
ครบเครื่องชีวิตวัยเรียน "ดารณี วณิชตันติพงษ์"
มีคนแนะนำให้รู้จักกับน้องสาวฟันสวย ยิ้มใส วัย 19 “ดาดารณี วณิชตันติพงษ์”
โดย...พี่ชายที่แสนดี / ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์
มีคนแนะนำให้รู้จักกับน้องสาวฟันสวย ยิ้มใส วัย 19 “ดา-ดารณี วณิชตันติพงษ์” สมมติว่าถ้าขึ้นเวทีออดิชัน แนะนำตัวกับเราหน่อย
“ดา-ดารณี วณิชตันติพงษ์ เป็นลูกสาวคนเดียวของคุณพ่อดิลก และคุณแม่นิตยา วณิชตันติพงษ์ เรียนอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลแสงโสม แล้วก็มาต่อที่โรงเรียนราชินีบนจนจบมัธยมปลาย แผนกวิทย์คณิต ปัจจุบันศึกษาระดับปริญญาตรี คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หากจบจากตรงนี้คงจะต่อปริญญาโทสายทันตแพทย์สาขาจัดฟันค่ะ
นิสัยร่าเริง แจ่มใส รักครอบครัว รักเพื่อน ห่วงใยความรู้สึกของผู้อื่น ชอบแต่งตัว รักสวยรักงาม มีความมุ่งมั่นและตั้งใจกับทุกๆ อย่างที่ทำ มีบุคลิกและความคิดเป็นผู้ใหญ่ มองทุกอย่างอย่างเป็นเหตุเป็นผล ชอบความตรงต่อเวลาและความแน่นอน
ไลฟ์สไตล์ของดา ส่วนใหญ่มักจะชอบไปไหนมาไหนคนเดียว และทำในสิ่งที่ตนเองชอบ เช่น ออกไปช็อปปิ้งทั้งคนเดียวและไปกับคุณแม่ ไปร้านหนังสือ เรียนพิเศษ เรียนเต้น ดูหนัง ฟังเพลง ทำอาหาร และออกไปรับประทานอาหารและเดินห้างกับครอบครัว” แหม...ฉะฉานอย่างนี้ เวทีออดิชันนี้คงต้องให้ไปต่อ...
เห็นน่ารักสดใสอย่างนี้ เธอเป็นลูกสาวคนเดียว สนิทและใกล้ชิดกับครอบครัวและญาติๆ โดยมีลูกพี่ลูกน้อง 2 คนเป็นเพื่อนชีวิต เธอจึงไม่ใช่ลูกโทนที่เหงาหงอย “ดาจึงไม่รู้สึกเหงาเลย ทั้งๆ ที่เกิดมาเป็นลูกคนเดียว เพราะมีลูกพี่ลูกน้องที่เป็นทั้งพี่ชายและพี่สาว พากันออกไปเที่ยวตามสวนสัตว์ ชายหาด ทะเล คุณพ่อและคุณแม่ดามักจะพาดาไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จำได้ว่าเที่ยวเยอะมาก แถมวันอาทิตย์ก็จะไปเข้าวัดทำบุญกับคุณยายอีกด้วย
เนื่องจากคุณพ่อและคุณแม่ไปทำงาน เด็กๆ ส่วนใหญ่อยู่กับคุณยาย ท่านเคยเป็นครู จึงมักจะสอนสิ่งต่างๆ ให้ดาได้เรียนรู้อยู่เสมอ ทั้งหัดคัดลายมือ อ่านหนังสือ วาดรูป ระบายสี เมื่อดาเข้าโรงเรียนทำให้ดาสอบได้คะแนนเป็นที่ 1 ของห้องตั้งแต่ชั้นอนุบาล แต่แล้วดาต้องเสียคุณยายไปตอนประถม วันสงกรานต์ของทุกๆ ปี ครอบครัวดาและญาติๆ ทุกคนจึงไปรวมตัวกันที่บ้านใน จ.ขอนแก่น และไปเคารพอัฐิท่าน
ตั้งแต่เล็กจนโต คุณพ่อของดาจะเป็นคนที่สนับสนุนด้านการเรียนเป็นอย่างมาก ท่านมักจะพูดเสมอว่า “การเรียนรู้นั้นเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม เราไม่ควรหยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพราะการเรียนรู้ทำให้เรามีความรู้ สามารถอยู่รอดได้ในสังคมอย่างไม่ลำบาก และจะนำมาซึ่งความสำเร็จในอนาคต”
ส่วนคุณแม่นั้นกลับเห็นว่ากิจกรรมก็สำคัญไม่น้อยไปกว่าการเรียนเลย เพราะกิจกรรมทำให้ผ่อนคลาย หายเครียด อีกทั้งยังใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อีกด้วย ท่านพาดาไปเรียนบัลเลต์ตั้งแต่ดาอายุ 4 ขวบ รวมถึงแจ๊ซ ระบำสเปน ฮิปฮอปในทุกๆ วันเสาร์-อาทิตย์ พาไปเรียนร้องเพลงและเรียนเปียโนอีกด้วย”
ถ้าไม่นับว่าเธอชอบไปรวมตัวกับญาติๆ มีกิจกรรมสนุกร่วมกัน ดาก็จะออกกำลังกาย ทั้งวิ่ง เข้ายิม แถมยังชอบดนตรีคลาสสิกและป๊อป ในเรื่องการแต่งตัวเธออัพเดตเทรนด์แฟชั่นให้ทันสมัยอยู่เสมอ แต่ซื้อเสื้อผ้าราคาไม่แพง แต่ดูดี ลุคผู้ใหญ่ โทนสีนู้ด เน้นเรียบแต่เก๋ ที่สำคัญ เธอคำนึงถึงกาลเทศะเป็นที่ตั้งด้วย
“เรื่องกินเหรอคะ ดาเป็นคนที่เข้มงวดในการรับประทานอาหารมาก เพราะดาเป็นคนร่างใหญ่ อ้วนง่าย จึงต้องหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง และเลือกที่มีไขมันต่ำ เช่น สลัดและผลไม้ค่ะ”
ผมฟังเธอเล่าสนุกจนลืมนึกถึงว่า เพราะเหตุใดสาว 19 คนนี้จึงเลือกทันตแพทยศาสตร์เป็นหนทางอาชีพ
“เนื่องจากเป็นคนที่ชอบวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะวิชาชีววิทยา อีกทั้งยังชอบการทำงานศิลปะ งานประดิดประดอย และงานแกะสลัก ดังนั้นดาจึงคิดว่าทันตแพทย์นั้นจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับตัวดามากที่สุด เหตุผลที่เลือกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำและมีชื่อเสียงและมีคุณภาพ
นอกจากนั้น ที่นี่ดายังได้ทำงานกับเพื่อนๆ ในคณะ ทั้งๆ ที่เป็นเพื่อนที่ได้รู้จักกันได้ไม่นาน แต่ดาก็ได้เห็นถึงนิสัยที่น่ารัก ความมีน้ำใจ ความเสียสละ ความทุ่มเทในการทำงาน และการให้อภัย อีกทั้งความสามัคคีกันจนสามารถทำงานได้อย่างประสบความสำเร็จ การได้รู้จักและทำงานกับรุ่นพี่ที่น่ารักทุกคน และคอยห่วงใยรุ่นน้องในทุกๆ เรื่อง อีกทั้งการพบเจอกับผู้คนที่หลากหลายความคิดและมาจากหลายๆ สังคม ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และประสบการณ์ที่ดีที่สุด คือ การได้เป็นหนึ่งในเชียร์ลีดเดอร์ของคณะทันตแพทยศาสตร์ค่ะ
มองย้อนกลับไป การตั้งใจเรียนจนสามารถสอบเข้าคณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้นี้ เป็นเพราะความขยันหมั่นเพียรและไม่ย่อท้อกับอุปสรรคต่างๆ ที่ผ่านมา ความผิดหวังทำให้ดาได้รู้ว่าต้องสู้และก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปให้ได้ ถ้าเราพยายามเต็มที่แล้วแต่ผลที่ได้มาคือความผิดหวัง แต่นั่นไม่ใช่ผลลัพธ์ทั้งหมด ในอนาคตเราจะได้รับผลตอบแทนที่ดีจากความพยายามของเราอย่างแน่นอน การเรียนทำให้ดารู้ว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น และไม่ควรที่จะอ่อนแอหรือย่อท้อ ควรที่จะต่อสู้และรับกับสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ดาคิดว่าดาเป็นจุดเล็กๆ จุดหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบของสังคม และเป็นอนาคตของชาติ ถ้าจุดเล็กๆ ทุกจุดเป็นจุดเล็กๆ ที่มีคุณภาพ มีจิตสำนึกที่ดี มองเห็นสิ่งที่ถูกต้อง รักและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่เห็นแก่ตัว และเห็นแก่ส่วนรวมของประเทศชาติ เมื่อจุดเล็กๆ ทุกๆ จุดมารวมกันเป็นจุดใหญ่ ดาเชื่อว่าจุดที่ใหญ่นี้จะมีพลังและสามารถช่วยกันพัฒนาประเทศและโลกต่อไปได้อย่างแน่นอน
วัยรุ่นเป็นวัยที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นวัยที่เป็นรอยต่อระหว่างความสำเร็จและความล้มเหลวในชีวิต ดาจึงอยากให้วัยรุ่นทุกคนมีความมุ่งมั่นตั้งใจศึกษาเล่าเรียนในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปีที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย เพราะนี่คือชีวิตของเราทั้งชีวิตในอนาคต ใช้เวลาแค่ไม่กี่ปีตรงนี้ให้เต็มที่ เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ต่างๆ ไว้ให้มากที่สุด อีกทั้งการทำในสิ่งที่ตนเองรักและตนเองชอบ ทำอะไรก็ได้ให้ตัวเองมีความสุข อย่าฝืนทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้รัก
จำที่คุณพ่อคุณแม่สอนได้ดี ทำกิจกรรมไปควบคู่กับการเรียน และเรียนควบคู่ไปกับกิจกรรม ต้องขอบคุณทั้ง 2 ท่านที่สุด ที่เปิดโอกาสและเลี้ยงดูให้ดาเป็นดาในวันนี้”
ชิ้นเหล่านี้มีเรื่องราว
1.กล้องถ่ายรูป “รูปภาพเป็นตัวแทนที่ดีที่สุดในการบอกเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ณ ขณะนั้น ดาจึงพกกล้องถ่ายรูปติดตัวตลอด เพื่อเก็บภาพความประทับใจต่างๆ ไว้เป็นความทรงจำ”
2 โปสต์การ์ดและของที่ระลึก “ดาเป็นคนที่ท่องเที่ยวบ่อย เวลาที่ดาไปต่างประเทศ ดามักจะซื้อของที่ระลึกหรือโปสต์การ์ดเก็บไว้ และเขียนเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ที่อยู่ ณ ที่นั้น เพื่อเก็บความทรงจำดีๆ ระหว่างทางที่เราอยู่ที่นั่นไว้ให้มากที่สุด เวลาที่นึกถึงดาก็จะหยิบโปสต์การ์ดหรือของที่ระลึกเหล่านั้นขึ้นมาดู”
3.เกียรติบัตรต่างๆ “เป็นสิ่งที่แสดงถึงความสำเร็จของเรา ถือเป็นความภาคภูมิใจของดาและคุณพ่อคุณแม่ และเป็นแรงบันดาลใจต่อไปในการดำรงชีวิต”
4.ป้ายชื่อ บัตรนักเรียน เข็ม กระดุม และชุดนักเรียนราชินีบน “สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนความทรงจำทั้งหมดในช่วงเวลาที่ดาศึกษาอยู่ในรั้วราชินีบน ซึ่งเป็น 14 ปีที่ดามีความสุขที่สุด มีเพื่อนที่ดี คุณครูที่ดี และเป็นสถานที่ที่อบรมเลี้ยงดูดา ทำให้ดาเป็นดาในทุกวันนี้”
5.รองเท้าบัลเลต์ “เป็นตัวแทนของช่วงเวลาตลอด 14 ปีที่ดาเรียนบัลเลต์มาตั้งแต่ 4 ขวบ แต่ดาก็ต้องหยุดไปเนื่องจากต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยตอนอายุ 18 รองเท้าบัลเลต์เป็นความทรงจำที่ดี ตลอดเวลาที่ดาเรียนบัลเลต์ ที่ทั้งมีรอยยิ้มจากการมีความสุข และน้ำตาจากความพยายาม ความเหนื่อยและความเจ็บ ทำให้ดานึกถึงช่วงเวลาในวัยเด็กทั้งหมดที่ใช้เวลาวันเสาร์อาทิตย์ทั้งวัน และหลังเลิกเรียนในวันธรรมดาอยู่กับโรงเรียนบัลเลต์ นึกถึงตอนที่ได้มีโอกาสไปเรียนบัลเลต์ที่ออสเตรเลีย คิดถึงแสงไฟจากเวทีการแสดงในทุกๆ เวที นึกถึงเพื่อนๆ ที่เต้นบนปลายเท้ามาด้วยกัน และนึกถึงคำสอนจากคุณครูสอนบัลเลต์ที่ดารักมากที่สุด”







