ส่งเสด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ สู่สวรรคาลัย
งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา/ชุติมา สุวรรณเพิ่ม
งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ระหว่างวันที่ 8-12 เม.ย. งวดใกล้เข้ามาทุกที พสกนิกรชาวไทยล้วนจดจ่ออยู่ที่องค์พระเมรุ ณ ท้องสนามหลวง ซึ่งก่อสร้างด้วยศิลปะวิจิตรอลังการ งดงามเหลือบรรยาย กับศูนย์กลางพระราชพิธีอันศักดิ์สิทธิ์อัญเชิญดวงวิญญาณเจ้านายเสด็จกลับสู่สรวงสวรรคาลัย ณ เทวาลัยสถาน คือ เขาพระสุเมรุ
พระราชพิธีในครั้งนี้ คณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี มอบหมายให้กรมศิลปากร และกระทรวงวัฒนธรรม เป็นหน่วยงานรับผิดชอบออกแบบก่อสร้างพระเมรุและอาคารประกอบ โดยกรมศิลปากรได้เชิญ พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากรและศิลปินแห่งชาติสาขาสถาปัตยกรรมไทยเป็นผู้ออกแบบ เป็นที่ปรึกษาและควบคุมการก่อสร้าง ตลอดถึงการจัดสร้างพระโกศจันทน์ การบูรณะซ่อมแซมราชรถและพระยานมาศทุกองค์เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีครั้งนี้
ในการนี้ พล.อ.ต.อาวุธ ได้ศึกษาและร่างแบบพระเมรุทรงปราสาทยอดมณฑปนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รูปแบบพระเมรุแล้ว พระราชทานกำหนดการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ในวันจันทร์ที่ 9 เม.ย.ศกนี้
พระเมรุทรงปราสาทยอดมณฑป
ตามคติความเชื่อตามประเพณีโบราณที่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ เปรียบเสมือนสมมติเทพ เมื่อเสด็จพระราชสมภพถือว่าเป็นเทพอวตาร และเมื่อถึงวาระสุดท้ายของพระชนมชีพ คือ การเสด็จกลับเทวภพ เรียกว่า สวรรคต มีความหมายว่าได้เสด็จกลับสู่สวรรคาลัย ณ ยอดเขาพระสุเมรุ ในแนวคิดนี้ตามโบราณราชประเพณีจึงมีการจัดงานถวายพระเพลิงพระศพสืบต่อมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน โดยอัญเชิญพระศพไปถวายพระเพลิงบนพระเมรุที่สร้างขึ้น ณ มณฑลพิธี ซึ่งสมมติหมายว่าเป็นพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ มีการออกแบบอาคารแบ่งเป็นชั้นๆ และอาคารประกอบแวดล้อมอื่นๆ ได้จำลองให้คล้ายกับดินแดนเขาพระสุเมรุ รายล้อมด้วยเขาสัตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล เหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า
ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของพระเมรุในพิธีพระศพ เป็นอาคารทรงปราสาทยอดมณฑป หลังคาจัตุรมุขซ้อนสองชั้น สร้างขึ้นบนฐานชาลาใหญ่ จากฐานชาลาถึงยอดฉัตรสูง 35.59 เมตร มุขหน้าด้านทิศตะวันตกเป็นทางเสด็จพระราชดำเนิน มุขด้านทิศเหนือมีสะพานเกรินสำหรับอัญเชิญพระโกศขึ้นประดิษฐานเหนือพระจิตกาธาน (เชิงตะกอน) ภายในพระเมรุ มุขหลังด้านทิศตะวันออกเป็นพื้นที่วางเตาเผาพระศพ ส่วนบริเวณฐานชาลาทุกด้านมีบันไดทางขึ้นลง รายล้อมด้วยรั้วราชวัติ ฉัตร โคม และเทวดาอัญเชิญฉัตรประกอบพระอิสริยยศ
