
1 ปีฟูกุชิมา บทเรียนที่โลกไม่มีวันลืม
การระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา อันเนื่องมาจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางตะวันออกของประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2554
โดย...วรธาร ทัดแก้ว
การระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา อันเนื่องมาจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางตะวันออกของประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2554 ได้สร้างความเสียหายต่อชาวญี่ปุ่น ทั้งยังมีผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติ แม้เหตุการณ์วันนั้นจะล่วงผ่านมาแล้วเป็นเวลา 1 ปีเศษๆ แต่อุบัติภัยครั้งนั้นก็ได้ฝากบทเรียนไว้หลายอย่างให้โลกต้องจดจำอย่างไม่มีวันลืม เมื่อต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มกรีนพีซได้จัดงานเพื่อรำลึกถึงฟูกุชิมา พร้อมกับพูดคุยเรื่องบทเรียนจากฟูกุชิมาที่ทุกๆ คนควรตระหนักรับรู้ ถ้าหากมีอุบัติภัยนิวเคลียร์เกิดขึ้นอีกครั้ง
แผนการฉุกเฉินและการอพยพ
ในการอพยพผู้คนออกจากพื้นที่ สิ่งสำคัญจะต้องรู้ก่อนว่ากัมมันตรังสีและความร้ายแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่อยู่ในระดับใด ญี่ปุ่นได้ใช้โปรแกรมที่ได้รับการออกแบบเพื่อคาดการณ์กัมมันตรังสี ซึ่งสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ 79 ชั่วโมง เรียกว่า สปีดี (Speedi) ซึ่งมีมูลค่า 170 ล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่วันแรกของการระเบิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา แต่การทำงานของโปรแกรมนี้ยังไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร
จริยา เสนพงศ์ผู้ประสานงานพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซประเทศไทย บอกว่า โรงเรียนคาริโนะเป็นหนึ่งที่ที่โปรแกรมสปีดีไม่ได้บอกว่าจะมีกัมมันตรังสีพัดผ่าน แต่ ณ วันที่เกิดเหตุโรงเรียนแห่งนี้กลับถูกใช้เป็นศูนย์อพยพชั่วคราวจนทำให้ประชาชนได้รับการปนเปื้อนกัมมันตรังสีในปริมาณที่สูง แต่ต่อมาภายหลังโปรแกรมนี้ก็ได้ระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อันตราย
เธอกล่าวว่า นอกจากนี้ข้อมูลที่โปรแกรมนี้ทำออกมาว่าพื้นที่ไหนมีกัมมันตรังสีพัดผ่านก็ไม่ได้รับการตีพิมพ์ในทันที ประกอบกับระหว่างเกิดเหตุการณ์การรับรู้ข่าวสารเป็นเรื่องยาก เนื่องจากไฟฟ้าไม่มีและโทรศัพท์ติดต่อก็ไม่ได้ ประชาชนได้แต่อยู่ในบ้าน ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการปนเปื้อนกัมมันตรังสีและถ้าอพยพจะต้องไปที่ไหน
ในการกำหนดค่าการปนเปื้อนกัมมันตรังสีก็มีความผิดพลาดเกิดขึ้นให้เห็น เมื่อญี่ปุ่นใช้คู่มือการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งในคู่มือได้ระบุค่ามาตรฐานในการกำหนดให้มีการชำระการปนเปื้อนกัมมันตรังสีจากน้อยกว่า 1.3 หมื่นซีพีเอ็ม (Countsper Minute : cpm) มาเป็น 1 แสนซีพีเอ็ม ด้วยเกรงว่าหากใช้มาตรฐานเดิมจะมีผู้ที่ต้องรับการชำระการปนเปื้อนกัมมันตรังสีจำนวนมาก
“ถ้าจินตนาการจาก 1.3 หมื่นซีพีเอ็ม มาถึง 1 แสนซีพีเอ็ม แสดงว่าต้องมีคนจำนวนมากที่หายไปไม่ได้เข้ามาอยู่ที่ศูนย์อพยพ ซึ่งคนพวกนี้ต้องรับภาระของตัวเอง นี่คือช่องว่างของแผนฉุกเฉินในการอพยพ”
