
เพลินไปกับหนุ่มติสต์ อนัฆ นวราช
หนุ่มติสต์คนนี้ไม่เพียงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังภาพถ่ายสวยๆ ซึ่งจะถูกนำมาจัดแสดงผ่านนิทรรศการ
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา/ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
หนุ่มติสต์คนนี้ไม่เพียงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังภาพถ่ายสวยๆ ซึ่งจะถูกนำมาจัดแสดงผ่านนิทรรศการ “อดีตในปัจจุบัน” พร้อมกับผลงานของ 18 ดีไซเนอร์ ที่นำผ้าจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพมารังสรรค์ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง เขายังเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของโรสการ์เด้น ริเวอร์ไซด์ สวนสามพราน ซึ่งหลังจากบ้านเกิดข้ามน้ำข้ามทะเลไปอยู่ต่างประเทศนานถึง 18 ปี คอฟฟี่อนัฆ นวราช ก็พร้อมแล้วที่จะกลับมาสานต่อธุรกิจของครอบครัวควบคู่ไปกับการทำงานที่ตัวเองรัก
ปัจจุบัน คอฟฟี่ ดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป โรสการ์เด้น ริเวอร์ไซด์ สวนสามพราน ควบคู่ไปกับการเป็นช่างภาพอิสระ และอาจารย์พิเศษสอนวิชาถ่ายภาพ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งแม้จะเพิ่งเข้ามาสานต่อธุรกิจของครอบครัวได้เพียง 2 ปี แต่คอฟฟี่ก็ออกปากว่าต้องทำทุกอย่างจริงจังและดูแลทุกแผนกให้ดีที่สุด
“กิจการที่บ้านผมไม่ใช่เป็นแค่โรงแรมที่เราดูแล ยังมีร้านอาหารและห้องพัก แต่เรายังมีโชว์หมู่บ้านไทย มีฟาร์ม ทำให้เราต้องดูแลความเรียบร้อยในทุกแผนก รวมไปถึงความเป็นอยู่ของสัตว์อย่างช้างเท้าเจ็บ เราก็ต้องรู้เรื่อง เพื่อไปคุยกับคุณหมอได้รู้เรื่อง”
อย่างไรก็ตาม คอฟฟี่ เล่าว่า ตอนตัดสินใจกลับมาเมืองไทยด้วยความรู้สึกที่ว่าห่างบ้านมานานถึง 18 ปี กลับมาเมืองไทยปีละครั้ง ครั้งละ 1 เดือน หรือพูดง่ายๆ ว่า 18 ปีที่ผ่านมาอยู่เมืองไทยเพียง 18 เดือน ไม่ได้ตั้งใจจะกลับมาช่วยที่บ้านแบบเต็มตัว โดยตอนแรกตั้งใจว่าจะมาช่วยดูในเรื่องของงานสื่อประชาสัมพันธ์ แต่ช่วยไปช่วยมาก็เลยเข้ามาเต็มตัวแบบเต็มใจ
แม้จะต้องเข้ามานั่งทำงานประจำ หนุ่มคอฟฟี่ก็ยังไม่ทิ้งความฝันและงานที่รักนั่นคือ การเป็นช่างภาพอิสระและอาจารย์สอนถ่ายภาพไปด้วย โดยคอฟฟี่บอกว่า กว่าจะเจอความฝันที่ว่าอยากจะเป็นช่างภาพนั้น ก็เกือบจะเรียนจบปริญญาตรีแล้วเหมือนกัน เพราะตั้งแต่เด็กเจ้าตัวไม่เคยรู้มาก่อนว่าชอบถ่ายภาพ รู้แต่ว่าชอบศิลปะ แต่ครั้นจะเอาดีทางวาดรูปก็ไม่เก่ง หรือทำออกมาแล้วก็ไม่พอใจเท่าที่ควร จนกระทั่งได้มีโอกาสเข้าคลาสเรียนถ่ายรูปตอนเรียนปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์การทูต ที่ American University กรุงวอซิงตัน ดี.ซี. ถึงได้ค้นพบตัวเอง
