
ว่างนักพักหน่อย
เมื่อต้นปีนี้ ผมเขียนบทความเกี่ยวกับตัวชี้วัดไว้บทหนึ่ง ชื่อ “เด็กไม่รู้จักโต” เป็นตัวชี้วัดที่ผมออกแบบไว้วัดถึง “ความเป็นผู้ใหญ่” ของตัวเอง
โดย...วีรณัฐ โรจนประภา
เมื่อต้นปีนี้ ผมเขียนบทความเกี่ยวกับตัวชี้วัดไว้บทหนึ่ง ชื่อ “เด็กไม่รู้จักโต” เป็นตัวชี้วัดที่ผมออกแบบไว้วัดถึง “ความเป็นผู้ใหญ่” ของตัวเอง
ในบทนั้นผมใช้คำถามใกล้ๆ ตัว คือถามว่าเราเอาอะไรเป็น “ศัตรู” โดยเกณฑ์ประเมินก็ง่ายๆ เช่น
ใครมีศัตรูเป็นสัตว์ประหลาด เป็นมนุษย์ต่างดาว ก็แปลว่าเขายังเป็นเด็กน้อยอยู่
ใครมีศัตรูเป็นคู่แข่งทางการค้า ก็แปลว่าเขาเข้าสู่วัยทำงานแล้ว
ใครมีศัตรูเขาเป็นความอยุติธรรม ความไม่ถูกต้องในสังคม ก็แสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่ยิ่งขึ้นของเขา
สุดท้ายใครลงเอยที่ใครมีศัตรูเป็น “กิเลสในใจตัวเอง” นั่นหมายถึงการเติบใหญ่เต็มที่
มาวันนี้ผมมีตัวชี้วัดตัวใหม่มาเสนอครับ เป็นคำถามง่ายๆ เช่นเดิม ตอบแบบง่ายๆ ไม่ต้องคิดอะไรยอกย้อน ไม่ต้องวิเคราะห์อะไรให้วุ่นวายอันจะยิ่งทำให้ผลการวัดคลาดเคลื่อน ขอเพียงคุณตอบตามที่คุณทำจริงๆ นี้ก็พอ วัดได้แล้วว่าคุณมีความเป็น “ผู้ใหญ่” แค่ไหน โดยผู้ใหญ่ในที่นี้หมายเอาด้านของความพร้อมทางอารมณ์ ทางปัญญาความรู้ มิใช่ทางกายภาพ หรืออายุแต่อย่างใดนะครับ
คำถามก็คือ ‘คุณทำอะไรเวลาว่างครับ?’
ตัวชี้วัดนี้ผมจี้ไปที่เวลาที่ว่าง เพราะหากเวลาไม่ว่างก็แปลว่าเรามีหน้าที่การงานตามหัวโขนให้ต้องกระทำ อีกนัยหนึ่งก็คือเราไม่มีสิทธิเลือกที่จะเลือกทำสิ่งอะไรตามใจปรารถนา ทำให้ไม่สามารถใช้ชี้วัดอะไรได้ แต่ในขณะที่เวลาว่าง เป็นเวลาที่เรามีสิทธิที่จะเลือกทำหรือไม่ทำอะไรนั่นแหละ ที่ถึงจะสะท้อนวุฒิภาวะของผู้ตอบได้ว่า เมื่อมีสิทธิที่จะเลือก เราใช้สิทธินั้นทำสิ่งที่สมควรเรียกว่าเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก เช่นใครตอบว่า
เขาใช้เวลาว่างไปกับสิ่งยั่วยุต่างๆ เหล้า บาร์ ผับ อบายมุข เช่นนี้ก็สะท้อนถึงความยังเยาว์นักของผู้ตอบ อาจเรียกว่าเป็นเด็กทารกที่ยังไม่รู้ความยังไม่มีความสามารถในการแยกแยะสิ่งดีเลว
ส่วนใครตอบว่า ใช้เวลาว่างนอนเอกเขนก แบบที่เรียกว่าฆ่าเวลา หรือชิลชิล เช่นนี้ก็โตขึ้นมานิด อาจเรียกว่าเป็นวัยรุ่นที่ยังมุ่งสนองตอบความต้องการของตัวเองเป็นหลักอยู่
ขณะที่ใครที่ตอบว่า ใช้เวลาว่างด้วยการทำงานอดิเรก ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ มีจิตใจโน้มเอียงไปสู่ธรรมชาติ รักความเรียบง่ายไม่ฟุ้งเฟ้อ นี่ก็อาจเรียกว่าเป็นหนุ่มสาวได้
และหากใครใช้เวลาว่างกับการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม หาประสบการณ์เพิ่ม รวมถึงหาเครือข่าย พรรคพวกเพื่อนฝูง พันธมิตร ที่สำคัญคือใช้เวลาว่างดูแลสุขภาพกายตัวเอง เช่นนี้ก็สามารถเรียกว่าเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่แล้ว
