
ปุจฉาจากรศ.ดร.ภาวดี กรณีวางเฉยกับอุเบกขาธรรม (ตอน ๒)
สงเคราะห์ใด ถ้าให้เกิดประโยชน์ เป็นไปเพื่อการบรรเทาทุกข์ สิ้นทุกข์ พึงสงเคราะห์เถิด พึงให้เถิด พึงช่วยเถิด พึงเกื้อกูลเถิด ...
โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส
สงเคราะห์ใด ถ้าให้เกิดประโยชน์ เป็นไปเพื่อการบรรเทาทุกข์ สิ้นทุกข์ พึงสงเคราะห์เถิด พึงให้เถิด พึงช่วยเถิด พึงเกื้อกูลเถิด ... และถ้าสงเคราะห์ใด นำไปสู่ความทุกข์ โทษ ภัย ก็ให้หยุดการสงเคราะห์ หยุดการให้ หยุดการช่วย หยุดการเกื้อกูลต่อกัน
สงเคราะห์ในสิ่งที่ควรสงเคราะห์ และไม่สงเคราะห์ในสิ่งที่ไม่ควรสงเคราะห์ เป็นสัมมาทิฏฐิ... แต่ถ้าสงเคราะห์ในสิ่งที่ไม่ควรสงเคราะห์ และไม่สงเคราะห์ในสิ่งที่ควรสงเคราะห์ เป็นมิจฉาทิฏฐิ นั่นไม่ถูกต้อง เช่น เด็กแบกของหนักมา หรือผู้หญิงกำลังเผชิญภัยอันตราย หรือเกินกำลังที่เขาจะทำได้ มนุษย์ผู้ชายทั้งหลายมีกำลังมากกว่า มีโอกาส มีฐานะ เพียงแค่ยื่นมือไปช่วยเขา เขาก็บรรเทาทุกข์ได้ สิ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่ควรทำ
การสงเคราะห์ต่อกัน จึงทำให้โลกนี้อยู่อย่างมีความสุข...สุข สันติ จึงเกิดขึ้นจากการสงเคราะห์ต่อกัน เช่น การสงเคราะห์ด้วยวจีกรรมที่มีประโยชน์ อ่อนหวานสมานมิตร ปิยวาจา หรือการให้ทาน แบ่งปันสิ่งของที่เรามี ผู้มีมากให้ผู้มีน้อย จนถึงทานให้กับสมณพระสงฆ์ผู้ประพฤติธรรมทั้งหลาย หรือพูดจาพูดคุย ชี้แนะ ชี้ช่องที่ถูกที่ควร ให้กำลังจิตกำลังใจต่อกัน... น้ำคำ น้ำใจ น้ำพัก น้ำแรง ดีกว่า น้ำเงิน
น้ำทางวัตถุทั้งหลายทั้งปวง... และอัตถจริยาเกื้อกูลกัน ช่วยเหลือกัน... ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน สมานัตตตา ตามหลักสังคหวัตถุธรรมอันเป็นธรรมแห่งความสงเคราะห์ ๔ ประการ ... โลกนี้จะมีความสุขได้ทันที ทั้งๆ ที่โลกนี้มีความทุกข์ ทำไมจึงบอกว่ามีความสุข ก็เพราะบรรเทาทุกข์ได้ชั่วขณะหนึ่ง จึงเรียกว่าสุขเกิดขึ้น คือ ไม่เบียดเบียนกัน... ถ้ามนุษย์เลิกเบียดเบียนต่อกัน และกลับมาเกื้อกูลกันโดยธรรม แม้ทุกข์ที่มีอยู่ก็พอจะเผชิญกันได้ แต่เพราะมนุษย์ไม่ประพฤติตัวตามธรรม ขาดหลักความสงเคราะห์ต่อกัน จึงให้เกิดการเบียดเบียนต่อกัน ให้ทุกข์นั้นสืบเนื่องในความทุกข์ และยิ่งทุกข์ยิ่งๆ ขึ้นไป
พระพุทธศาสนาอุบัติเกิดขึ้นเบื้องต้นตรงนี้ ตรงที่ให้โลกนี้บรรเทาทุกข์... การบรรเทาทุกข์จึงต้องมีปัญญา... “ปัญญา” คือ รู้ความควรในการกระทำ ฉะนั้น การวางเฉยนี้ จึงต้องจัดเข้าหลักแห่งความสงเคราะห์ แล้วจะเห็นชัดว่า “วางเฉย” นี้ เป็นอับปัญญา หรือเป็นปัญญา
ถ้าอับปัญญา ก็เหมือนจอมปลวก ท่อนไม้ หัวตอ ทั้งหลาย ฝนจะตก มันก็เฉย แดดจะออก มันก็เฉย ใครจะเป็นจะตาย มันก็เฉย นี่เรียกว่า มนุษย์หัวตอ มนุษย์จอมปลวกพวกนี้ไม่มีค่า ไม่มีค่าพอที่จะเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐได้เลย เพราะไม่มีค่าในเชิงความคิดที่ดี ที่ถูกต้อง
แต่ถ้าวางเฉยไม่สงเคราะห์ เพราะถ้าสงเคราะห์แล้วเป็นโทษเป็นภัย เช่น พ่อแม่ไม่สงเคราะห์ลูกในวัตถุเกินไป เพราะรู้ว่า ถ้าให้ไปแล้ว จะทำลายลูก หรือสงเคราะห์ไปแล้ว จะทำลายบุคคลนั้นๆ นี่เป็นการวางเฉยที่มีคุณประโยชน์ เป็นการนิ่งสงบอย่างมีสติ มีปัญญา... นี่เบื้องต้นคือ สติปัญญาเป็นสิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้จัก
ฉะนั้น ในการวางเฉยนี้ ถ้ามีสติปัญญาแล้ว เฉยนี้มีประโยชน์ แต่ถ้าการวางเฉยนี้ ไม่มีสติปัญญา ก็เหมือนกับหัวตอกับจอมปลวก ไม่มีสติ ไม่มีปัญญา ไม่มีจิตใจในสาธารณะที่พึงจะเกื้อกูลต่อกันตามหลักแห่งความสงเคราะห์ ก็เหมือนกับการที่อยู่กับกองขยะ ที่รกรุงรังทั้งหลาย ซึ่งอาจจะมีโทษกว่ารกคน เพราะคนมันรก จอมปลวกมันเดินไม่ได้ แต่คนมันเดินได้ มันวุ่นวาย มันพูดได้
การวางเฉยที่ขาดสติปัญญาจะชักนำคนในสังคมให้ผิดเพี้ยนได้ ถ้าคนนั้นมีอำนาจวาสนาในบ้านเมือง และไม่กระทำให้เกิดเป็นตัวอย่างที่ดีในสังคมนั้น คนในสังคมภาคส่วนหนึ่งอาจจะเดินตามคนคนนั้นไป ฉะนั้นมนุษย์หัวตอก็จะมากขึ้น จอมปลวกก็มากขึ้น สุดท้ายไม่มีประโยชน์ และมีโทษด้วย เพราะชักนำไปในทางที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ และเป็นมิจฉาแห่งการปฏิบัติเกิดขึ้น
สังคมใดที่มีมิจฉาทิฏฐิมาก มิจฉาปฏิบัติมาก ย่อมหายนะแน่นอน... ฉะนั้น ในการวางเฉยดังกล่าวนี้ เครื่องชี้วัด ก็คือ สติปัญญา
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







