posttoday
อยุธยาเมืองเก่าคนแก่ที่ไม่หมดค่า

อยุธยาเมืองเก่าคนแก่ที่ไม่หมดค่า

05 มีนาคม 2553

เรื่อง / ภาพ สุธน สุขพิศิษฐ์

 

อยุธยาอีกครั้ง ที่ยังติดพันอยู่เพราะว่าเมื่อไปแล้วก็ฟื้นความจำ ทุกที่ของอยุธยานั้นมีเรื่องราวทั้งสิ้น อะไรที่เคยพบเจอก็อยากเขียนอยากเล่า อันนี้เป็นธรรมดาสำหรับคนแก่ที่ชอบเล่าเรื่องย้อนหลัง แต่อย่างน้อยก็คงพอมีประโยชน์อยู่บ้าง เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัว เป็นอีกแง่มุมหนึ่งซึ่งไม่มีในหนังสือหรือเอกสารใดๆ

ผมไปอยุธยาครั้งนี้วนๆ รอบเกาะเมืองก่อน ผ่านสวนสมเด็จและโรงพยาบาลประจำจังหวัดไปถึงป้อมเพชร เพิ่งรู้ว่าคนอยุธยาใช้ชื่อซ้ำกันแค่ 2 ชื่อเท่านั้น คือ บังกับผัด เพราะตรงแถวนั้นมีแต่บังๆ ขายโรตี กับผัดๆ ขายผัดไทย รับรองได้เลยว่าจำไม่หมดว่าบังไหนผัดไหนอยู่ตรงไหนเยอะแยะไปหมด แต่เมื่อไปตรงนั้นแล้วจะไม่ซื้อก็เกินไป เผอิญไปจอดรถอยู่หน้าร้านสุธาสินี เห็นป้ายเขียนว่า ไม่ดังแต่อร่อย ก็ลองดูว่าจะอร่อยจริงหรือไม่ ก็อร่อยใช้ได้ สำหรับโรตีสายไหมของอยุธยานั้นไม่เหมือนโรตีสายไหมที่เคยกินในสมัยก่อนทั่วๆ ไป ซึ่งสมัยก่อนนั้นแป้งจะแห้งและบาง ส่วนของอยุธยาสมัยนี้แป้งจะหนานุ่มและเค็มกว่า กินกับสายไหมใหม่ๆ หวานๆ อร่อยดี

ปกติที่เคยไปอยุธยาแล้วต้องหาของกินตอนกลางวัน มักจะกินก๋วยเตี๋ยวง่ายๆ ร้านที่กินบ่อยจะเป็นก๋วยเตี๋ยวทะเล เย็นตาโฟทะเลที่อยู่เลยตลาดเจ้าพรหมไปหน่อย จำชื่อถนนไม่ได้ จะเป็นถนนที่มีไฟจราจร เลี้ยวซ้ายเข้าไปหน่อยเดียว ร้านจะอยู่ทางขวามือ ร้านก๋วยเตี๋ยวร้านนี้จะอยู่ติดกับร้านหมูสะเต๊ะนายแกละซึ่งอร่อยเหมือนกัน เดิมนั้นสั่งของกินข้ามร้านกันได้ เรียกว่านั่งอีกร้านก็สั่งของกินอีกร้านไปกินได้ ตอนหลังทำไม่ได้ เพราะทั้ง 2 ร้านนี้ประกาศเป็นคู่ศึกศัตรูเหมือนไทยกับพม่า ไม่รู้ทำยุทธหัตถีกันไปบ้างหรือยัง

ผมผ่านวัดส้ม ซึ่งวัดนี้ถือว่าเก่าแก่มาก เป็นวัดสมัยต้นอยุธยา เมื่อครั้งซ่อมพระปรางค์ครั้งใหญ่เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ผมถือโอกาสปีนนั่งร้านขึ้นไปดูลวดลายปูนปั้นประดับกลีบขนุน และเทพชุมนุมประดับรอบฐาน สวยมาก ฝีมือนั้นเป็นบรมครูหาที่อื่นเทียบยาก ตอนนี้พระปรางค์วัดส้มโทรมไป มองไม่เห็นลวดลายปูนปั้นเท่าไหร่ สำหรับวัดส้มนี้ผู้ที่ค้นพบความมหัศจรรย์ทางฝีมือช่างปูนปั้น เป็นศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เมื่อครั้งมาสำรวจศิลปกรรมสมัยอยุธยา

