
เพื่อความยั่งยืน
หลังจากที่ประเทศไทยนั้นผ่านพ้นวิกฤตการณ์น้ำท่วมหนักอย่างที่หลายคนไม่เคยพบเจอมาก่อนนั้น
โดย...ศรายุธ นกแก้ว
หลังจากที่ประเทศไทยนั้นผ่านพ้นวิกฤตการณ์น้ำท่วมหนักอย่างที่หลายคนไม่เคยพบเจอมาก่อนนั้น ได้ส่งผลกระทบโดยตรงไปสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยทั้งภาคอุตสาหกรรมที่มีการหยุดการผลิตตลอดจนย้ายฐานการผลิตออกจากไทยโดยฉับพลัน ภาคการเกษตรพื้นที่ไร่ นา สวนต่างๆ ถูกมวลน้ำขนาดใหญ่ท่วมเสียหาย ท้ายสุดคือภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของไทยนั้นก็ต้องแบกรับชะตากรรมที่เลวร้ายไปเต็มๆ หลังจากที่โบราณสถานหลายที่พังเสียหาย นักท่องเที่ยวไม่มีกำลังซื้อดังเช่นแต่ก่อน เพราะต้องเอาเงินไปซ่อมแซมบ้าน จนทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวในช่วงน้ำลดแล้วนั้นลดลงอย่างน่าใจหาย ชาวบ้านและผู้ประกอบการในพื้นที่ท่องเที่ยวก็ต้องก้มหน้ายอมรับความจริงว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ตนเองเคยกอบโกยรายได้จากมันชักจะไม่ยั่งยืนอีกต่อไปแล้ว
การมา อ.อุ้มผาง จ.ตาก ในครั้งนี้เกิดจากมีการจัดสัมมนาหรือจะเรียกว่า การพูดคุยในเรื่องที่จะทำอย่างไรให้อุ้มผางซึ่งเป็นอีกชุมชนท่องเที่ยวหนึ่งนั้นสามารถจัดการและสามารถทำให้การท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่ยังยืนสำหรับพวกเขาได้ เพราะในตอนนี้ที่อุ้มผางเองนั้นก็ประสบกับปัญหาในหนึ่งปี มีนักท่องเที่ยวมาอยู่ไม่กี่เดือน ตลอดจนเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เป็นจุดขายของที่นี่นั้นได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ซึ่งในระยะยาวนั้นจะส่งผลกระทบกับพวกเขาอย่างแน่นอน
ปัญหาหลักของอุ้มผางในขณะนี้ อันดับแรกคือ เรื่องถนน ในหลักสูตรการจัดการการท่องเที่ยวทั่วไป (Accessibility) หรือการจะเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ ได้ ถนนหนทางเป็นปัจจัยแรก ในตอนนี้ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อเกือบทั้งเส้นทาง ทำให้การเดินทางยากลำบากขึ้น เมื่อแก้ปัญหานี้ก่อนและทำให้การเดินทางสู่แหล่งท่องเที่ยวทำได้ง่ายขึ้น การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวก็จะตามมาเองโดยอัตโนมัติ ส่วนภาพที่เห็นจากสองข้างทางจาก อ.แม่สอด สู่อุ้มผางนั้นเต็มไปด้วยควันไฟจากการเผาป่า ซึ่งการกระทำนี้จะเกิดจากธรรมชาติก็ดีหรือน้ำมือมนุษย์ก็ดี ล้วนเป็นตัวทำลายธรรมชาติที่เป็นจุดขายของอุ้มผางไปทีละน้อยๆ
ต่อมาคือปัญหาของพี่น้องผู้ประกอบการภายในอุ้มผางเอง แม้จะมีการรวมกลุ่มกันเป็นภาคีแต่ก็ยังมีการแข่งขันกันตัดราคากันเอง โดยอาจเป็นการจูงใจนักท่องเที่ยว แต่คุณภาพที่ได้ไปนั้นก็ลดลงตามราคาไปด้วย แต่ถ้ามองในมุมกลับกันแทนที่เราสามารถคงราคาขายเท่าเดิมไว้ แต่บวกคุณภาพเชิงบริการเข้าไปเพื่อดึงดูดใจลูกค้าก็สามารถทำได้ เพราะกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวอาจไม่มีมากเท่าเดิม แต่เขาสามารถเอาความคุ้มค่ามาเปรียบเทียบกันได้
