
ลองดูสักตั้ง
ใกล้ช่วงปิดเทอมกันแล้วนะคะ และก็ใกล้ช่วงเรียนซัมเมอร์ของหลายๆ ที่
โดย...หนูดี–วนิษา เรซ
ใกล้ช่วงปิดเทอมกันแล้วนะคะ และก็ใกล้ช่วงเรียนซัมเมอร์ของหลายๆ ที่ ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ถึงเทศกาลนี้ทีไร หนูดีก็จะนึกถึงสมัยที่ตัวเองต้องเริ่มเตรียมตัวสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัย หรือสมัครเข้าเรียนต่อปริญญาโทค่ะ
ฉบับนี้หนูดีเลยอยากขอพูดถึงวิธีการสมัครเข้ามหาวิทยาลัยระดับท็อปในอเมริกา เพราะว่าหากใครสนใจหรือมีลูกที่สนใจ อยากจะลองสมัครเข้า “ไอวีลีก” หรือมหาวิทยาลัยชั้นนำที่อื่นๆ ดูสักตั้ง ข้อมูลตรงนี้น่าจะเป็นประโยชน์มาก เพราะตอนหนูดีสมัครก็พบว่า เราสับสนและสะเปะสะปะพอสมควร จนพอมีคนมาแนะนำ เราก็เริ่ม “ไปถูกทาง” ขึ้น ค่อยๆ ทำไปๆ จนในที่สุดก็เข้าฮาร์วาร์ดได้อย่างไม่น่าเชื่อ
คนไทยเก่งๆ มีมากมาย โดยเฉพาะเด็กมัธยมไทยที่เก่งๆ เก่งมากๆ แต่ปัญหา คือ การสมัครมหาวิทยาลัยท็อปเทนในต่างประเทศนั้น บางทีมันก็เป็นเรื่องที่ดูว่ายากเกินไป วุ่นวายเกินไป ดูน่ากลัวเกินไป จนน้องๆ หลายคนไม่กล้า หนูดีแค่อยากมาอยู่ตรงนี้เพื่อบอกว่า “ลองดูสักตั้งเถอะค่ะ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราไม่มีอะไรจะเสียหายนี่คะ” เพราะถ้าเราไม่ลอง ชีวิตนี้ก็ไม่มีวันรู้เลยว่า เราจะทำได้หรือเปล่า
และที่เลือกพูดในเดือนนี้ ก็เพราะหากใครคิดจะสมัครแล้วล่ะก็ คุณควรสมัครแบบ EAEarly Action หรือ ED คือ Early Decision ค่ะ ในรูปแบบนี้ คือ คุณต้องสมัครในรอบแรก หมายถึง เป็นการสมัครล่วงหน้า มักเริ่มต้นเดือน ต.ค. ดังนั้นหากคุณเตรียมตัวในเดือน เม.ย. ก็มีเวลาล่วงหน้า 6 เดือน ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่เยอะหรอกค่ะ เพราะคนส่วนใหญ่เตรียมตัวกันล่วงหน้าเป็นปีๆ แต่ผลที่ได้ คุ้มค่า ยกตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย หากคุณสมัครปกติ โอกาสที่จะเข้าได้มีเพียง 1013% เท่านั้น แต่ถ้าคุณสมัครแบบ EA คุณจะเพิ่มโอกาสเข้าเรียนได้เป็นถึง 47% เลยทีเดียว