มาทางวัดตึก ที่ฝั่งตรงข้ามกับวัดตึกนี้เป็นคลอง มีบ้านเรือนชาวบ้านอยู่เกาะอยู่แนวริมคลองหลายหลัง ทำให้นึกถึงคนคนหนึ่งที่อยู่ตรงบ้านริมคลองนี้ ชื่อลุงเมี้ยน ลุงเมี้ยนเหมือนครูทางโบราณคดี ผมเจอลุงเมี้ยนครั้งแรกเมื่อ 19 ปีที่แล้ว ตอนนั้นลุงเมี้ยนอายุก็ 83 ปีแล้ว ลุงเมี้ยนเป็นคนอยุธยาโดยกำเนิด เคยเป็นลูกจ้างของกรมศิลปากรมาก่อน ตั้งแต่สมัยพระยาโบราณราชธานินทร์ผู้บูรณะอยุธยาคนแรก สมัยแรกๆ ก็เป็นคนงานแรงงานแบกขนธรรมดา มาทำงานสำคัญๆ ตอนสมัยอาจารย์มานิต วัลลิโภดม บิดาของอาจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม ที่มาเป็นผู้บูรณะอยุธยานี่แหละ คนที่แนะนำให้มาเจอกับลุงเมี้ยนก็คืออาจารย์คึกเดช กันตามระ ผู้มีศักดิ์เป็นหลานของพระยาโบราณฯ อาจารย์คึกเดชเป็นเพื่อนผม ซึ่งสืบสาวราวเรื่องแล้วมีความใกล้ชิดกันเกือบเหมือนญาติ

อาจารย์คึกเดชบอกกับผมว่า ถ้าอยากรู้เรื่องโบราณสถานต้องมาหาลุงเมี้ยน ลุงเมี้ยนตอนนั้นก็ไม่ไปไหนแล้ว แต่เมื่อชวนไปเดินดูแถววัดพระศรีสรรเพชญ์ ลุงไม่ปฏิเสธ หยิบไม้เท้าไปทันที ลุงเดินจะแบบกระฉับกระเฉง ทั้งๆ ที่พื้นในวัดไม่เรียบ ไม่สม่ำเสมอ อาจจะเป็นเพราะว่าเข้าไปในที่ที่มีความผูกพัน ลุงชี้หมดว่าตรงไหนเป็นอะไร มีอาคารอะไรบ้าง ชี้ตำแหน่งที่เคยเป็นหอศาสตราวุธ ซึ่งในพงศาวดารคำให้การคนกรุงเก่าเคยระบุว่า เป็นที่ตั้งของพระรูปของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และเมื่อครั้งกำลังเสียกรุงครั้งใหญ่ที่ไฟกำลังโหมไหม้กระหน่ำเมืองอยู่นั้น มีคนได้ยินพระรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกระทืบพระบาทอยู่ในหอนั้น อันนี้จริงเท็จไม่รู้ครับ ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่

ตอนนั้นผมทำตัวเป็นลูกศิษย์ลุงเมี้ยนที่ดีเท่าที่จะทำได้ เวียนไปหาทุกครั้งที่ไปอยุธยา นั่งคุยที่บ้าน พาลุงไปกินข้าวนอกบ้าน พาไปวัดต่างๆ ที่ลุงอยากไป ลุงเมี้ยนบอกว่าเมื่อก่อนนั้นราชการโดยกรมศิลปากรต้องเร่งทำงานแข่งกับคนร้ายที่ลักลอบขุดโบราณสถาน กรมศิลป์ทำงานขุดค้นโบราณสถานตอนกลางวัน ส่วนคนร้ายมาขุดค้นตอนกลางคืน ขนาดกรมศิลป์จ้างตำรวจมาเฝ้า ดันทะลึ่งเป็นต้นทางให้คนร้ายเสียฉิบ