ส่วนเครื่องยอดพระเมรุเป็นทรงมณฑป มีชั้นเชิงกลอน 5 ชั้น แต่ละชั้นมีซุ้มบันแถลงซ้อน 2 ชั้น มุมหลังคามีนาคปัก ส่วนบนเป็นองค์ระฆังรับบัลลังก์ เหนือบัลลังก์เป็นชุดบัวคลุ่ม 5 ชั้น ปลียอดแบ่งสองส่วนคั่นด้วยลูกแก้ว บนยอดมีเม็ดน้ำค้าง เหนือสุดปักเบญจปฎลเศวตฉัตร หน้าบันทั้ง 4 ด้านประดับอักษรพระนาม “พร” โครงสีของพระเมรุโดยรวมเป็นสีทองและสีชมพู ตามสีวันพระราชสมภพ คือ วันอังคาร ขณะที่ภายในพระเมรุตั้งพระจิตกาธาน ประดิษฐานพระโกศไม้จันทน์ ส่วนบนสุดประฉัตรผ้า 5 ชั้น
ด้านการตกแต่งพระเมรุ ครั้งนี้มีแนวคิดลดการใช้ไม้ซึ่งเป็นวัสดุหายาก ดังนั้นจึงเป็นงานศิลปกรรมแบบซ้อนไม้ทดแทนการแกะสลักไม้จริง เป็นลักษณะพิเศษที่ใช้การงานพระเมรุ อันถือเป็นงานลำลองสำหรับอาคารใช้งานชั่วคราว นอกจากนี้ยังมีการเสริมบางส่วนที่เป็นงานซ้อนไม้ด้วยวิธีการปั้นหล่อ ถอดพิมพ์ไฟเบอร์กลาส ขณะเดียวกันการประดับตกแต่งส่วนอื่นๆ ใช้การปิดผ้าทองย่นสาบสีสอดแววแทนการปิดทองประดับกระจก
เน้นสีชมพู ชูความเป็นอิสตรี
นฤพร เสาวนิตย์ สถาปนิกจากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ซึ่งเข้ามาช่วยงาน พล.อ.ต.อาวุธ อธิบายถึงรายละเอียดของพระราชพิธีในครั้งนี้ ในส่วนที่แตกต่างจากงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่เห็นได้ชัด คือ ขนาดของอาคารพระเมรุและสีที่ใช้
“การก่อสร้างพระเมรุในครั้งนี้ จะเห็นว่ามีขนาดเล็กกว่าการก่อสร้างพระเมรุในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องจากครั้งนี้พระศพประดิษฐานในพระโกศ ขณะที่เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ นั้น พระศพประดิษฐานในหีบพระศพ การก่อสร้างพระเมรุจึงมีขนาดเล็กกว่า เพราะใช้เนื้อที่น้อยกว่า ขณะที่โครงสีของพระเมรุโดยรวมเป็นสีทองและสีชมพูตามสีวันพระราชสมภพ คือ วันอังคาร ภาพรวมของพระเมรุจึงมีความนุ่มนวลแบบอิสตรี”
เฉลิมพระเกียรติ อัญเชิญพระมหาพิชัยราชรถ
สำหรับราชรถที่จะนำมาใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพครั้งนี้ เด่นดาว ศิลปานนท์ หัวหน้าฝ่ายวิชาการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร วิทยากรบรรยาย เผยว่า หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระเกียรติยศสูงสุด สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ จากเบญจปฎลเศวตฉัตร 5 ชั้น เป็นสัปตปฎลเศวตฉัตร 7 ชั้น ประดับเหนือยอดสุดพระเมรุ จึงมีการอัญเชิญพระมหาพิชัยราชรถมาใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ
พระมหาพิชัยราชรถนี้ มีขนาดกว้าง 4.85 เมตร ยาว 18 เมตร (รวมงอนรถ) สูง 11.2 เมตร หนัก 13.7 ตัน สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 1) เมื่อปี 2338 เพื่ออัญเชิญพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกออกท้องพระเมรุเพื่อถวายพระเพลิงในปี 2339 ซึ่งนับแต่นั้นมาจึงถือว่าพระราชประเพณีที่ใช้พระมหาพิชัยราชรถเชิญพระบรมศพพระมหากษัตริย์ พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์
ซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระอิสริยยศ
นอกจากนี้ ในวันนี้จะมีการจัดซ้อมใหญ่ครั้งที่ 3 ริ้วขบวนพระอิสริยยศ ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี บริเวณพระบรมมหาราชวัง โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะประธานที่ปรึกษาการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมขบวนซ้อมในครั้งนี้ พร้อมกองทัพบกและทหารทุกเหล่าทัพ ตำรวจ สำนักพระราชวัง กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ข้าราชการทุกหมู่เหล่า และนักเรียนโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เหล่านักศึกษาเข้าร่วมซ้อมด้วย
ริ้วขบวนเริ่มขึ้นเวลา 07.00 น. ภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โดยจำลองเหตุการณ์จริง ตั้งแต่การเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร การอัญเชิญพระโกศลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทไปประดิษฐานยังพระยานมาศสามลำคาน อัญเชิญออกจากพระบรมมหาราชวัง ผ่านทางประตูศรีสุนทร และประตูเทวาภิรมย์ เพื่อตั้งริ้วขบวนที่ 1 บนถนนมหาราช
ริ้วขบวนที่ 1 ประกอบด้วย ขบวนทหารกองเกียรติยศ เครื่องราชอิสริยยศ เหล่าราชนิกุล ข้าราชบริพาร เคลื่อนตามสัญญาณกลองไปบนถนนมหาราช เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนท้ายวัง ผ่านวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เมื่อมาถึงยังถนนสนามไชย ริ้วขบวนที่ 1 ได้เข้ารวมกับริ้วขบวนที่ 2 ที่ตั้งรออยู่ที่หน้าวัดพระเชตุพนฯ
จากนั้นเวลาประมาณ 08.50 น. อัญเชิญพระโกศเทียบเกรินบันไดนาค ขึ้นประดิษฐานบนบุษบกพระมหาพิชัยราชรถที่จอดอยู่ที่วงเวียนหน้ากรมการรักษาดินแดน จากนั้นพระมหาพิชัยราชรถเคลื่อนขบวนพระโกศไปบนถนนสนามไชย ถนนราชดำเนินใน ผ่านกระทรวงกลาโหม เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนกลางท้องสนามหลวงฝั่งหน้าศาลฎีกาสู่ราชวัติพระเมรุ หลังจากนั้นเหล่าขบวนทหาร ขบวนพระอิสริยยศ เชิญพระโกศลงจากพระมหาพิชัยราชรถโดยเกรินบันไดนาค ประดิษฐานยังพระยานมาศสามลำคาน ริ้วขบวนที่ 3 ในราชวัติพระเมรุ ขบวนทหารกองเกียรติยศ อัญเชิญพระโกศโดยพระยานมาศสามลำคานเวียนพระเมรุโดยอุตราวัฏ หรือเวียนซ้าย 3 รอบ จึงอัญเชิญพระโกศเทียบเกรินบันไดนาคพระเมรุ อัญเชิญพระโกศโดยเกรินสู่พระเมรุ ประดิษฐาน ณ พระจิตกาธาน ประกอบพระโกศจันทน์บนพระเมรุ ริ้วขบวนที่ 4 อัญเชิญพระอัฐิโดยพระที่นั่งราเชนทรยาน พระสรีรางคารโดยพระวอสีวิกากาญจน์ จากถนนกลางสนามหลวง ถนนราชดำเนินใน ถนนหน้าพระลาน เข้าประตูวิเศษไชยศรีสู่พระบรมมหาราชวัง ริ้วขบวนที่ 5 อัญเชิญพระโกศพระอัฐิโดยพระที่นั่งราเชนทรยาน เส้นทางจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทไปยังพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ประชาชนที่มารอชมริ้วขบวน มีการกั้นรั้วไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เข้าร่วมพระราชพิธีมีอัฒจันทร์ให้นั่งชม ส่วนริ้วขบวนที่ 6 ซึ่งเป็นขบวนทหารม้า การซ้อมในวันที่ 31 มี.ค. ซึ่งเป็นการซ้อมใหญ่ทุกริ้วขบวนในพื้นที่จริง ตั้งแต่เวลา 05.00-16.00 น. โดยแต่งกายด้วยชุดสีกากี