ตรงนี้ บางคนอาจจะบอกว่า คนเข้าไปตรงนั้นก็แค่ไปเอาปริญญา ไปเอาคอนเนกชันและชื่อเสียงมหาวิทยาลัย ไม่เห็นจะสำคัญสำหรับความสำเร็จเลย มันอยู่ที่เป้าหมาย อยู่ที่กึ๋น อยู่ที่ความสามารถมากกว่า ซึ่งตรงนี้หนูดีก็ว่าจริงค่ะ
แต่ในอีกมุมหนึ่ง จากประสบการณ์ตรง หนูดีพบว่าในมหาวิทยาลัยชั้นนำ โดยเฉพาะอันดับ 1 ถึง 5 ของโลกนั้น มีเงินเอนเดาว์เมนต์ ฟันด์ เยอะมาก เงินตรงนี้เป็นเงินค่าเรียนบ้าง เงินบริจาคบ้าง โดยเฉพาะจากศิษย์เก่าที่จบไปแล้วประสบความสำเร็จ ร่ำรวยแล้วกลับมาช่วยมหาวิทยาลัยตัวเอง เงินตรงนี้ล่ะค่ะที่มหาวิทยาลัยมักนำมาว่าจ้างศาสตราจารย์เก่งๆ ที่ทำงานวิจัยดีๆ ทั่วทุกมุมโลกเข้าสอนลูกศิษย์ตัวเอง ทำให้บรรยากาศการเรียนน่าตื่นเต้น น่าสนใจ กระฉับกระเฉงมากๆ บางครั้งเงินตรงนี้ นำไป “ซื้อตัว” อาจารย์เก่งๆ ดังๆ และวิธีซื้อตัวในโลกการศึกษาก็คือ การเสนอให้เขาทำงานวิจัยที่ตนเองต้องการได้ ด้วยงบมหาศาล ด้วยเหตุนี้ อาจารย์เก่งๆ ทั่วโลก จึงมักบินไปอยู่ในมหาวิทยาลัยดีๆ ดังๆ ในอเมริกา ไม่ใช่เพราะเขาหลงชื่อเสียง แต่เพราะเขามีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อเสียเป็นส่วนใหญ่ค่ะ สมัยเรียนหนูดีพบว่าเงินเอนเดาว์เมนต์ ฟันด์ของฮาร์วาร์ดนั้น เท่ากับเงินรายได้ของประเทศไทยทั้งปีเลยทีเดียว มีผลโดยตรงกับศักยภาพในการว่าจ้างครูเก่งๆ ค่ะ
เอาล่ะค่ะ เล่าถึงข้อดีแล้ว หนูดีจะขอสรุปวิธีการเตรียมตัวสำหรับการสมัครไว้ดังนี้ หากคุณจะเป็นคนหนึ่ง หรือจะช่วยเตรียมตัวให้ลูกๆ และนักเรียนของตัวเอง ให้บุกบั่นฝ่าด่านแสนหินที่ต้องไปต่อสู้ และเอาตัวไปให้คณะกรรมการเปรียบเทียบกับใบสมัครจากทั่วโลกแล้ว จะมีอะไรบ้างที่คุณต้องทำ ว่าไปแล้วมีเพียง 7 สิ่งหลักๆ ที่คุณต้องทำให้ได้ และทำให้ได้ดีค่ะ
1.ประวัติเกี่ยวกับคนที่จะสมัคร
2.ประวัติการเรียน รวมถึงทรานสคริปต์ย้อนหลังตามที่มหาวิทยาลัยเรียกร้อง
3.คะแนนสอบวัดมาตรฐาน ซึ่งตรงนี้ขึ้นกับปริญญาที่เราจะไปเรียน เช่น ปริญญาตรี อาจต้องสอบ SAT ถ้าเป็นนักเรียนต่างชาติต้องมีโทเฟล ถ้าเข้าเรียนกฎหมาย คือ LSAT อย่างหนูดีเข้าเรียนปริญญาโทต้องสอบ GRE ค่ะ มีทั้งข้อสอบด้านภาษา ตรรกะ และคณิตศาสตร์ ตรงนี้ควรเตรียมตัวล่วงหน้าเป็นปีเลยจะดีที่สุด อย่าประมาทเด็ดขาด