ที่สำคัญที่สุดที่ลุงเมี้ยนอยากไปคือ วัดมหาธาตุ ลุงเมี้ยนนี่แหละที่เป็นคนนำเอาพระบรมสารีริกธาตุจากใต้ฐานพระปรางค์วัดมหาธาตุขึ้นมา ลุงเมี้ยนเล่าว่า เมื่อเจาะเข้าไปทางด้านข้างพระปรางค์แล้ว ต้องใต้ลึกลงไป น้ำจะท่วมขังเต็มและมืดมาก สูบน้ำเป็นวันๆ กว่าจะแห้ง ตอนลงไปต้องเอากิ่งต้นฝรั่งลงไปด้วย พอใบฝรั่งเริ่มเฉาก็เปลี่ยนกิ่งใหม่หย่อนลงไป นี่เป็นเทคนิคโบราณ เพื่อให้ใบฝรั่งดูดกลิ่นความเหม็นอับ อันนี้ผมยืนยันครับ ใบฝรั่งนี่แหละสำคัญนัก ถ้าใครกินเหล้า สูบบุหรี่ อยากจะดับกลิ่นปาก เคี้ยวใบฝรั่งใบเดียวกลิ่นสะอาดหมดจด

มาถึงเรื่องลุงเมี้ยนต่อ ลุงบอกว่าตรงกลางกรุจะมีแท่นหิน มีฝาปิด เปิดแท่นแล้วมีทรายละเอียดอัดขังอยู่เต็ม ตรงกลางทรายจะมีผอบหิน ซึ่งเมื่อเอาขึ้นแล้วผอบนั้นยังมีอีกหลายชั้นกว่าจะเป็นชั้นในสุด ซึ่งเป็นผอบทองเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ลุงเมี้ยนบอกว่าตอนที่เอาผอบขึ้นนั้นเป็นตอนกลางวันแท้ๆ อยู่ๆ มืดครึ้มและมีฟ้าร้อง ฟ้าผ่า และผนังกรุนั้นมีจิ้งจกหลายตัว แต่ละตัวใหญ่มาก นั่นก็อัศจรรย์เหมือนกันว่ามันอยู่ได้อย่างไร อากาศก็น้อย อาหารที่เป็นแมลงต่างๆ ก็ไม่มี

ลุงเมี้ยนให้พระดินเผาผมมา 2 องค์ ลุงปั้นปลุกเสกเองโดยเอาทรายที่อยู่ตรงแท่นหินนั่นแหละมาเป็นส่วนผสมปั้นพระ ลุงยังบอกว่าไม่ต้องสนใจว่าใครปลุกเสกและจะศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน ให้คิดว่าพระนี่คือสิ่งที่มาจากสิ่งที่เป็นมงคล พยายามทำอะไรที่เป็นมงคลกับตัวแล้วก็จะดีเอง เสียดายว่าผมจำพระที่ลุงเมี้ยนให้ว่าองค์ไหนเป็นองค์ไหนไม่ได้ เพราะนานๆ เข้าความจำชักเลอะเลือน

ลุงเมี้ยนมีเรื่องที่ประทับใจที่สุดในชีวิต คือ ลุงเมี้ยนได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จฯ อยุธยา โดยที่เพื่อนผม ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยศิลปากรอยู่ในขณะนั้น เป็นผู้นำลุงเข้าเฝ้าฯ เมื่อผ่านไปนานแล้วผมไปบ้านลุง ลุงชี้ให้ดูซองสีขาวบนหิ้งพระ และบอกว่านั่นคือซองเงินที่ได้รับพระราชทานมา ลุงคิดว่าเงินนั้นมีคุณค่าสูงกว่าที่จะเอาไปทำอะไร ผมเจอปฏิพัฒน์ในตอนหลัง เขายังบอกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่าให้กรมศิลปากรเก็บบันทึกข้อมูลประสบการณ์การทำงานของลุงเมี้ยนไว้ให้มากๆ จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในต่อๆ ไป

ผมผ่านวัดตึกในครั้งนี้ก็นึกถึงลุงเมี้ยน ครูคนสำคัญ ถึงท่านจะเสียไปนานแล้ว แต่คุณประโยชน์ที่ลุงเมี้ยนเคยทำไว้นั้นมีมาก ถึงจะไม่ค่อยมีใครรู้ แต่ก็เชื่อว่าสิ่งที่ลุงทำประโยชน์กับอยุธยา ลุงคงมีความสุขในภพที่ลุงต้องการ ครั้งนี้ขอบูชาครูครับ ก็นี่แหละที่เป็นเรื่องของอยุธยาอีกแง่มุมหนึ่ง เมืองเก่าคนแก่ที่ไม่หมดค่าครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท