
อย่าให้ความกังวลบั่นทอนใจ
จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต พบว่า ปัญหาทางด้านจิตใจที่พบบ่อยที่สุด 12-15%
โดย...วรธาร ทัดแก้ว / ภาพ ไม่มีเครดิต
จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต พบว่า ปัญหาทางด้านจิตใจที่พบบ่อยที่สุด 12-15% เป็นผู้ที่มีความวิตกกังวลและโรคซึมเศร้า ความกังวลใจที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ถือเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่พบได้ปกติ ซึ่งจะเป็นพลังในการกระตุ้นให้ตื่นตัวในการเผชิญปัญหาหรือสถานการณ์ความเครียดต่างๆ และเป็นแรงผลักดันให้เราแก้ปัญหาและคิดพัฒนาสิ่งต่างๆ ได้ แต่ถ้าความวิตกกังวลมากจนเกินไปจนไม่สามารถควบคุมได้อาจส่งผลให้เกิดความเครียด ความทุกข์ใจ ทำให้การดำเนินชีวิตไม่ราบรื่น ไม่มีสมาธิ ประสิทธิภาพการทำงานลดลง มีปัญหาความสัมพันธ์ภายในครอบครัว บางครั้งอาจถึงขั้นฆ่าตัวตาย เนื่องจากหาทางออกไม่ได้
อาการของคนวิตกกังวล
นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล จิตแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า เรื่องของความเครียดและความวิตกกังวลเป็นโรคของยุคสมัยปัจจุบัน และกลายเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งสาเหตุที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการบริโภคข้อมูลข่าวสารที่มากขึ้น ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ทั้งยังมีเรื่องของอาหาร การขาดการออกกำลังกาย การนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ รวมถึงการมีอายุขัยเฉลี่ยที่ยืนยาวขึ้น ทำให้เรื่องของจิตใจ โดยเฉพาะเรื่องความเครียดและความวิตกกังวลกลายเป็นโรคของยุคสมัยใหม่ ทำให้การกิน การนอน สมาธิในการทำงาน และความสัมพันธ์เสียไป ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ลดลง
“ให้ข้อสังเกตว่าผู้ที่มีความวิตกกังวลอาจมีอาการแสดงออกที่แตกต่างกันไป เช่น ตัวเย็น มือเย็น ปากแห้ง เหงื่อออก คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะบ่อย กลืนอาหารลำบาก กระวนกระวาย เหนื่อยง่าย ขาดสมาธิ หงุดหงิดบ่อย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และนอนไม่หลับ ซึ่งส่งผลเสียต่อการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน ควรหันมาดูแลจิตใจและจัดการเรื่องของความเครียด ความกังวล แต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะส่งผลเสียต่อชีวิต”
จิตแพทย์ ระบุว่า ปัจจุบันบางองค์กรได้เริ่มมีการดูแลสุขภาพจิตในที่ทำงานแล้ว เพราะทันทีที่หน่วยงานจัดการดูแลจิตใจให้กับคนทำงานจะมีผลตอบแทนคืนมาในรูปของการที่คนคนนั้นมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น หากพูดในด้านการเงินจะให้ผลตอบแทนกลับคืนมา 513 เหรียญสหรัฐ ในทุกการลงทุน 1 เหรียญสหรัฐ ซึ่งก็แปลว่าการดูแลเรื่องของจิตใจไม่ใช่เป็นเรื่องของการแก้ปัญหา แต่มันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิตและเพิ่มประสิทธิผลของงาน
“ถ้าจัดการความกังวลได้ดีก็จะมีประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีขึ้น สามารถจัดการตัวเอง สามารถสร้างสัมพันธภาพได้ดีในการที่จะทำให้งานประสบผลสำเร็จ เนื่องจากงานปัจจุบันต้องอาศัยความร่วมมือหลายฝ่าย ไม่มีงานงานไหนที่จะสำเร็จโดยใช้สาขาวิชาชีพเดียว การฝึกจัดการตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องความเครียดและความกังวล ก็เป็นเรื่องของการเติมศักยภาพภายในให้นำออกมาใช้ได้ดีขึ้น” นพ.ประเวช อธิบาย
เทคนิคจัดการความกังวลใจ
นพ.ประเวช แนะนำเทคนิคในการจัดการความกังวลใจและความเครียดที่สามารถฝึกได้ด้วยตนเองง่ายๆ 4 ประการ ดังนี้
1.ฝึกทักษะผ่อนคลาย เพราะร่างกายกับจิตใจของคนเราสัมพันธ์กัน ทักษะหนึ่งที่ฝึกได้ง่ายๆ คือ ฝึกการหายใจ ซึ่งมีหลักง่ายๆ ข้อแรก คือ ไม่ต้องตั้งใจมาก เพราะหากตั้งใจมากจะเกร็งและไม่ผ่อนคลาย สอง คือหายใจออกให้ยาวกว่าหายใจเข้า โดยอาจใช้การนับเลขช่วย หายใจเข้านับ 1–2–34 กลั้นไว้ นับ 12 หายใจออก นับ 1–2–3–4–56 สามคือ หายใจเข้าท้องพองออก กลั้นไว้ หายใจออก ท้องแฟบลง หรืออาจใช้วิธีหายใจเข้าให้สุด ออกให้สุด นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคการยืดเหยียด การบริหารร่างกายเพื่อให้ได้กลับมาอยู่กับตัวเอง เพราะเวลาที่คนเราเคลื่อนไหวความคิดจะลดลง ความสงบทางใจก็กลับมา ถ้าฝึกนานพอ รู้สึกเบาโล่ง
2.การจัดการด้านความคิด ซึ่งการระวังความคิดที่ทำให้เรากังวลและเครียด ไม่ไปเผลอคิดมัน รู้ทันมัน ฝึกวิธีคิดที่ช่วยให้เรามีความสุข
3.จัดการปัญหาชีวิต โดยเฉพาะปัญหาความสัมพันธ์ ซึ่งมีส่วนทำให้คนเราเครียดและกังวลได้มาก
4.เรื่องอาหารการกิน เราพบว่าคนที่รับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงจะหงุดหงิดง่าย การควบคุมอารมณ์ต่ำลง เห็นชัดในเด็กที่มีสมาธิ สูตรของการกินอาหารเพื่อสมองเป็นสูตรเดียวกับการกินอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารอะไรที่ดีต่อหัวใจจะดีต่อสมองด้วย กินอาหารเพื่อสุขภาพให้ดี สมองก็จะได้รับประโยชน์ไปด้วย
หากต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถดาวน์โหลดข้อมูลด้านการดูแลสุขภาพจิต แบบทดสอบสอบความเครียด ได้ที่ www.manarom.com หรือต้องการรับคำปรึกษาจากจิตแพทย์ในด้านต่างๆ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-725-9595







