posttoday
ปุจฉาจากรศ.ดร.ภาวดี กรณีการวางเฉยกับอุเบกขาธรรม (จบ)

ปุจฉาจากรศ.ดร.ภาวดี กรณีการวางเฉยกับอุเบกขาธรรม (จบ)

06 เมษายน 2555

การไม่สงเคราะห์ต่อกันก็เป็นการทำบาป เช่น เราควรแก่การสงเคราะห์ผู้อื่นได้ แต่เราไม่สงเคราะห์ และที่สุดการไม่สงเคราะห์ของเรานั้น

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

การไม่สงเคราะห์ต่อกันก็เป็นการทำบาป เช่น เราควรแก่การสงเคราะห์ผู้อื่นได้ แต่เราไม่สงเคราะห์ และที่สุดการไม่สงเคราะห์ของเรานั้น ทำให้บุคคลเหล่านั้นพบกับความหายนะ... ถามว่า สำนึกของคนคนนั้น รู้หรือไม่ว่าเขาหายนะ เพราะการไม่ช่วยเหลือของคนคนนั้น... เขารู้ แต่ขณะนั้น เพราะความไม่รู้ควบคุมอยู่ ทำให้เขาทำสิ่งที่ไม่ควร แล้วผลกรรมเกิดหรือไม่... เกิด... เกิดเพราะเขาไม่ช่วยเหลือผู้อื่น ...ด้วยผลกรรมดังกล่าวนั้น เมื่อถึงกาลที่เขาควรแก่การได้รับการสงเคราะห์ เขาก็จะไม่ได้รับการสงเคราะห์จากผู้ที่ควรสงเคราะห์เขาเช่นเดียวกัน
...กระทำสิ่งใดย่อมได้รับผลสิ่งนั้น ทั้งปัจจุบันและเบื้องหน้า ทั้งเปิดเผยและปกปิด... เราทำสิ่งนี้ วันหน้าก็มีคนทำสิ่งนี้กับเราเช่นเดียวกัน
คนคนหนึ่งเดินทางขับรถไป เห็นเต่าคลานขึ้นบนถนน จอดรถเบรกไว้ ใช้เวลาประมาณ ๕ นาที ๑๐ นาที ค่อยๆ อุ้มเต่าลงปล่อยในน้ำ แล้วขับรถต่อไป ๑๐ นาทีดังกล่าว ทำให้คนคนนั้นรอดพ้นจากอุบัติภัยข้างหน้า ถ้าใน ๑๐ นาทีนั้น เขาไม่สละเวลาช่วยเต่า ใน ๑๐ นาทีนั้น เขาจะต้องชนกับรถข้างหน้า ซึ่งรถอีกคันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุอยู่ ณ เวลาขณะนั้น... แต่นี่ เพราะเขาสงเคราะห์ในผู้อื่น บุญนั้นเกิดขึ้น จึงทำให้เขาพ้นภัยใน ๑๐ นาทีนั้นที่เขาชะลอรถ นี่คือ เรื่องที่เกิดขึ้นจริง... มันมีอะไรมากมายที่ละเอียดและประณีตของความสงเคราะห์ ความควร ความเหมาะ
ฉะนั้น เรื่องของอุเบกขาและการวางเฉยนั้น ต้องดูนัยของสติปัญญา เป็นคำตอบสุดท้าย... ถ้าสติปัญญาควบคุมอยู่ การวางเฉยนั้นก็มีประโยชน์ ถ้าขาดสติปัญญา ก็อับปัญญา เมื่ออับปัญญา อะไรๆ ก็ผิดหมด
เพราะขาดปัญญา เพราะขาดสติ มนุษย์จึงวุ่นวาย ไม่รู้จักการกระทำที่ถูกที่ควร และที่สุดเป็นผู้ที่ปฏิเสธศีลธรรมอย่างสิ้นเชิง... ตรงนี้เกิดขึ้นมากในสังคมยุคปัจจุบันที่วางเฉยอย่างขาดสติปัญญา เพราะเห็นแก่ตัว... มนุษย์พวกนี้คือจอมปลวกและหัวตอที่ไม่มีประโยชน์ และรกรุงรังโลก พระพุทธศาสนาจึงพยายามทำให้มนุษย์ไม่เป็นหัวตอ ไม่เป็นจอมปลวก ให้รู้จักความควรความเหมาะในการกระทำทั้งกาย วาจา ใจ เรียกว่า ให้สุจริต ๓ เกิดขึ้น เมื่อสุจริต ๓ เกิดขึ้นทาง กาย วาจา ใจ แล้ว สติย่อมเจริญขึ้น เมื่อสติมี ปัญญาเกิด เมื่อสติปัญญาเกิด ความสิ้นทุกข์ย่อมเป็นไปได้ เพราะความเข้าใจความจริงในธรรมชาติทั้งปวงว่า “มันเป็นเช่นนี้”
“ความเป็นเช่นนี้” คือ ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย... เมื่อเหตุปัจจัยมีอยู่ ธรรมมีอยู่... เมื่อเหตุปัจจัยสิ้นไป ธรรมสิ้นไป การเข้าถึงชั้นความจริงดังกล่าว จึงทำให้เกิดอุเบกขาธรรม...
อุเบกขาธรรม คือ จิตที่เป็นกลาง ตั้งมั่นอย่างมีสติปัญญา ไม่เข้าไปเสพในความเกี่ยวเนื่องกับโลก ทั้งรักและชัง เพื่อให้มีสติปัญญากับการประพฤติชอบ เกิดสัมมาปฏิบัติที่ชอบ...ส่วนการวางเฉยนั้น คือ การไม่ปฏิบัติ ถ้าการวางเฉยนั้น ไม่ปฏิบัติในสิ่งที่ชอบนั้น ฐานจิตมาจากความอับปัญญา...จึงให้ความหมายนัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
 ขอเจริญพร
...กระทำสิ่งใดย่อมได้รับผลสิ่งนั้น ทั้งปัจจุบันและเบื้องหน้า ทั้งเปิดเผยและปกปิด... เราทำสิ่งนี้ วันหน้าก็มีคนทำสิ่งนี้กับเราเช่นเดียวกัน