จริยา ย้ำว่า การกำหนดค่ากัมมันตรังสีสูงกว่าค่ามาตรฐานสากล ถือเป็นปัญหาในการอพยพอย่างมาก เช่น ในกรณีของเด็กที่ได้รับสารกัมมันตรังสี ทางญี่ปุ่นได้กำหนดค่าความสูงสุดไว้ที่ 20 มิลลิซีเวิร์ตต่อปี (มิลลิซีเวิร์ตเป็นหน่วยวัดปริมาณรังสีที่มากระทบตัวมนุษย์) แต่สุดท้ายวันที่เจอเหตุการณ์จริงๆ ญี่ปุ่นปรับขึ้น 100 มิลลิซีเวิร์ต เท่ากับระดับกัมมันตรังสีที่จะใช้กับคนทำงานในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
เธอบอกว่า การเกิดอุบัติภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมามีประชากรมากกว่า 1.5 แสนคน ที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่ทั้งหมด โดยแบ่งโซน 20 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้าจะได้รับการอพยพออกก่อน จากนั้น 30 กิโลเมตร แต่ในความเป็นจริง ไกลจากนี้ก็มีความเสี่ยงและประชาชนในพื้นที่ก็ยังไม่ถูกอพยพจากพื้นที่ทั้งหมด
“หมู่บ้านอิตาเตะน่าจะหนักสุด ทั้งที่อยู่ห่างจากโรงไฟฟ้า 40 กิโลเมตร แต่ระดับกัมมันตรังสีอยู่ที่ 13.26 ไมโค
รซีเวิร์ต ซึ่งสูงมาก แต่ในช่วงเกิดเหตุผ่านมาหลายวันยังไม่มีการอพยพคนออกจากพื้นที่ นี่คือปัญหา”ผู้ประสานงานพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศระบุ
การปนเปื้อนและการขจัด
จริยา บอกว่า การคำนวณปริมาณกัมมันตรังสีต่อพื้นดินที่ได้รับผลกระทบ ถ้ามากกว่า 1 ล้านมิลลิซีเวิร์ตต่อปี รัฐบาลจะต้องขุดหน้าดินออก ซึ่งพื้นที่ประมาณการที่รัฐต้องจัดการอยู่ที่ 1.3 หมื่นตารางกิโลเมตร แต่ปัญหาคือ ดินจำนวนมหาศาลจะไปอยู่ที่ไหน เป็นประเด็นที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน นอกจากนี้ที่ฟูกุชิมาเป็นพื้นที่ป่า 70%ก็มีการปนเปื้อนในใบไม้จำนวนมาก เป็นโจทย์ที่รัฐบาลกำลังหาทางออก
สำหรับในพื้นที่การปนเปื้อนและการขจัดกัมมันตรังสี รัฐบาลมีการกำหนดนโยบายไว้ดังนี้ ถ้าระดับกัมมันตรังสีน้อยกว่า 20 มิลลิซีเวิร์ต แต่ไม่เกิน 50 มิลลิซีเวิร์ต จะประกาศเป็นเขตหวงห้ามก่อน หลังจากนั้นจะทำการฟื้นฟูให้ได้มากที่สุด อีกระดับหนึ่งคือ ต่ำกว่า 20 มิลลิซีเวิร์ตต่อปี จะฟื้นฟูให้เร็วที่สุด เพื่อให้ชาวบ้านได้กลับเข้าไปในพื้นที่ ใช้ชีวิตได้อย่างปกติ
จริยา บอกว่าการปนเปื้อนกัมมันตรังสีที่ร้ายแรงมากคือเกิน 1 ซีเวิร์ต (sievert) (1 ซีเวิร์ต เท่ากับ 1,000 มิลลิซีเวิร์ต-Millisievert-msv)ถ้าเกินจำนวนนั้นไปจะบ่งบอกอาการป่วยที่เกิดจากกัมมันตรังสี หากรับในระดับต่ำ เซลล์จะถูกทำลาย แต่ที่น่าระวังคือเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีของญี่ปุ่นที่ได้รับการปนเปื้อนกัมมันตรังสีจะมีปัญหาในเรื่องของเซลล์พิการที่จะมาผลิตใหม่
นอกจากนี้ ในการได้รับโปแตสเซียมไอโอดีนของคนญี่ปุ่นจะต้องเชื่อมโยงกับการประกาศของรัฐบาล คือ ถ้าความเข้มข้นของกัมมันตรังสีในพื้นที่หนักอยู่ในระดับที่รัฐประกาศ ถึงจะมีสิทธิได้กินไอโอดีน พื้นที่ไหนที่รัฐบาลไม่ประกาศ ถึงมียาในสต๊อกก็จ่ายให้ไม่ได้ แต่มีบางพื้นที่มีการฝ่าฝืนให้โดยที่ไม่ต้องรอคำสั่งจากรัฐบาล เนื่องจากเขาได้ทำการตรวจวัดค่าด้วยตัวเองและเพื่อคุ้มครองประชาชน
