
น้ำท่วมยังไม่จบ ตอน การระบายน้ำ # 2
สำหรับส่วนกลาง คือ แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งนำน้ำจำนวนมากที่สุดลงสู่ทะเลในอัตราประมาณ 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
โดย...ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์
สำหรับส่วนกลาง คือ แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งนำน้ำจำนวนมากที่สุดลงสู่ทะเลในอัตราประมาณ 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ปัญหาใหญ่ก็คือในช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูงและน้ำเหนือหลาก ระดับน้ำในแม่นำเจ้าพระยาจะสูงขึ้นจนล้นตลิ่ง มีระดับสูงตั้งแต่ 2 เมตร จากระดับทะเลปานกลางจนถึงเกือบ 3 เมตร ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑลมีความสูงต่ำกว่า 2 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง ดังนั้นเพื่อกันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นขึ้นท่วม กทม. บริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจึงมีการสร้างคันกั้นน้ำที่ระดับความสูงเฉลี่ยประมาณ 2.5 เมตร จากระดับทะเลปานกลางขึ้น สำหรับส่วน กทม. สำหรับส่วนปริมณฑลมีหลายมาตรการ เช่น การสร้างคันกั้นน้ำด้วยกระสอบทรายบ้าง หรือสร้างเป็นกำแพงคอนกรีตบ้าง เช่นแนวคันกั้นน้ำของเทศบาลอำเภอปากเกร็ด เทศบาลตำบลบ้านใหม่ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการป้องกันน้ำไหลเข้าท่วมในเขตอำเภอและตำบล หรือในบางกรณีเป็นถนน เช่น แนวถนนพิบูลสงคราม ซึ่งเลียบริมแม่น้ำตลอดแนวตั้งแต่ อ.เมืองนนทบุรี ไปจนถึงเขตต่อกับ กทม.เป็นคันกั้นน้ำที่มีความสูงกว่า 2 เมตร เพื่อกั้นน้ำที่สูงขึ้นจากการเข้ามาท่วมส่วนใน
ปัญหาของแนวคันกั้นสองฝั่งเจ้าพระยา ถ้าพิจารณาจากเหตุการณ์ในปีนี้ สถานการณ์ในบริเวณคันกั้นน้ำสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาดูจะมีปัญหาน้อยที่สุด ปัญหาหลักคือ มีคันกั้นน้ำแตกในพื้นที่ด้านฝั่ง กทม. 2 ครั้ง คือบริเวณท่าน้ำเขียวไข่กาโรงเรียนราชินีบน และบริเวณเยาวราช ซึ่งทั้งสองส่วนก็สามารถเสริมกระสอบทรายได้ทัน และสูบน้ำออกได้ภายในเวลา 24 ชั่วโมง ส่วนฝั่งธนบุรีมีน้ำท่วมเนื่องจากคันกั้นน้ำริมแม่น้ำฝั่งถนนจรัญสนิทวงศ์แตก 2 จุด ทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่บางพลัดและบางส่วนของบางกอกน้อย เนื่องจากสภาพที่มีประชาชนหนาแน่น การเข้าไปปิดจุดที่แตกทำได้ลำบากกว่า ทำให้มีน้ำจำนวนมากทะลักเข้ามาท่วมพื้นที่ถนนจนถึงสะพานพระปิ่นเกล้าและไกลไปจนถึงตลิ่งชัน ทำให้มีสภาพน้ำท่วมขังประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากปิดทางน้ำเข้าได้ เร่งสูบน้ำออก ก็ทำให้ระดับน้ำลดลงได้
ปัญหาท่อระบายน้ำ ปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือ ท่อระบายน้ำซึ่งอาจจะบอกได้ว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย เนื่องจากผังท่อระบายน้ำของ กทม.ไม่เป็นระเบียบ เมื่อน้ำเข้าท่วม การไหลของน้ำจึงไม่ค่อยสะดวก ทำให้เราเห็นทิศทางของน้ำได้ชัดเจนดังที่เห็นในถนนวิภาวดี ถ้าการระบายน้ำดี น้ำจะกระจายตัวไปได้ไกล แต่จุดนี้ก็เป็นข้อเสีย ถ้าน้ำกระจายได้ดีก็จะทำให้ช่วยการระบายออกจากพื้นที่ได้ง่าย ทางด้านตะวันตก จะสังเกตได้ว่าน้ำที่ท่วมด้านในของฝั่งธนบุรี (บางพลัดและบางส่วนของบางกอกน้อย) น้ำที่เข้าไหลลงท่อและกระจายไปได้ไกล
