
โลกที่หมุนผ่านสงกรานต์ 2012
โดย...ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
โดย...ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
เผลอไม่นาน เราอยู่กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ชนะการเลือกตั้ง ตั้งแต่ค่อนปีที่แล้วข้ามปีมาจนถึงวันนี้ หลังจากน้ำท่วม ผมรู้ว่าหลังจากนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับนโยบายต่างๆ ที่เป็นผลพวงมาจากน้ำท่วม และเป็นผลต่อเนื่องมาจากความคิดเก่าๆ ตั้งแต่สมัยคุณทักษิณยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม แต่หากกล่าวอย่างเป็นธรรม ผมก็รู้ว่าไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ก็ล้วนนำพาประเทศมุ่งไปสู่การตอบสนองการพัฒนาแบบทุนนิยม ขยายการค้าการลงทุน ไม่แต่พรรคไทยรักไทย หรือเพื่อไทยหรอก พรรคไหนๆ ประชาธิปัตย์ ชาติไทย ชาติพัฒนา (สมัยนั้น) ก็ทำ จะมีสเกลขนาดไหนก็แล้วแต่ จังหวะและเบื้องหลัง ตลอดจนเป้าหมาย และทั้งหมดก็แยกไม่ออกจากกระแสพัฒนาของโลกทุนนิยม ที่ทำลายกลืนกินทรัพยากรมาร่วมๆ ร้อยปี จนเข้าสู่ภาวะวิกฤต ที่ไม่มีใครให้ความสนใจจริงจัง
หลังจากรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ผมรู้สึกว่าโลกของการพัฒนาช้าลง เมื่อเทียบกับสมัยยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดที่คุณทักษิณสั่งให้พ่อเมืองแบบผู้ว่ามหาดไทยแปลงร่างให้เป็นผู้บริหารแนวกระชับกระฉับกระเฉงแบบ CEO และให้การทัวร์นกขมิ้นไปอนุมัติแผนงานโครงการตามยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด กลุ่มจังหวัด มีหลายโครงการที่เป็นการทำภูมิทัศน์ พัฒนาเมือง แต่หลายโครงการก็ขยายผลแนวคิดต่างๆ ในการพัฒนาฐานทรัพยากรที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ชุมชนไม่ว่าจะเป็นการตัดถนนผ่านป่า การสร้างโครงการท่าเรือน้ำลึก การทำอุตสาหกรรมอาหาร และฮับพลังงาน รวมถึงเขตการพัฒนาเศรษฐกิจต่างๆ นานา น่าสงสัยอยู่ว่าถ้าโครงการเหล่านั้นผุดขึ้นจริงๆ ประเทศเราจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปมากกว่านี้แค่ไหน และฐานทรัพยากร ชุมชน สังคมจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร นับว่ารัฐบาลทหารเรียบๆ ร้อยๆ ที่มีภาพนักอนุรักษ์ป่าอย่างคุณสุรยุทธ์ จะทำให้เรื่องเหล่านี้ช้าลงพอสมควร แม้ว่าจะมีโครงการต่างๆ ค่อยขยับขับเคลื่อนอยู่ตลอด เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา กระแสสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนแม่วงก์ เหมืองทอง เหมืองโปแตช อุโมงค์ผันน้ำต่างๆ
รวมถึงการให้รีสอร์ตเอกชนเช่าที่ชายทะเลอันดามัน แต่ก็นั่นแหละเรายังพอชะลอพูดกันได้ แต่วันนี้พอรัฐบาลประชาธิปไตยชนะการเลือกตั้งเข้ามา ผมรู้สึกถึงบรรยากาศการเร่งเร้าสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการใช้ทรัพยากรกับโครงการต่างๆ เพิ่มมากขึ้นอีกครั้ง