การต่อสู้เพื่อค่าชดเชย
ที่ผ่านมาก่อนเกิดวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การออกมาเรียกร้องสิทธิของคนญี่ปุ่นอาจไม่ค่อยได้เห็น เนื่องด้วยวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นเอง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์นี้ คนญี่ปุ่นได้ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเองและลูกหลานของตน ไม่ว่ากลุ่มผู้ปกครองในโรงเรียน กลุ่มชาวบ้านทำเกษตร ประมง ในพื้นที่ ต่างลุกขึ้นมาใช้สิทธิของตัวเองมากขึ้น
ในกรณีบริษัทเทปโคเจ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ถือเป็นบทเรียนของคนญี่ปุ่น เพราะมีการคาดหวังว่าคนในฟูกุชิมาอย่างน้อยจะต้องได้รับค่าชดเชยทั้งหมด แต่ปรากฏว่าไม่ เพราะหลังเกิดเหตุรัฐบาลออกมาประกาศว่าคนที่ออกจากบ้านโดยสมัครใจจะไม่มีสิทธิรับค่าชดเชย
“มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งออกจากพื้นที่ไปก่อนการประกาศของรัฐบาล เพราะพวกเขาตรวจเจอกัมมันตรังสีด้วยเครื่องวัดที่ซื้อมาเอง จะไม่ได้รับค่าชดเชย แต่ต่อมาคณะที่ปรึกษารัฐบาลญี่ปุ่นได้ทักท้วงแกมบังคับให้รัฐบาลรับผิดชอบ อย่าละเว้นว่าเป็นความสมัครใจและไม่สมัครใจ เพราะทุกคนได้รับผลกระทบเท่าเทียมกัน โดยอิงกับบริเวณที่อพยพ จนรัฐบาลยอมลดเงื่อนไขนี้ไป”
ในการรับค่าชดเชยไม่ใช่ทุกพื้นที่ที่ประกาศจะได้รับค่าชดเชย พื้นที่นั้นๆ ต้องมีการตรวจวัดการตกกระทบของกัมมันตรังสี 1 ปีต้องได้ถึง 20 ล้านมิลลิซีเวิร์ต ถ้าได้ 19.9 บริเวณนั้นจะไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการกรอกเอกสารขอรับเงินชดเชยจากบริษัทเทปโค ซึ่งมีจำนวนมาก ทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงการชดเชย
การทับซ้อนของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์
จริยา บอกว่า อุตสาหกรรมนิวเคลียร์คือยักษ์ใหญ่อยู่เบื้องหลัง และสำนักงานนิวเคลียร์สากลของไอเออีเอคือผู้สนับสนุนการใช้พลังงานนิวเคลียร์ รวมทั้งวางมาตรการความปลอดภัยของเรื่องนิวเคลียร์ รัฐบาลของแต่ละประเทศที่ให้กำเนิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีความทับซ้อนของผลประโยชน์เกิดขึ้น
“มีกฎหมายหลายๆ ตัวของญี่ปุ่นที่มาบังคับใช้กับบริษัทอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับเทปโค ออกมา หลังจากที่มีการอนุมัติให้เกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้นแล้ว มาตรการหลายๆ อย่างในการคุ้มครองจากอุบัติภัยที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุระเบิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมาเกิดขึ้นแล้ว นอกจากนี้ก็มองได้ว่ารัฐบาลมีการอุ้มชูธุรกิจนิวเคลียร์กับเทปโค เพราะที่ผ่านมารัฐบาลได้ทำหนังสือถึงเทปโคให้รายงานเรื่องของความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมาในอนาคต ว่าหากสึนามิเกิดขึ้น เทปโคจะต้องแก้ไขอะไรตรงจุดไหนบ้าง