ต่อมาพูดถึง Attraction หรือแหล่งท่องเที่ยวภายในอุ้มผางเองนั้น เรียกว่าไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องนี้ เพราะแหล่งท่องเที่ยวที่นี่หลากหลาย ทั้งป่าไม้ น้ำตก ซึ่งขึ้นชื่อติดอันดับโลกทั้งนั้น แต่สถานการณ์สิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นปัญหาหลักในขณะนี้นั้นต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน แม้ผู้ประกอบการหลายรายยังคงกอดอกยืนยันว่าพื้นที่ป่าไม่ได้ลดลง แต่ภาพการเผาป่าก็ยังคงเกิดขึ้นทุกปี ถ้าเกิดตัดปัญหานี้ไปได้ ป่าไม้สีเขียวก็จะยังอยู่คู่กับอุ้มผางไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน ซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้เองจะส่งผลกระทบมายัง (Activity) หรือกิจกรรมในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ การล่องแพไปชมน้ำตกนั้นเป็นกิจกรรมหลักของที่นี่ แต่เมื่อป่าลดลงน้ำก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งนอกจากหน้าฝนแล้ว ความสนุกของการล่องแพก็จะค่อยๆ ลดลงไปตามระดับน้ำ
ส่วนการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม (Cultural Tourism) ที่อุ้มผางเองก็มีหมู่บ้านกะเหรี่ยงหลากหลายหมู่บ้าน ซึ่งบ้านกะเหรี่ยงฤๅษี เลตองคุ นั้นก็เริ่มเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวผ่านสื่อต่างๆ แต่การพัฒนาการท่องเที่ยวทางด้านวัฒนธรรมนี้เหมือนดาบสองคม เพราะการหลั่งไหลของยุคสมัยใหม่จะเข้าไปผสมผสานหรือทำลายวัฒนธรรมเก่าๆ นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับการจัดการที่ถูกต้อง ทุกวันนี้หมู่บ้านเลตองคุนั้นอยู่ในช่วงการปรับและประยุกต์นำความทันสมัยมาใช้ เกือบทุกบ้านมีไฟฟ้ามีทีวี ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่สำคัญคือประเพณีทางศาสนาที่เป็นเอกลักษณ์นั้นจะคงอยู่สืบไปหรือไม่นั้นก็คงต้องคอยดูกันต่อไป
แม้การแลกเปลี่ยนปัญหาที่เกิดขึ้นในอุ้มผางครั้งนี้นั้นจะยังหาทางออกไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่ผู้ประกอบการหลายรายยังไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของปัญหาที่ว่าด้วยความเข้มแข็งของชุมชนก็ดี ปัญหาสิ่งแวด
ล้อมก็ดี ทั้งนี้ทุกปัญหาที่ได้กล่าวมานั้นมิได้เกิดกับ อ.อุ้มผาง เท่านั้น ในแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ทั่วประเทศก็ยังคงเผชิญอยู่กับปัญหานายทุนบุกรุกป่า การถือครองสิทธิในที่ดินโดยผิดกฎหมาย หรือความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ซึ่งทุกปัญหาที่เกิดขึ้นล้วนเกิดจากการขาดการจัดการที่ดี แต่การที่ประชาชนจะสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการได้นั้น ต้องเริ่มจากการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งของชาวบ้าน ผู้ประกอบการ โดยมีข้อตกลงร่วมกันที่แน่ชัด มีสภาชาวบ้านสร้างข้อกำหนดต่างๆ ขึ้นมา ส่งตัวแทนอาชีพทางการท่องเที่ยวเข้าไปมีส่วนร่วมในระบบกลไกรัฐ เพื่อถ่วงดุลกับอำนาจของทุนนิยมที่กำลังกลืนกินตัวเองอยู่ในทุกวันนี้
ท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของอุ้มผางจะเป็นไปในทิศทางใดก็คงต้องคอยจับตาดู แต่ขึ้นชื่อว่าอุ้มผางแล้วยังไงก็ยังคงมีมนต์สเน่ห์และความน่าหลงใหลทางธรรมชาติ อากาศที่บริสุทธิ์ อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ความเขียวขจีที่คนในเมืองต้องอิจฉา เป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมายังเมืองในอ้อมกอดของขุนเขาแห่งนี้ สำหรับในอนาคตข้างหน้านี้แว่วๆ ว่าจะมีการตัดถนนไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ อุ้มผางจะเข้าข่ายเมืองเศรษฐกิจชายแดนอีกแห่งหนึ่งของประเทศ ซึ่งเม็ดเงินมหาศาลจะไหลเข้าสู่ชุมชน ซึ่งจะส่งผลอย่างไรต่อการท่องเที่ยวอุ้มผางจะยั่งยืนหรือไม่ ก็คงต้องอาศัยทุกคนร่วมมือกัน