4.The Brag Sheet–อันนี้ ต้องพูดนิดหนึ่ง เพราะคนไทยไม่ชอบชมตัวเอง แต่ต้องขอย้ำว่า นาทีนี้คุณต้องเป็นพีอาร์ที่ดีที่สุดให้ตัวเองค่ะ ทำมาร์เก็ตติงเข้าไป สมมติว่าตัวเราเป็นสินค้าชิ้นหนึ่ง แล้วเราอยากให้คนเห็น เขา “ซื้อ” น่ะค่ะ ตรงนี้เป็นคล้ายๆ ลิสต์ของความสำเร็จของเรา เช่น เคยได้รางวัลอะไร เคยเข้าร่วมชมรมเกียรตินิยมไหม เคยทำกิจกรรมอะไรที่น่าสนใจบ้าง ฯลฯ อย่ามองข้ามนะคะ เพราะ Brag Sheet นี้ จะทำให้คณะกรรมการหันมามองเราในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีเลือดเนื้อและลมหายใจ มากกว่าจะเป็นแค่ตัวเลขในใบเกรดค่ะ
5.Personal Support หมายถึง จดหมายรับรองจากครูอาจารย์ หรือการสัมภาษณ์ ตรงนี้ หากเราอยากได้จดหมายรับรองที่ดีๆ และจริงใจจากครู เราต้องเป็นนักเรียนที่ดีมาแล้วล่วงหน้าเป็นปี เพราะจะมาสปีดเป็นเด็กดีช่วงสุดท้าย อาจฟาวล์ค่ะ เพราะครูจับได้แน่ๆ ตรงนี้ เราจะไม่ได้อ่านนะคะ เพราะจดหมายจะส่งตรงจากมหาวิทยาลัยเดิมถึงแห่งใหม่เลย
6.The ESSAY – อันนี้ ต้องตัวใหญ่เลย สำคัญมากถึงมากที่สุด เพราะคนที่สมัครไปส่วนใหญ่แล้ว เกรดดีทั้งนั้น ก็มาเฉือนกันที่ “ความเป็นคุณ” นี่ล่ะค่ะ เรามีหน้าที่ต้องตอบคำถามสมัครในปีนั้นๆ ให้ตรง “อย่าพิมพ์ชื่อมหาวิทยาลัยผิด” ทำเป็นเล่นไป ตรงนี้มีคนเคยพิมพ์ไปที่ยูเพ็น แล้วเรียกวอร์ตันว่า Wharton School of Bunnies นี่คือเรื่องจริง หนูดีไม่ได้ยกเมฆค่ะ เคยอ่านสัมภาษณ์คณะกรรมการของวอร์ตันพูดเองเลย เขาสรุปว่า เด็กคนนี้คงไม่ได้ใช้ Spell Check แน่นอน อย่าพลาดรายละเอียดปลีกย่อย แต่ที่สำคัญกว่าคือ คิดถึงคำถามนั้นทุกๆ วัน เป็นเดือนๆ ล่วงหน้า เขียนและเปลี่ยนเรื่อยๆ เป็นเดือน อย่าทำนาทีสุดท้าย ของหนูดีใช้เวลาเกิน 3 เดือน ต่อแค่ 1,200 คำเองค่ะ
7.Extra Credit Strategies–ตรงนี้ เล่าถึงกิจกรรมนอกหลักสูตรที่น่าสนใจ ที่คุณทำ เช่น งานอาสาสมัคร ฯลฯ ตรงนี้อาจมีผลถึงการรับหรือไม่รับเลยนะคะ
เนื้อที่หมดแล้ว กำลังเล่าเพลินๆ สัปดาห์หน้า ขอมาต่อในเรื่องการเขียนเอสเสที่จะชนะใจกรรมการก็แล้วกัน ส่วนสุดสัปดาห์นี้ หนูดีเหลือไปเซ็นหนังสือ วันอาทิตย์ที่ 1 เม.ย. เวลา 13.0014.00 น. บูธอมรินทร์ค่ะ ส่วนวันศุกร์ที่ 30 มี.ค. ขอยกเลิกก่อนค่ะ