“ตอนเด็กผมก็มีหยิบจับกล้องบ้าง แต่ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบทางนี้ จนได้มาเรียนเป็นเรื่องเป็นราวก็เลยรู้สึกชอบ แต่ตอนนั้นเนื่องจากอีกนิดเดียวเราก็จะเรียนจบแล้ว เลยตัดสินใจเรียนต่อจนจบ ก่อนจะไปต่อโทด้านการถ่ายภาพ Pratt Institute นครนิวยอร์ก”
เมื่อเปลี่ยนเส้นทางชีวิตหันมาเอาดีด้านการถ่ายรูปแล้ว คอฟฟี่ก็ทำได้อย่างดี เพราะไม่เพียงพิสูจน์ฝีมือด้วยการเป็นช่างภาพอิสระ ที่นครนิวยอร์ก แต่ยังเป็นอาจารย์พิเศษสอนการถ่ายภาพที่ American University ซึ่งเรียกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว
จากจุดนี้เอง จึงคล้ายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกวันนี้ แม้ภารกิจจะรัดตัว แต่คอฟฟี่ก็ยังพร้อมที่จะเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่นเสมอ โดยหนุ่มติสต์สารภาพตรงๆ เลยว่า ชอบที่ได้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้
“ผมชอบการได้สอนได้เห็นคนทำอะไรได้จากที่ตอนแรกทำไม่เป็น อย่างผมสอนในมหาวิทยาลัย ตอนแรกยังตกใจเลยว่า นักศึกษาทุกคนมีกล้องใหญ่ทุกคน แต่ในจำนวนนี้แทบจะทั้งหมดใช้งานแบบ Auto ทั้งนั้น ซึ่งพวกเขาต้องได้รับการฝึกสอนต่อไป ไม่แน่นักศึกษาที่ผมสอนในวันนี้ อาจมีหนึ่งในนี้กลายเป็นช่างภาพในอนาคตก็เป็นได้ หรืออาจจะมีคนที่เหมือนอย่างคือ ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร แต่คลาสเรียนเดียวก็เปลี่ยนชีวิตได้”
สำหรับอนาคตนั้นหนุ่มคอฟฟี่วาดฝันไว้ว่า ถ้าเป็นไปได้จะเปิดโรงเรียนสอนถ่ายภาพเล็กๆ สักแห่ง เพื่อให้ความรู้กับด้านการถ่ายภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กนักเรียนที่อาจจะชอบด้านนี้ แต่ในหลักสูตรของเด็กประถมหรือมัธยมอาจยังไม่มีการเรียนการสอนเรื่องนี้
5 ชิ้นคู่ใจหนุ่มเซอร์
1.แบล็กเบอร์รี เป็นเหมือนออร์แกไนเซอร์คู่ใจที่คอยกำหนดชีวิตเลยว่าต้องเดินไปทางไหนในแต่ละวัน เพราะด้วยความที่เจ้าเครื่องนี้ถูกทำให้เชื่อมต่อกับที่ออฟฟิศ ทำให้เลขาส่วนตัวสามารถป้อนข้อมูลเข้ามาในเครื่อง ทำให้รู้ตารางชีวิตตัวเองในแต่ละวันได้แบบไม่พลาด
2.วิทยุสื่อสาร (ว.) เอาไว้ใช้แอบฟังพนักงานคุยกัน (หัวเราะ) เมื่อก่อนตอนเข้ามาทำงานใหม่ๆ ก็ไม่ได้พก แต่สักปีที่ผ่านมาก็เริ่มพก เอาไว้ติดตามดูการทำงานของพนักงานในทุกแผนก
3.กล้องถ่ายรูป ด้วยความที่เป็นช่างภาพด้วยแน่นอนว่า แกดเจ็ตคู่ใจที่ขาดไม่ได้คือ กล้อง ซึ่งปกติจะพก 2 ตัว คือ กล้องใหญ่สำหรับถ่ายงาน และกล้องเล็กสำหรับเวลาไปเที่ยว
4.โน้ตบุ๊ก เอาไว้ติดตัวกับกล้องถ่ายรูป เพราะบางทีต้องใช้ทำภาพหรือพรีเซนต์ภาพที่ถ่ายเสร็จให้ลูกค้าดูทันทีหลังจากที่ถ่ายเสร็จ
5.นาฬิกาข้อมือ เป็นเรือนที่ใช้บ่อย เพราะเป็นเรือนที่คุณแม่ให้เป็นของขวัญแต่งงาน ซึ่งจริงๆ คุณแม่ให้เป็นเงินสดมา แต่กลัวว่าเป็นเงินจะใช้หมด เลยไปซื้อเป็นของไว้ดีกว่า