“ก่อนเกิดมหันตภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ได้มีรายงานความไม่ปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้ว ทั้งสหรัฐก็เตือนญี่ปุ่นให้ระวังสึนามิที่จะเกิดผลกระทบต่อโรงไฟฟ้า แต่การเพิกเฉยที่เกิดขึ้น การอะลุ้มอล่วยระหว่างอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ ภาครัฐ และไอเออีเอ ก็ส่งผลกระทบเมื่อวันที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น”
จริยา บอกอีกว่า มีปัญหาหนึ่งที่น่าคิดคือการขาดแคลนอาหาร ญี่ปุ่นจะต้องวางแผนการเพาะปลูกในอนาคตใหม่ เพราะต้องขุดหน้าดินที่ปนเปื้อนกัมมันตรังสีจำนวนมหาศาลออก
คนญี่ปุ่นเปลี่ยนไปแล้ว
ผู้ประสานงานพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สรุปว่าหลังเกิดเหตุที่ฟูกุชิมา อุตสาหกรรมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในหลายประเทศชะงักลง เช่น อินเดีย หากมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุด จะอยู่ที่ประมาณ 1.9 หมื่นเมกะวัตต์ แต่หลังเกิดเหตุที่ฟูกุชิมา ทั่วโลกได้คัดค้านจนโครงการนี้ถูกระงับไป
สำหรับญี่ปุ่น จริยา บอกว่า ปกติจะมีการใช้ไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ที่เปิดเตาใช้ประมาณ54 เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ฟูกุชิมา ญี่ปุ่นใช้พลังงานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพียง 3 เตา ซึ่งจากวันนั้นถึงวันนี้ญี่ปุ่นก็ยังขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไปได้ ซึ่งก็ต้องดูต่อไปว่าญี่ปุ่นจะสามารถก้าวข้ามอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ได้หรือไม่ และญี่ปุ่นจะใช้ไฟฟ้าจากไหน หากไม่ใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
“จะเห็นว่าตั้งแต่ปี 2553 มีการใช้พลังงานลมและแสงอาทิตย์ทดแทนพลังงานจากนิวเคลียร์ โดยเฉพาะพลังงานลมโตเร็วมาก สิ่งนี้น่าสนใจและกรีนพีซได้เสนอรายงานไปยังรัฐบาลญี่ปุ่นในเรื่องของแผนปริวรรตพลังงาน ต้องการให้รัฐบาลมุ่งเน้นศึกษาศักยภาพพลังงานหมุนเวียนที่มีในญี่ปุ่นซึ่งต้องดูว่าญี่ปุ่นจะสามารถก้าวข้ามอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ไปได้หรือไม่ ต้องติดตามต่อไป”
ด้านธารา บัวคำศรีผู้อำนวยการรณรงค์กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวเสริมว่า มีการคาดการณ์ว่าในฤดูร้อนที่จะมาถึงนี้ญี่ปุ่นจะไม่มีไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ และถึงตอนนี้ญี่ปุ่นได้เปลี่ยนไปแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้เปลี่ยนจากนโยบายข้างบน แต่คนญี่ปุ่นได้เปลี่ยนและผลักดันอะไรไปมาก
เหตุการณ์ที่ฟูกุชิมาครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่คนทั้งโลกไม่ต้องการจะเห็นอีกต่อไปในอนาคต เพราะตลอดเวลา 25 ปีที่ผ่านมา เราก็เจ็บปวดกับเหตุการณ์ทำนองนี้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลในยูเครนยังคอยหลอกหลอนไม่หาย ประเทศต่างๆ ที่แม้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะไม่ได้สร้างขึ้นในเร็วๆ นี้ แต่หลายประเทศก็มีความพยายามผลักดันให้เกิดขึ้น ก็ควรจะต้องคิดและศึกษาให้รอบด้าน
เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างฟูกุชิมาและเชอร์โนบิลแล้ว จากที่มีคุณอนันต์ก็เปลี่ยนเป็นโทษมหันต์ และไม่อาจชดเชยได้กับความสูญเสียและโรคภัยไข้เจ็บที่จะเกิดตามมา







