posttoday
หนทางบรรลุอริยมรรค อริยพล (1)

หนทางบรรลุอริยมรรค อริยพล (1)

25 มีนาคม 2555

โดย...ภัทระ คำพิทักษ์

โดย...ภัทระ คำพิทักษ์

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส

อิทานิ กุณฑลิยสุตฺตกถํ ภาสิสฺสามีติ อิมสฺส ธมฺมปริยายสฺส อตฺโถ

สาธายสฺมนฺเตหิ สกฺกจฺจํ โสตพฺโพ

บัดนี้จะแสดงอธิบายขยายความใน กุณฑลิยสูตร อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ ปริพพาชกชื่อว่า “กุณฑลิยะ” เป็นพระสูตรที่แสดงข้อปฏิบัติแห่งโพธิปักขิยธรรม 7 หมวด 37 ประการโดยย่อ อันผู้ฟัง ฟังแล้ว ถ้าเข้าใจข้อปฏิบัติในพระสูตรนี้ ก็จะสามารถปฏิบัติไปตาม ให้บรรลุอริยมรรค อริยผลได้

ความในพระสูตรนี้มีว่า ครั้งหนึ่งปริพพาชกผู้หนึ่งชื่อกุณฑลิยะ เข้าไปเผ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้กล่าวปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เกิดความยินดีพอสมควรแล้ว จึงกราบทูลว่า ข้าพระองค์นั้นหลังจากบริโภคอาหารแล้ว ก็ออกจากอารามของตนไปสู่อารามอื่น และออกจากอารามอื่นไปสู่อารามอื่นอีก ข้อนี้เป็นเหมือนอาหารว่างของข้าพระองค์ เพราะเหตุที่ข้าพระองค์ออกจากอารามไปสู่อารามอื่น และออกจากอารามอื่นไปสู่อารามอื่นอีกนี้ ข้าพระองค์จึงได้พบ ได้เห็น ได้ยิน สมณะทั้งหลายในอารามนั้นๆ จับกลุ่มสนทนากัน ปรึกษาหารือกัน เพื่อเฟ้นหาถ้อยคำสำหรับข่มขี่ถ้อยคำของผู้อื่น เพื่อยกย่องเชิดชูถ้อยคำของตนให้สูงเด่น ข้าพระองค์ได้รู้ ได้เห็นสมณะทั้งหลายในอารามนั้นๆ อยู่ด้วยวิหารธรรมอย่างนี้ เมื่อกราบทูลอย่างนี้แล้ว จึงกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ส่วนพระองค์อยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ตถาคตอยู่ด้วยวิชชาและวิมุติ”

กุณฑลิยปริพพาชก จึงทูลถามว่า “อะไรเป็นเหตุแห่งวิชชาและวิมุติ”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “โพชฌงค์ 7 เป็นเหตุแห่งวิชชาและวิมุติ”

กุณฑลิยปริพพาชก จึงทูลถามอีกว่า “อะไรเป็นเหตุแห่งโพชฌงค์ 7”

พระองค์ตรัสตอบว่า “สติปัฏฐาน 4 เป็นเหตุแห่งโพชฌงค์ 7”

กุณฑลิยปริพพาชก จึงทูลถามอีกว่า “อะไรเป็นเหตุแห่งสติปัฏฐาน 4”

พระองค์ตรัสตอบว่า “สุจริต 3 เป็นเหตุแห่งสติปัฏฐาน 4”

กุณฑลิยปริพพาชก จึงทูลถามอีกว่า “อะไรเป็นเหตุแห่งสุจริต 3”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “อินทรียสังวรเป็นเหตุแห่งสุจริต 3”

เมื่อตรัสอย่างนี้แล้ว พระองค์ทรงแสดง อินทรียสังวร ว่า “ภิกษุในธรรมวินัยนี้” เมื่อ :

เห็นรูปด้วยอาศัยตา ที่น่าพอใจหรือที่ไม่น่าพอใจ ก็มีกายคงที่ มีจิตคงที่

ได้ยินเสียงด้วยอาศัยหู ที่น่าพอใจหรือที่ไม่น่าพอใจ ก็มีกายคงที่ มีจิตคงที่

รู้กลิ่นด้วยอาศัยจมูก ที่น่าพอใจหรือที่ไม่น่าพอใจ ก็มีกายคงที่ มีจิตคงที่

รู้รสด้วยอาศัยลิ้น ที่น่าพอใจหรือที่ไม่น่าพอใจ ก็มีกายคงที่ มีจิตคงที่

รู้สิ่งถูกต้องกาย มีเย็นร้อน อ่อนแข็ง เป็นต้น ด้วยอาศัยกาย ที่น่าพอใจหรือที่ไม่น่าพอใจ ก็มีกายคงที่ มีจิตคงที่

รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ น่าพอใจหรือที่ไม่น่าพอใจ ก็มีกายคงที่ มีจิตคงที่

ครั้นกุณฑลิยปริพพาชกได้ฟังอย่างนี้แล้ว จึงแสดงอาการชื่นชมยินดีแล้วก็ลาจากไป พระสูตรนี้แสดงว่า :

อินทรียสังวร เป็นเหตุแห่ง สุจริต 3

สุจริต 3 เป็นเหตุแห่ง สติปัฏฐาน 4

สติปัฏฐาน 4 เป็นเหตุแห่ง โพชฌงค์ 7

โพชฌงค์ 7 เป็นเหตุแห่ง วิชชาและวิมุติ ดังนี้

หนทางบรรลุอริยมรรค อริยพล (1)

 

ที่ว่า โพชฌงค์ 7 เป็นเหตุแห่งวิชชาและวิมุตินั้น หมายความว่า โพชฌงค์ 7 ช่วยให้อริยมัคคสมังคีเกิดขึ้น เพราะอริยมัคคสมังคีเกิดขึ้นจึงรู้แจ้ง เห็นแจ้ง อริยสัจทั้ง 4 ว่า ทุกข์เป็นอย่างนี้ สมุทัยเป็นอย่างนี้ นิโรธเป็นอย่างนี้ มรรคเป็นอย่างนี้ ทั้งรู้ว่าไม่ใช่ตนอย่างแจ่มแจ้งด้วย เรียกว่า “วิชชา” เกิดขึ้น เพราะ “วิชชา” เกิดขึ้น เห็นแจ้งทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ว่าไม่ใช่ตน “อวิชชา” ตัณหา อุปาทาน กรรม และทุกข์ ดับไปจากจิต จิตพ้นจาก “อวิชชา” ตัณหา อุปาทาน กรรม และทุกข์ จึงชื่อว่า วิมุติ โพชฌงค์ 7 เป็นเหตุแห่งวิชชาและวิมุติ ดังอธิบายมาโดยย่อๆ ดังนี้

โพชฌงค์ 7 ได้แก่ ธรรมเป็นส่วนช่วยให้ตรัสรู้อริยสัจ 4 มี 7 อย่าง คือ

สติสัมโพชฌงค์ มีสติจดจ้อง อริยสัจทั้ง 4 อยู่

ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ปัญญารู้เห็นอริยสัจทั้ง 4 เป็นส่วนๆ พร้อมกันอยู่

วิริยสัมโพชฌงค์ มีความเพียรประคองจิต เพ่งจ้อง อริยสัจทั้ง 4 อยู่

ปีติสัมโพชฌงค์ มีความอิ่มกาย อิ่มจิต เห็นอริยสัจทั้ง 4 อยู่

ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ จิตสงบระงับ ไม่ข้องไม่กังวล เห็นอริยสัจทั้ง 4 อยู่

สมาธิสัมโพชฌงค์ ความรู้ของจิต เพ่งจ้อง อริยสัจทั้ง 4 อยู่

อุเบกขาสัมโพชฌงค์ จิตเห็น อริยสัจทั้ง 4 เฉยอยู่ ไม่คิดเอา ไม่คิดละ

ธรรมทั้ง 7 อย่างนี้ ชื่อว่า โพชฌงค์ หมายความว่าเป็นองค์ช่วย เป็นส่วนช่วย หรือเป็นเครื่องช่วยให้อริยมรรคทั้ง 8 มีกำลังเสมอกัน ที่เรียกว่า อริยมัคคสมังคี เมื่ออริยมรรคทั้ง 8 มีกำลังเสมอกันแล้ว “วิชชา” คือ ความรู้แจ้งทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคว่าไม่ใช่ตน และเห็นตนด้วย เรียกว่า “วิชชา” เกิดขึ้น เหมือนดังกล่าวแล้วข้างต้นนั้น