แนวทางแก้ไข ส่วนนี้ทำได้โดยการเพิ่มความแข็งแรงให้กับแนวพนังที่มีอยู่และปรับระดับให้สูงขึ้นอีกเล็กน้อย เพราะนอกจากจะกันน้ำเข้าในช่วงน้ำขึ้นสูงสุดแล้ว ยังสามารถใช้เป็นแนวกั้นเพื่อใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแก้มลิงในการระบายน้ำช่วงที่น้ำลดได้ด้วย ควรวางแผนเสริมคันออกไปถึงพื้นที่ จ.นนทบุรี เช่น ข้อเสนอของนายกเทศมนตรีนนทบุรีให้สร้างถนนเลียบแนวแม่น้ำเจ้าพระยาลักษณะเดียวกับถนนพิบูลสงคราม เพื่อเป็นแนวกั้นฝั่งตะวันตก (บางกรวย, บางบัวทอง) โดยควรวางแผนให้ยาวไปจนเชื่อมกับคลองพระยาบันลือ และออกแบบให้เป็นทั้งคันกั้นน้ำและทางระบายน้ำออก โดยเชื่อมแนวคลองพระยาบันลือจากแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนถึงแม่น้ำท่าจีนในฝั่งตะวันตกและรังสิตไปสู่นครนายกและแม่น้ำบางปะกงในฝั่งตะวันออก นอกจากจะเป็นแนวคันกั้นแล้ว ยังใช้เป็นแนวบังคับให้น้ำไหลในพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาด้วย
การระบายน้ำผ่านลำคลองในเขต กทม. ปัญหาพิเศษที่เกิดขึ้นในปีนี้คือ มีน้ำทะลักผ่านประตูน้ำรังสิตเข้าท่วมพื้นที่ดอนเมือง เนื่องจากแนวคันกั้นน้ำแตกแล้วไม่สามารถปิดได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ตอนบนของ กทม. แล้วทะลักเข้าคลองประปา เรื่อยลงมาถึงดอนเมือง และลงมาจนถึงห้าแยกลาดพร้าว จนต้องแก้ไขด้วยการนำกระสอบทรายขนาดใหญ่ไปตั้งแนวกั้นที่บริเวณถนนวิภาวดีเพื่อชะลอหรือลดน้ำที่เข้าสู่ กทม. และเร่งสูบออกที่คลองบางเขนและคลองบางซื่อ แต่ก็ติดขัดปัญหาคือ ข้อแรกคลองเปรมประชากรถูกรุกล้ำจนมีขนาดเล็กลง ไม่เพียงพอต่อการระบายน้ำออกจากเขตดอนเมือง ข้อต่อมา คลองสาขาที่แยกจากคลองเปรมประชากรมาและตัวคลองเปรมประชากรเองมีอุปสรรคมาก และต้องลอดผ่านใต้คลองประปา ซึ่งทำให้อัตราการไหลของน้ำต่ำ น้ำไม่สามารถไหลไปสู่สถานีสูบที่
บางเขนและบางซื่อได้เร็วพอ การระบายน้ำผ่านไปยังสถานีสูบน้ำที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาทำได้ยาก ซึ่งหากระบบระบายน้ำใน กทม.ไปยังสมุทรปราการและสถานีสูบน้ำต่างๆ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขังได้อย่างดี ดังนั้นแนวทางของการแก้ไขส่วนหนึ่งคือต้องสร้างแนวทางเชื่อมระบบคลองใน กทม.ให้มีประสิทธิภาพในการผันน้ำจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เช่น การระบายน้ำออกจากพื้นที่รังสิต ดอนเมือง บางเขน ต้องอาศัยคลองเปรมประชากรเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันคลองเปรมประชากรมีสภาพตื้นเขิน และมีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ ดังนั้น (1) ต้องขุดลองคลองเปรมประชากรและบริหารจัดการบริเวณที่มีการรุกล้ำ เพื่อเพิ่มอัตราการไหล ขณะเดียวกันคลองเปรมประชากรระบายน้ำผ่านคลองสาขา ที่ผ่านพื้นที่ปากเกร็ด ได้แก่ คลองบ้านใหม่ คลองบางตลาด และในเขต กทม. คือ คลองบางเขน คลองบางซื่อ และคลองลาดพร้าว ซึ่งสี่คลองในนี้ต้องผ่านแนวคลองประปาโดยการผ่านท่อลอดใต้คลองประปา ซึ่งมีอัตราการไหลต่ำกว่า ทำให้การระบายน้ำทำได้ช้าเมื่อเทียบกับกำลังการสูบที่ปากคลองบางเขนและบางซื่อ (2) ดังนั้นถ้าขยายอุโมงค์ลอดใต้คลองประปาเพื่อเพิ่มอัตราการไหลในคลองบางเขนและคลองบางซื่อ จะช่วยให้การระบายน้ำทำได้ดีขึ้น ขณะที่คลองบ้านใหม่และคลองบางตลาดนั้นเป็นคลองที่อยู่ในพื้นที่ จ.นนทบุรี ดังนั้นหากจะใช้เป็นทางช่วยระบายน้ำ ต้องแน่ใจว่าสามารถทำได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อคนในพื้นที่ อาจทำได้โดย (3) ขุดลอกคลองบ้านใหม่และคลองบางตลาดให้มีความลึกมากขึ้น และอาจจะต้องทำเขื่อนริมตลิ่งในพื้นที่ที่ทำได้เพื่อเสริมความแข็งแรงของตลิ่ง สร้างประตูระบายน้ำบริเวณรอยต่อระหว่างเขตจังหวัดเพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลผ่านให้พอเหมาะต่อการระบาย และเข้าไปช่วยเพิ่มศักยภาพการสูบน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาของพื้นที่ปากเกร็ด เพื่อช่วยการระบายน้ำผ่านพื้นที่ (4) ขุดลอกคลองลาดพร้าวเพื่อเพิ่มกำลังการไหลผ่านมายังคลองแสนแสบและต้องวางแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อใช้คลองแสนแสบให้ได้เต็มประสิทธิภาพ เหตุการณ์ที่เป็นอยู่ในครั้งนี้คือไม่สามารถระบายน้ำผ่านคลองแสนแสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฝั่งที่ผ่านพื้นที่ส่วนกลาง กทม.ไม่ได้มีการใช้อย่างเป็นรูปธรรม
กทม.ต้องปรับทัศนคติของการบริหารจัดการและแนวคิดต่อจังหวัดปริมณฑล ไม่ใช่ว่าจะดูแลแต่พื้นที่ตัวเอง เช่น การสร้างคันกั้นน้ำไปจบอยู่แค่สิ้นสุดหลักเขตที่เขตทวีวัฒนา ทั้งที่หากจะขยายขนาดต่อไปเพียงเล็กน้อยก็จะช่วยป้องกันเหตุที่เกิดขึ้นได้มาก อย่าลืมว่าประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในเขตปริมณฑล คือ ประชาชนที่ทำงานอยู่ใน กทม. การป้องกันปัญหาในเขตของปริมณฑลก็เป็นการแก้ปัญหาให้กับประชาชนที่เข้ามาทำงานใน กทม.ด้วย และเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดใน กทม.ด้วย ดังนั้นหาก กทม.เข้าไปร่วมจัดการแผนป้องกันน้ำในพื้นที่ปริมณฑลก็จะเท่ากับป้องกันพื้นที่ กทม.ด้วย ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับในสิทธิของปริมณฑล ไม่ใช่ว่าต้องทำตามที่ กทม.ต้องการเสมอไป การแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยความเป็นธรรมเพื่อให้เป็นที่พอใจทั้งสองฝ่ายจึงจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ปัญหาน้ำท่วมในครั้งนี้แสดงว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ปริมณฑลหลายแห่งมีความเข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์ต่อปัญหาน้ำท่วมดีกว่า กทม. เช่น องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหม่ เทศบาลลองเปรมประชากร ระบายน้ำผ่านนครปากเกร็ด เทศบาลนครนนทบุรี เทศบาลหลักหก ซึ่งดำเนินการเตรียมการเกี่ยวกับคันกั้นน้ำมาตั้งแต่เดือน ก.ค. และประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาจนไม่มีน้ำท่วมในพื้นที่ แต่เนื่องจากการที่มีพื้นที่ติดกับ กทม.ในส่วนที่มีน้ำท่วม การจะระบายน้ำเข้าไปในพื้นที่ กทม.ควรคำนึงถึงสิทธิของท้องถิ่นด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ องค์กรส่วนท้องถิ่นต่างๆ ต่างหากที่ประสานงานกันเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ กทม.ในพื้นที่ใกล้เคียง หาก กทม.ละวางซึ่งแนวคิดและประสานงานกับเทศบาลเหล่านี้ตั้งแต่ต้น ปัญหาหลายๆ อย่างในช่วงน้ำท่วมที่มีก็จะไม่เกิดขึ้น
&<2288;