สรุปคือเครื่องมือนี้ ผมออกแบบมาให้ใช้งานง่ายๆ ตรวจสอบตัวเองได้ทุกเมื่อ ทุกเวลาที่ว่าง หรือกำลังจะว่างให้คุณลองถามตัวเองดูว่าจะใช้เวลาอันมีค่า เวลาที่ไม่เคยหวนกลับ เวลาที่มีเงินเท่าไหร่ก็หาซื้อไม่ได้นั้นไปทำอะไร มันย่อมสะท้อนความมีวุฒิภาวะของตัวเราเองได้ การคอยหมั่นถามว่าเราจะทำอะไรแล้วประเมิน มันทำให้หยุดและฉุกใจคิดได้มาก ว่าเรากำลังมุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่แท้ของเรา หรือกำลังแฉลบออกนอกทางไปเรื่อยๆ ตามสัญชาตญาณ ตามกิเลส ที่หากปล่อยไปตามความเคยชิน เผลอแผล็บเดียวเราจะเริ่มเลือกที่จะใช้เวลาว่างไปทำสิ่งที่เด็กลงเรื่อยๆ และเรื่อยๆ ไม่เชื่อคุณลองสังเกตดูซิครับ
กลับมาที่เกณฑ์ของเรากันต่อนะครับ ต้องบอกว่าเกณฑ์ข้างต้นนั้นเป็นเพียงขั้นต่ำของการผ่านความเป็นผู้ใหญ่ ยังมีเกณฑ์ที่สูงกว่านั้น อาจเรียกว่าเป็นเกณฑ์ของผู้ทรงคุณวุฒิอย่างแท้จริง ที่ผมอยากเชิญชวนคุณมาร่วมใช้จริงกันด้วย เกณฑ์นั้นคือคำตอบที่ตอบว่า
เขาผู้นั้นใช้เวลาว่าง “กระทำเพื่อคนอื่น”
ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าเกณฑ์ช่วงต้นทั้งหมดล้วนเป็นการกระทำเพื่อตัวเอง หรือความสุขของตัวเอง แต่หากจะเอาที่เติบใหญ่กล้าแกร่งอย่างแท้จริงแล้วต้องเป็นเกณฑ์นี้ครับ การทำเพื่อคนอื่นมันสะท้อน “ความพอ” ของตัวเราและ “ปัน” สู่คนอื่นได้ ซึ่งมีแต่ผู้ใหญ่ที่ใหญ่อย่างแท้จริงเท่านั้นที่ทำได้
แต่...แต่นั่นก็ยังไม่ใช่เกณฑ์สูงสุดของเราครับ ผมยังมีเกณฑ์สุดท้ายที่ผมยังหาคำเรียกไม่ได้ จะเป็นผู้ใหญ่ที่ทรงภูมิ ผู้ใหญ่ที่เป็นปูชนียบุคคล ก็ยังไม่ค่อยตรงใจเท่าไหร่ เอาเป็นว่าคุณอ่านเสร็จแล้ว ช่วยตั้งชื่อให้ด้วยนะครับ ว่าควรจะเรียกคนที่ใช้เวลาว่างเช่นนี้ว่าอะไรดี เมื่อคนผู้นั้นเขาตอบว่า
เขาใช้เวลาว่าง “เจริญสติ”
บางท่านอาจแย้ง ว่าการเจริญสตินี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวไม่น่าจะดีกว่าการช่วยคนอื่นน่ะ มองเผินๆ ก็อาจใช่ครับ แต่แท้จริงแล้วการเจริญสตินั้นเมื่อส่งผลต่อตัวผู้ทำเองให้พัฒนาตนขึ้นแล้ว ผลต่อเนื่องที่เป็นเสมือนภาคบังคับตามมา คือ ใจ เขาจะเกิดสิ่งที่เรียกว่าเมตตาและกรุณาทำเพื่อผู้อื่นแน่นอน ทั้งยังจะเป็นการทำอย่างสมบูรณ์มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย ดังนั้นการเจริญสติจึงถือเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดเป็นการกระทำที่เรียกว่า ยังทั้ง “ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน” ครบถ้วนทุกฝ่ายอย่างนี้ จะไม่ใช้เป็นเกณฑ์สูงสุดได้อย่างไร
พระพุทธเจ้ายังตรัสว่า สติปัฏฐานนี่แหละคือทางสายเอก ทางสายเดียวที่ประเสริฐสุด เป็นทางแห่งความพ้นทุกข์และถือเป็นแก่นของศาสนาที่ท่านตรัสรู้และนำมาสอน ดังนั้นหากใครใช้เวลาว่างทำสิ่งนี้จึงถือว่าเขาผ่านเกณฑ์สูงสุดนี้ จริงไหมครับ
ถ้าเห็นด้วยกับเครื่องมือชิ้นนี้ จากนี้ไปก็หมั่นถามตัวเองดูนะครับ ว่าเรากำลังใช้เวลาว่างในแบบของเด็กทารกแบเบาะ แบบวัยรุ่น วัยคะนอง หรือแบบผู้ทรงคุณ (ค่า) อันเป็นประโยชน์ใหญ่แก่โลก ได้คำตอบแล้วอาจทำให้เราหยุดที่จะทำสิ่งไร้สาระ หันมาทำสิ่งที่เหมาะควรแก่ประสิทธิภาพของอัตภาพมนุษย์นี้กันครับ
ลองใช้ดูนะครับ
แต่ เอ...แล้วถ้าใครตอบว่า “ฉันไม่มีเวลาว่าง” ล่ะ
อา...คุณผู้อ่านตอบกันเองนะครับ
&<2288;
&<2288;