เมื่อ “วิชชา” เกิดขึ้น “อวิชชา” ก็ดับไป เพราะ “อวิชชา” ดับไป กิเลสทั้งหลายก็ดับไปด้วย เรียกว่า อริยผลเกิดขึ้น อริยผลก็คือ “วิมุติ” นั่นเอง เพราะกิเลสมี “อวิชชา” เป็นต้น หลุดพ้นไปจากจิต จึงชื่อว่า “วิมุติ” เรียกว่า “จิตหลุดพ้น” ความจริงกิเลสหลุดพ้นไปจากจิตนั่นเอง

“อวิชชา” มี 4 ขั้น ตัณหา อุปาทาน กรรม ก็มี 4 ขั้น วิชชาจึงมี 4 ขั้นด้วย

เมื่อ “วิชชา” ขั้นต้นเกิดขึ้น “อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม” ขั้นต้น อันเป็นขั้นของปุถุชนดับไป ทุกข์ของปุถุชนก็ดับไปด้วย ผู้นั้นจึงเป็น พระโสดาบัน

“วิชชา” ขั้นที่สองเกิดขึ้น “อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม” ขั้นที่สอง อันเป็นขั้นของพระโสดาบันดับไป ทุกข์ของพระโสดาบัน ก็ดับไปด้วย ผู้นั้นจึงเป็น พระสกิทาคามี

“วิชชา” ขั้นที่สามเกิดขึ้น “อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม” ขั้นที่สาม อันเป็นของพระสกิทาคามี ดับไป ทุกข์ของพระสกิทาคามี ก็ดับไปด้วยผู้นั้นจึงเป็น พระอนาคามี

“วิชชา” ขั้นที่สี่เกิดขึ้น “อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม” ขั้นที่สี่ อันเป็นของพระอนาคามี ดับไป ทุกข์ของพระอนาคามี ก็ดับไปด้วย จึงได้ชื่อว่าเป็น พระอรหันต์ เป็นผู้หมดกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีทุกข์ใดๆ เหลืออยู่ในจิตในใจอีก จิตของท่านก็เป็นอิสระเต็มที่ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วจึงไม่ต้องเกิดในที่ทั้งปวง เป็นผู้อันความทุกข์อะไรๆ จะเข้าไปรบกวนจิตใจของท่านไม่ได้อีกเลย จึ่งเป็นสุขอย่างยิ่ง

“วิชชา” อันเกิดแต่อริยมรรคทั้ง 4 ขั้นนี้ไม่มีในปุถุชน ที่เราเรียกว่าวิชานั้นวิชานี้ ที่เราเรียนจนชื่อว่า เป็นปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก วิชาอันนั้นไม่ใช่วิชชาในพระพุทธศาสนา เป็นวิชาในทางโลก ส่วนวิชชาในพระพุทธศาสนาหมายถึง ความรู้แจ้งทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ว่าไม่ใช่ตน อย่างแจ่มแจ้ง จนสมุทัย คือ สิ่งที่ทุกข์เกิดขึ้นพร้อม อันได้แก่ “อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม” ต้องดับไปพร้อมกับทุกข์ดับไปด้วยนั้น เรียกว่า “วิชชา” ในพระพุทธศาสนา และที่ว่า โพชฌงค์ 7 เป็นเหตุแห่ง “วิชชาและวิมุติ” นั้น ก็เพราะ “วิชชา” เกิดขึ้นเมื่อใด “วิมุติ” ก็เกิดขึ้นเมื่อนั้นทันที

ทีนี้พระองค์ตรัสว่า “สติปัฏฐาน 4 เป็นเหตุแห่ง โพชฌงค์ 7”

ความจริงโพธิปักขิยธรรม คือ ธรรมเป็นฝ่ายให้ตรัสรู้มี 7 หมวด ได้แก่ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8 โพธิปักขิยธรรมมีถึง 7 หมวดอย่างนี้ แต่ในพระสูตรนี้ พระองค์ตรัสเพียง 2 หมวด คือ ตรัสโพชฌงค์ 7 หมวดหนึ่ง กับสติปัฏฐาน 4 หมวดหนึ่ง ได้แก่ “ตรัสว่า โพชฌงค์ 7 เป็นเหตุแห่ง “วิชชาและวิมุติ” กับตรัสว่า สติปัฏฐาน 4 เป็นเหตุแห่งโพชฌงค์ 7” ดังนี้ ดูคล้ายกับว่าพระองค์ตรัสโพธิปักขิยธรรมไม่ครบ 7 หมวด ที่แท้พระองค์ตรัสครบทั้ง 7 หมวดทีเดียว เพราะโพธิปักขิยธรรมอีก 5 หมวด คือ สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 อริยมรรคมีองค์ 8 ทั้ง 5 หมวดนี้เกิดขึ้นพร้อมกับสติปัฏฐาน 4

เมื่อพระองค์ตรัสว่าสติปัฏฐาน 4 เป็นเหตุแห่งโพชฌงค์ 7 จึงเท่ากับตรัสว่า สติปัฏฐาน 4 พร้อมด้วย สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8 เป็นเหตุแห่งโพชฌงค์ 7 นั่นเอง

ความจริงโพชฌงค์ 7 ก็เกิดขึ้นพร้อมกับสติปัฏฐาน 4 เหมือนกัน แต่เมื่อวิปัสสนายังไม่เกิด ก็ทำหน้าที่เป็นโพชฌงค์ยังไม่ได้ ต่อเมื่อวิปัสสนาเกิดและเจริญขึ้นจนถึง สังขารุเปกขาญาณ โพชฌงค์ทั้ง 7 ประการจึงทำหน้าที่ได้ คือ ทำหน้าที่ช่วยประคองให้อริยมรรคทั้ง 8 ประการมีกำลังเสมอกัน ที่เรียกว่า อริยมัคคสมังคี “วิชชา” จึงเกิดขึ้นให้ถึง “วิมุติ” คือให้ “อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม” หลุดพ้นไปจากจิต จึงเรียกว่า “วิมุติ” ดังกล่าวแล้วข้างต้น

ทีนี้สติปัฏฐาน 4 ถ้าเราดูตามตำราในพระสูตร ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้และมีผู้แปลไว้นั้น ดูแล้วเข้าใจยาก รู้สึกว่าไม่น่าจะทำตาม ไม่ชวนให้ทำตาม ไม่อยากจะทำตาม ทั้งนี้เพราะเราไม่เข้าใจ ถ้าเราเข้าใจได้แล้ว ก็จะรู้สึกว่าเป็นของน่าทำตาม ทำให้เกิดความยินดีที่จะทำตาม

คำว่า “สติปัฏฐาน” เป็นชื่อสำหรับเรียกย่อๆ บอกลักษณะให้รู้ว่า “ความตั้งทั่วแห่งสติ”

คำว่า “สติปัฏฐาน 4” ถ้าจะแปลให้เต็มความหมาย ก็จะต้องแปลว่า “ความมีสติกับสัมปชัญญะและอาตาปีตั้งทั่วอยู่ที่ 4 อย่าง” คือ ตั้งอยู่ที่กายด้วย ที่เวทนาด้วย ที่จิตด้วย ที่ธรรมด้วย จึงชื่อว่า สติปัฏฐาน 4 โพธิปักขิยธรรม ดังนี้

ที่ชื่อว่า “โพธิปักขิยธรรม” ก็แปลว่า “ธรรมเป็นฝ่ายให้ตรัสรู้” คือ เป็นธรรมให้ถึงความตรัสรู้อริยสัจธรรมทั้ง 4 คือ ให้รู้เห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อย่างแจ่มแจ้ง พร้อมกับรู้เห็นว่าไม่ใช่ตนอย่างแจ่มแจ้งด้วย

สติปัฏฐาน 4 จึงต้องมี สติ 1 สัมปชัญญะ 1 อาตาปี 1 ตั้งอยู่ที่กาย ที่เวทนา ที่จิต ที่ธรรม ดังนี้ สติกับสัมปชัญญะนั้นเป็นของคู่กัน สติมีที่ใด สัมปชัญญะก็มีที่นั้น สติตั้งอยู่ที่ใด สัมปชัญญะก็ตั้งอยู่ที่นั้น

ส่วน “อาตาปี” นั้นจะเกิดมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสติสัมปชัญญะหยุดนิ่งคงที่ ตั้งอยู่ที่กายที่จิตได้ “อาตาปี” จึงเกิดขึ้นได้ เพราะ “อาตาปี” ก็คือ “อานุภาพของสติสัมปชัญญะที่หยุดนิ่ง คงที

ข่าวล่าสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด