posttoday
"เรื่องเด็กๆ ที่ไม่เด็ก" ตอน 2

"เรื่องเด็กๆ ที่ไม่เด็ก" ตอน 2

25 มีนาคม 2555

โดย...รศ.ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดย...รศ.ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สวัสดีค่ะ วันนี้ผู้เขียนได้รับเชิญจากอาจารย์วิพรรณอีกครั้ง ให้มาเล่าเรื่องเด็กๆ ที่ไม่เด็กเป็นครั้งที่ 2 จากที่เคยคุยกันไว้เมื่อคราวที่แล้ว ว่าสถานการณ์การเกิดและภาวะการเกิดของเราเป็นอย่างไร วันนี้เรามาพูดกันถึงพัฒนาการเด็กและการดูแลเด็กในบ้านเราค่ะ ผลจากการสำรวจสถานการณ์เด็กในบ้านเราปี 2548-2549 พบว่ามีเพียงร้อยละ 20.9 ของทารกอายุ 0-11 เดือนได้รับอาหารที่เพียงพอ และเรามีเด็กร้อยละ 11.9 ที่มีภาวะทุพโภชนาการเรื้อรังหรือเตี้ยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน มีครัวเรือนถึงร้อยละ 45.1 ที่มีการบริโภคเกลือที่ไม่มีไอโอดีนและร้อยละ 52.8 ของครัวเรือนในประเทศบริโภคไอโอดีนไม่เพียงพอ ซึ่งสารไอโอดีนช่วยในการพัฒนาสมอง เคยมีการรายงานว่า ในพื้นที่ที่ขาดไอโอดีนมาก เด็กนักเรียนจะมีสติปัญญาน้อยกว่าที่ควรจะเป็น 10-15 จุด อัตราตายทารกจะมากกว่าปกติ และความสำเร็จในการศึกษาจะด้อยกว่าปกติอย่างชัดเจน

พอมาดูผลการสำรวจระดับสติปัญญาของเด็กไทยในปีที่แล้วโดยกรมสุขภาพจิต เราก็พบว่า ภาพที่ออกมาก็น่าเป็นห่วงอย่างที่เราคาดไว้ ค่าเฉลี่ยระดับ IQ ของเด็กไทยอยู่ที่ 98.6 ซึ่งถือว่าเป็นค่าระดับสติปัญญาที่อยู่ในเกณฑ์ปกติแต่ค่อนไปทางต่ำ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับค่าระดับสติปัญญาเด็กในประเทศอาเซียนหลายๆ ประเทศ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน ญี่ปุ่น โดยภูมิภาคที่มีค่าเฉลี่ย IQ ต่ำที่สุดก็คือ ภาคอีสาน และพอลงลึกในรายละเอียดยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะเรามีเด็กเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ (48.5%) ที่มีปัญหาระดับสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ต่ำ (IQ < 100) และมีเด็กกลุ่มที่มีปัญหาระดับสติปัญญาบกพร่อง (IQ < 70) อยู่ถึงร้อยละ 6.5

นอกจากนี้ การพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ คนจำนวนมากต้องย้ายถิ่นเข้ามาทำงานในแหล่งเศรษฐกิจที่แออัด เหลือเพียงปู่ย่า ตายายอยู่ร่วมกับหลานเป็นครัวเรือนรุ่นกระโดด (Skip Generation) เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ เราพบว่าร้อยละ 8.85 ของเด็กวัยเรียนอายุ 6-17 ปี ที่ครอบครัวยากจนไม่ได้เรียนหนังสือ เรามีเด็ก 0-17 ปี ถึง 1 ใน 5 ที่ไม่ได้อยู่อาศัยกับพ่อแม่ โดยครอบครัวที่พ่อหรือแม่ไม่สามารถดูแลลูกตามลำพังได้ อาจต้องส่งลูกให้อยู่ในความดูแลของผู้อื่น ขณะที่เด็กกำพร้าพ่อส่วนใหญ่จะอยู่กับแม่ เกือบ 1 ใน 3 ของเด็กที่กำพร้าแม่จะถูกส่งไปอยู่ในการดูแลของผู้อื่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางลบต่อการดูแลเด็กและพัฒนาการเด็กตามมาด้วย

นอกจากนี้ เรามีเด็กเกือบหนึ่งล้านคนหรือร้อยละ 12.3 ของเด็กอายุ 2-9 ขวบ มีความพิการอย่างน้อยหนึ่งอย่าง ซึ่งผลจากการสำรวจพบว่าเด็กกำพร้าและเด็กที่อยู่ในภาวะเสี่ยงมีเพียงร้อยละ 13.5 ได้รับความช่วยเหลือทางด้านการแพทย์ ร้อยละ 9.9 ได้รับความช่วยเหลือทางด้านการศึกษา เด็กที่ได้รับความช่วยเหลือทางด้านสภาพจิตใจและสังคมมีเพียงร้อยละ 1.5 เท่านั้น

ในบทความตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้เน้นประเด็นที่ว่าทำไม “เด็กคืออนาคตของชาติ” และ “เด็กฉลาด ชาติจะเจริญ” ท่านผู้อ่านลองนึกภาพตามตัวเลขสถิติที่ผู้เขียนนำมาเล่าให้ฟังในทั้งสองตอนนี้นะคะว่า ในอนาคตไทยเราจะเจริญได้อย่างไร หากคุณภาพการตั้งครรภ์ การเกิด การดูแล และพัฒนาการของเด็กไทยของเรายังเป็นอยู่อย่างนี้

เอกสารอ้างอิง : รายงานผลทั่วราชอาณาจักร สถานการณ์เด็กในประเทศไทย : ธ.ค. 2548–ก.พ. 2549

 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์