคา มีคนแย่งกันซื้อ ลิตรละ 8-12 บาท คำถามที่ต้องถามก็คือว่า ซื้อไปทำอะไร ลองมาดูครับ
หลักๆ แล้วพวกที่ซื้อน้ำมันเครื่องใช้แล้ว มีอยู่ 2 ประการ คือ เอาไปผสมเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม คงไม่ต้องเดานะครับว่าก่อให้เกิด CO2 มากมายมหาศาลแค่ไหน ผลกระทบก็คือโลกร้อนเร็วขึ้น โลกมีมลพิษเพิ่มขึ้น
ประการที่ 2 หนักหน่อย ก็คือ เอาน้ำมันเครื่องใช้แล้วไปกรองไปต้มเพื่อให้เศษฝุ่น เศษตะกอน ตกตะกอน แล้วบรรจุขวดใหม่ มาหลอกขายว่าเป็นน้ำมันใหม่ยี่ห้อนั้น ยี่ห้อนี้ อันนี้แหละถ้าใครหลงไปซื้อมาใช้เครื่องยนต์พังในเวลาไม่นาน ต้องใช้เงินซ่อมแซมเครื่องยนต์ เครื่องจักร ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างมหาศาล
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศมีกระบวนการจัดการน้ำมันเครื่องเหล่านี้ที่แตกต่างกันไป ตามแต่ความสามารถของประเทศ ผมชอบวิธีการของจีนครับ
จีนเขาแปรวิกฤตเป็นโอกาส โดยพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาจนกระทั่งนำเอาน้ำมันเครื่องใช้แล้วมาผลิตเป็นน้ำมันดีเซลได้ ดีเซลที่ผลิตขึ้นมาได้นั้นยังมีคุณภาพไม่สูงนัก จีนเอาดีเซลเหล่านี้ไปใช้กับเครื่องยนต์รอบต่ำ เช่น รถไถนา เครื่องสูบน้ำ เรือประมง เครื่องปั่นกระแสไฟฟ้าชุมชน จากของเสียที่ไร้ค่า และน่ารังเกียจ กลายเป็นสิ่งมีประโยชน์ขึ้นมาทันที ลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลได้มหาศาลเลยทีเดียว
ด้วยราคาน้ำมันในขณะนี้ เป็นไปได้หรือไม่ครับที่บ้านเราจะลองเอาน้ำมันเครื่องใช้แล้วมาทำเป็นดีเซลดูสิครับ ด้วยความรู้ความสามารถของคนไทยเราอาจจะได้น้ำมันดีเซลคุณภาพสูงมาใช้เติมรถยนต์ก่อนจีนก็เป็นได้
ถ้าทำสำเร็จ เราอาจจะเป็นอภิชาตบุตรก็ว่าได้ ในฐานะที่กอบกู้กิจการของพ่อแม่ให้ร่ำรวยขึ้นดั่งเดิม