ยุทธศาสตร์การเมืองที่ถนัดใช้วิชาสุดยอดเซียนการตลาดอย่างเพื่อไทย ย่อมต้องตั้งธงไปที่การมีเม็ดเงินลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ และประชาชนให้รู้สึกคึกคัก พัฒนาผ่านระบบนายทุนพ่อค้า อันนี้เป็นธรรมดาที่เราจะได้เห็นโครงการต่างๆ ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ แบบเครือข่ายลูกโซ่การขายตรง นี่ขนาดตัวจริงยังกำกับอยู่ข้างนอกยังขนาดนี้ แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะคนที่เร่ร่อนอยู่รอบโลกก็ย่อมไปเรียนรู้ช่องทางและรูปแบบการค้าต่างๆ แน่นอนว่าวันนี้แนวทางการสร้างเมืองไทยให้เป็นเมืองการค้าเมืองผ่านสินค้าจากจีนและทั่วโลก การพัฒนาธุรกิจพลังงาน รวมถึงท่าเรือน้ำลึก ระบบขนส่งต่างๆ แบบร่างก็ค่อยๆ ปรากฏความคืบหน้าอย่างน่ากลัวอย่างยิ่ง ในมุมมองของคนที่คิดถึงสิทธิและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน โดยยังไม่รวมโครงการมหาศาลที่มีข้ออ้างจากการป้องกันมหาอุทกภัยที่น่าจะเป็นโอกาสที่มาโดยไม่คาดฝันของนักทำโครงการทั้งหลาย
ขณะที่ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนในจีนที่แม่น้ำโขงกำลังส่งผลอย่างรุนแรงถึงเมืองเชียงแสน เชียงของ และเมืองในฝั่งลาว แต่ก็ไม่มีใครในอาเซียนสนใจ เนื่องจากต่างก็เชื่อในการกั้นแม่น้ำต่อๆ กันลงมาในลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม นักการเมืองจากทุกประเทศต่างยอมที่จะให้เกิดผลกระทบกับชุมชนของตัวอย่างไม่ไยดี เมือฝันถึงผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ
กระแสความกังวลเรื่องน้ำท่วม ทำให้โครงการเขื่อนต่างๆ คึกคัก ทั้งที่แก่งเสือเต้น แม่วงก์ ทั้งๆ ที่ผลการศึกษาก็ปรากฏชัดว่าไม่ได้ลดน้ำท่วมไปได้สักเท่าใด นักการเมืองในพื้นที่ต่างๆ ก็ล้วนขยับขับเคลื่อนโครงการผลประโยชน์ของตัวเอง ถนนคลองลานอุ้มผาง ท่าเรือน้ำลึกปากบาราและจะนะ ท่าเรือจากทวายผ่านเมืองกาญจนบุรีเข้ากรุงเทพมหานคร นิคมอุตสาหกรรมใหญ่ที่ท่าศาลาสิชล กระเช้าขึ้นภูกระดึง ถนนและเขื่อนกั้นปากอ่าวไทย เขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ รวมถึงฟลัดเวย์รอบนิคมอุตสาหกรรมและเมืองในภาคกลางตอนล่าง พ่อค้าใหญ่ล้วนฝันถึงการขยายโอกาสในการค้าการลงทุนจากจีน การเปิดพม่า และความสัมพันธ์เชิงลึกกับทรัพยากรในกัมพูชายังมินับรวมการเปิดเสรีอาเซียน
อย่างไรก็ตาม เรื่องทั้งหมดที่ผมเฝ้ามองด้วยความวิตกกังวลกำลังเดินหน้าไปพร้อมกับเกมการเมืองผ่านสงครามปรองดอง สหรัฐอเมริกากำลังตัดสินใจกับเชิงยุทธทรัพยากรในอิหร่าน จีนกำลังแสดงความเป็นมหาอำนาจในทุกด้านของโลกตัวจริง ภาวะความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกปรากฏตัวชัดขึ้นเรื่อยๆ กระแสน้ำเย็นน้ำอุ่นในมหาสมุทรกำลังเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของโลกอย่างที่มนุษย์จะต้องเรียนรู้ฤดูกาลและดินฟ้าอากาศกันใหม่หรือไม่ก็ไม่รู้ เรากำลังจะผ่านความท้าทายของคำทำนายในปฏิทินมายาโบราณ ปี 2012 และคำทำนายที่ตรงกันของเกจิอาจารย์ในฝ่ายพุทธศาสนาที่เรียงกันถึงภัยพิบัติใหญ่เรียงรายมาทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ ไปด้วยสภาพเช่นไร
สำหรับผมช่วงการขึ้นต้นปีใหม่ไทยในสงกรานต์ปีนี้ ผมไม่รู้ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงให้โลกของการพัฒนาหมุนช้าลงหรือไม่ ไม่ได้อยากให้ประวัติศาสตร์การเมืองแบบวงจรอุบาทว์และความรุนแรงต่างๆ ซ้ำรอย แต่อดคิดไม่ได้ว่า อยากให้มีอะไรมาเหนี่ยวโลกแห่งการพัฒนาให้ช้าลง ให้เราพอมีแรง มีเวลาถ่วงดุลอะไรได้บ้าง