คนคนหนึ่งเดินทางขับรถไป เห็นเต่าคลานขึ้นบนถนน จอดรถเบรกไว้ ใช้เวลาประมาณ ๕ นาที ๑๐ นาที ค่อยๆ อุ้มเต่าลงปล่อยในน้ำ แล้วขับรถต่อไป ๑๐ นาทีดังกล่าว ทำให้คนคนนั้นรอดพ้นจากอุบัติภัยข้างหน้า ถ้าใน ๑๐ นาทีนั้น เขาไม่สละเวลาช่วยเต่า ใน ๑๐ นาทีนั้น เขาจะต้องชนกับรถข้างหน้า ซึ่งรถอีกคันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุอยู่ ณ เวลาขณะนั้น... แต่นี่ เพราะเขาสงเคราะห์ในผู้อื่น บุญนั้นเกิดขึ้น จึงทำให้เขาพ้นภัยใน ๑๐ นาทีนั้นที่เขาชะลอรถ นี่คือ เรื่องที่เกิดขึ้นจริง... มันมีอะไรมากมายที่ละเอียดและประณีตของความสงเคราะห์ ความควร ความเหมาะ

ฉะนั้น เรื่องของอุเบกขาและการวางเฉยนั้น ต้องดูนัยของสติปัญญา เป็นคำตอบสุดท้าย... ถ้าสติปัญญาควบคุมอยู่ การวางเฉยนั้นก็มีประโยชน์ ถ้าขาดสติปัญญา ก็อับปัญญา เมื่ออับปัญญา อะไรๆ ก็ผิดหมด

เพราะขาดปัญญา เพราะขาดสติ มนุษย์จึงวุ่นวาย ไม่รู้จักการกระทำที่ถูกที่ควร และที่สุดเป็นผู้ที่ปฏิเสธศีลธรรมอย่างสิ้นเชิง... ตรงนี้เกิดขึ้นมากในสังคมยุคปัจจุบันที่วางเฉยอย่างขาดสติปัญญา เพราะเห็นแก่ตัว... มนุษย์พวกนี้คือจอมปลวกและหัวตอที่ไม่มีประโยชน์ และรกรุงรังโลก พระพุทธศาสนาจึงพยายามทำให้มนุษย์ไม่เป็นหัวตอ ไม่เป็นจอมปลวก ให้รู้จักความควรความเหมาะในการกระทำทั้งกาย วาจา ใจ เรียกว่า ให้สุจริต ๓ เกิดขึ้น เมื่อสุจริต ๓ เกิดขึ้นทาง กาย วาจา ใจ แล้ว สติย่อมเจริญขึ้น เมื่อสติมี ปัญญาเกิด เมื่อสติปัญญาเกิด ความสิ้นทุกข์ย่อมเป็นไปได้ เพราะความเข้าใจความจริงในธรรมชาติทั้งปวงว่า “มันเป็นเช่นนี้”

“ความเป็นเช่นนี้” คือ ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย... เมื่อเหตุปัจจัยมีอยู่ ธรรมมีอยู่... เมื่อเหตุปัจจัยสิ้นไป ธรรมสิ้นไป การเข้าถึงชั้นความจริงดังกล่าว จึงทำให้เกิดอุเบกขาธรรม...

อุเบกขาธรรม คือ จิตที่เป็นกลาง ตั้งมั่นอย่างมีสติปัญญา ไม่เข้าไปเสพในความเกี่ยวเนื่องกับโลก ทั้งรักและชัง เพื่อให้มีสติปัญญากับการประพฤติชอบ เกิดสัมมาปฏิบัติที่ชอบ...ส่วนการวางเฉยนั้น คือ การไม่ปฏิบัติ ถ้าการวางเฉยนั้น ไม่ปฏิบัติในสิ่งที่ชอบนั้น ฐานจิตมาจากความอับปัญญา...จึงให้ความหมายนัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ขอเจริญพร

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท