
บ้านหลังสุดท้าย ห้วยขาแข้ง
บ้านคนอยู่ในเมือง เมืองที่ทำลายป่า ป่าที่อยู่ของสัตว์ สัตว์ที่ถูกล่าและไม่มีป่าให้อยู่ มันเป็นวงจรอุบาทว์
โดย...กาญจน์ อายุ
บ้านคนอยู่ในเมือง เมืองที่ทำลายป่า ป่าที่อยู่ของสัตว์ สัตว์ที่ถูกล่าและไม่มีป่าให้อยู่ มันเป็นวงจรอุบาทว์ที่แสดงให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ผู้ซึ่งสร้างบ้านให้ตังเองแต่ทำลายบ้านของสรรพสิ่งอื่น ทำให้มีมนุษย์ผู้เห็นความสำคัญของสัตว์ป่าและป่าไม้ร่วมมือกันอนุรักษ์และปกป้องทั้งสองสิ่ง เหล่ามนุษย์ที่ว่านี้รวมตัวกันอย่างเงียบๆ ในผืนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี พวกเขาทำงานเป็นหน่วยลาดตระเวนผืนป่า เดินเท้าสำรวจพื้นที่และป้องกันไม่ให้ชาวบ้านหรือพรานเข้ามารุกรานสัตว์ป่าและผืนป่าแห่งนี้
สมโภชน์ มณีรัตน์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กล่าวถึงผืนป่านี้ว่า มีพื้นที่ประมาณ 1.8 ล้านไร่ กินพื้นที่ จ.อุทัยธานี กาญจนบุรี นครสวรรค์ และตาก แต่มีคนในหน่วยลาดตระเวนเพียง 200 คน เฉลี่ยแล้วหนึ่งคนต้องเดินเท้าลาดตระเวนประมาณ 1 หมื่นไร่ เป็นงานที่หนักยิ่ง แต่ทุกคนในหน่วยยังคงต้องสลับสับเปลี่ยนกันเดินทุกวัน เพราะการล่าสัตว์ไม่มีวันหยุด โดยเฉพาะด้านตะวันออกของผืนป่าที่ติดกับชุมชนยาวประมาณ 200 กม. เป็นพื้นที่ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะชาวบ้านจ้องที่จะเข้ามาล่าสัตว์และรุกล้ำพื้นที่ป่าตลอดเวลา
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งติดกับผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร รวมทั้งสองพื้นที่แล้วจะมีเนื้อที่ประมาณ 6,000 ตร.กม. นับเป็นป่าอนุรักษ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สำคัญผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้งถูกประกาศให้เป็น “มรดกโลกทางธรรมชาติของโลก” จาก UNESCO เมื่อปี 2534 เพราะปัจจัยด้านความสมบูรณ์ของระบบนิเวศและมีสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์อาศัยอยู่
ผืนป่าตะวันตกแห่งนี้จึงเสมือนเป็นบ้านหลังสุดท้ายของสัตว์ป่า ทั้งช้าง กระทิง วัวแดง ควายป่า นกยูง นกเงือกคอแดง และเสือโคร่ง สัตว์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ทั้งหมดยังคงวิ่งอยู่ในผืนป่าของไทย ผืนป่าแห่งนี้จึงมีความสำคัญระดับโลก ในผืนป่าห้วยขาแข้งมีจำนวนเสือโคร่ง 80 ตัว เมื่อรวมกับเสือโคร่งในทุ่งใหญ่นเรศวรแล้วจะมีถึง 100 ตัว เสือโคร่งเป็นสัตว์ที่ถูกให้ความสำคัญและมีการศึกษาวิจัยเป็นพิเศษ เพราะเสือโคร่งคือดัชนีของผืนป่า เมื่อมีเสือก็ย่อมมีเหยื่อ และเมื่อมีเหยื่อก็ย่อมมีต้นไม้ใบหญ้าให้เหยื่อกิน ความสมบูรณ์ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งจึงวัดได้ด้วยจำนวนเสือโคร่ง
ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ นักวิจัยเสือโคร่งในผืนป่าห้วยขาแข้ง กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้เสือโคร่งตายว่า หนึ่ง เสือสูญเสียพื้นที่อาศัยหรือไม่มีป่าให้เสือโคร่งอยู่นั่นเอง สอง เสือถูกล่าเอาไปทำยา เครื่องรางของขลัง สาม เสือไม่มีเหยื่อให้กิน ทั้งสามข้อคือสาเหตุที่ทำให้จำนวนเสือโคร่งน้อยลงทุกทีและสามารถรวมไปถึงจำนวนสัตว์ชนิดอื่นๆ ด้วย ทางกลุ่มวิจัยจึงได้เฝ้ามองเสือโคร่งจำนวนนี้อย่างใกล้ชิด ด้วยการลาดตระเวนและการติดตั้งกล้องวงจรปิดแบบอินฟราเรด สำรวจพฤติกรรมการตั้งถิ่นฐาน การย้ายถิ่น การกิน และเพื่อนับจำนวน
ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ให้ความรู้ว่า ลายบนลำตัวของเสือแต่ละตัวเหมือนกับลายนิ้วมือของคน คือ ทุกตัวจะมีลายต่างกัน ทำให้คนสามารถนับจำนวนเสือโคร่งได้ไม่ซ้ำตัว อีกทั้งยังสามารถดูพฤติกรรมของเสือแต่ละตัว ทำให้คนทราบว่าเสือโคร่งตัวผู้หนึ่งตัวจะมีอาณาเขตกว้างถึง 300 ตร.กม. และในอาณาเขตจะมีเสือโคร่งตัวเมียอาศัยอยู่ 3-4 ตัว โดยตัวเมียจะมีอาณาเขตประมาณ 15 ตร.กม.
โครงการศึกษาวิจัยเพื่อการอนุรักษ์เสือโคร่งของ ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ได้รับการสนับสนุนจาก ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ. ที่จัดทำโครงการรวมใจภักดิ์ รักษ์มรดกไทย มรดกโลก เข้ามาช่วยเหลือเรื่องทุนการวิจัยเสือโคร่งและทำกิจกรรมส่งเสริมการอนุรักษ์ผืนป่าในอีกหลายด้าน ล่าสุด ปตท.สผ.ร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดนิทรรศการถาวรในอาคารมรดกโลกที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เปิดเป็นนิทรรศการให้ความรู้แก่ประชาชนเรื่องประวัติ ความสมบูรณ์ของผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรห้วยขาแข้ง และคุณค่าของผืนป่าแห่งนี้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หวังที่จะสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนและทุกคนรักษ์ป่ารักษ์สัตว์ เพราะหากคนเกิดความรักในผืนป่า คนก็จะไม่ทำลายสิ่งที่ตัวเองรัก เป็นตรรกะง่ายๆ ที่ทำได้ยากยิ่ง
หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กล่าวไว้น่าคิด “คนไทยมีค่านิยมเอากระดูกสัตว์ไว้บ้าน แต่เอากระดูกพ่อแม่ไว้วัด” คนที่ได้ฟังหัวเราะลั่น มันคือเสียงหัวเราะ “เยาะ” ในความไร้เหตุผลของคนที่ยึดติดกับสิ่งไร้สาระ
คนอยากมีชีวิต สัตว์ก็เช่นกัน







