
The Return of Stupid Phones
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หนูดีมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ ทั้งๆ ที่ดูไม่น่าเป็นเรื่องใหญ่เลย
โดย...หนูดี – วนิษา เรซ
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หนูดีมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ ทั้งๆ ที่ดูไม่น่าเป็นเรื่องใหญ่เลย แต่ก็เป็นเรื่องที่คิดมานาน และในที่สุดก็ตัดสินใจได้เสียที เป็นการตัดสินใจที่สวนกระแสการจับจ่ายใช้สอยของคนที่อินเทรนด์ในยุคนี้จริงๆ ค่ะ นั่นก็คือ หนูดีตัดสินใจยกเลิกการใช้ Smart Phone ของตัวเองลงอย่างสิ้นเชิง อย่างน้อยก็ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ก่อน...เป็นการชิมลาง
และได้ตัดสินใจเป็นสาววินเทจ ย้อนยุค ด้วยการหันกลับมาหาโทรศัพท์มือถือแบบ “น้องโบ” ที่โทร.เข้าโทร.ออก และส่งเท็กซ์ได้เท่านั้น โดยตั้งราคาไว้ว่า ต้องอยู่ในหลักพันบาทเศษ หลังจากได้เดินทางไปยกเลิกแพ็กเกจสมาร์ตโฟนทั้งหมดของตัวเอง ก็ได้เดินไปหาซื้อโทรศัพท์ง่ายๆ ถูกๆ ไม่เอาออปชันอะไรทั้งนั้น ฟังวิทยุได้ยังไม่เอาเลยค่ะ ในที่สุด ก็ตกลงใจกับเครื่องที่มี 2 ซิม ราคา 1,700 บาทขาดตัว
เล่าแล้ว ก็ขอเล่าเหตุผลชัดๆ นะคะ ว่า ทำไมหนูดีถึงขอยกเลิกการใช้เทคโนโลยีนี้ ในช่วงนี้ เหตุผลแรก มาจากหนที่หนูดีบินไปเข้าร่วมประชุมเรื่องสมอง หนล่าสุดที่มหาวิทยาลัย MIT ที่บอสตัน สหรัฐอเมริกา และพบว่า เรื่องราวงานวิจัยของสมองในทุกๆ วันนี้ เรื่องผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อสมองนั้น เป็นเรื่องที่คนวิจัยกันแบบเป็นล่ำเป็นสัน มีทั้งผลดี ผลไม่ดี ผลกลางๆ
แต่อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่เราเลี่ยงไม่ได้ และผลสรุปก็ยังไม่ชัดเจน เพราะว่าอายุการวิจัยยังไม่นานพอ แต่เรื่องที่นักวิจัยกังวลกันมากคือ ไลฟ์สไตล์ที่มากับความ “ไฮเทค” ต่างๆ เช่น มีเวลาหน้าจอมากขึ้นแต่เวลากับคนจริงๆ น้อยลง รวมถึงผลกระทบของพลังงานไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่มากับการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า (เช่น โทรศัพท์มือถือ)
แบบใกล้ตัวมากๆ บางคนจะชาร์จแบตยังชาร์จไว้หัวนอน โหย ช่างกล้า หนูดีเอง ไม่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าอะไรในห้องนอนเลยยกเว้นแอร์ เพราะกลัวว่าพลังงานไฟฟ้าจะมารบกวนการทำงานของคลื่นสมอง ถ้าจะชาร์จแบตมือถือก็ นู่นเลยค่ะ ห้องแต่งตัว แยกห้องไปเลย กลัวอันตรายมากๆ ใครจะว่าเว่อร์ ไม่สนค่ะ สมองใครๆ ก็รักก็ต้องห่วงใยดูแลกันเอง สมองหนูดีมีค่าสำหรับหนูดี และเวลานี้ยังผ่าตัดเปลี่ยนสมองไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นมา รับผิดชอบไม่ไหว
สมองคนเรานะคะ ทำงานด้วยเคมีและกระแสไฟฟ้า ในสมองเรา มีพลังงานไฟฟ้าอยู่ประมาณ 12 วัตต์ เปรียบเทียบคือ พลังงานแค่ 1 ใน 3 ของหลอดไฟในตู้เย็น มันบอบบางมากๆ แล้วคิดหรือว่า เราเอาแหล่งกำเนิดไฟฟ้าแข็งแรง แบบโทรศัพท์มือถือ ไมโครเวฟ วิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ มาไว้ใกล้มากๆ แล้วมันจะไม่มีผลกระทบ มันมีแน่ๆ ค่ะ
หนูดีมีเกมหนึ่งให้ลองเล่น ขำๆ ไปทำเล่นกับเพื่อนที่ออฟฟิศ หรือทำเล่นกับลูก หรือกับนักเรียนก็ได้ จะได้เห็นผลจะจะกับตาเราเอง วิธีก็แสนง่าย และมีอุปกรณ์ชิ้นเดียวคือ มือถือค่ะ แต่ต้องมีคนเล่น 2 คน
เริ่มต้นด้วยการที่คนแรก ยืนตรง แล้วยกแขนขึ้นตรงๆ ตั้งฉากขึ้นมาเลยนะคะ จะข้างหน้าหรือข้างๆ ก็ได้ เหมือนจัดแถวตอน เสร็จแล้ว ให้เกร็งไว้ แล้วให้เพื่อนมากดลง เพื่อนต้องกดสุดๆ และคนยกแขน ก็เกร็งสู้ค่ะ แล้วให้กองเชียร์มอง แล้วจำไว้ว่า กดแขนลงได้แค่ไหน เสร็จแล้ว พักยก คราวนี้ คนแรกที่ยกแขนค่ะ ให้ถือโทรศัพท์มือถือไว้อีกมือหนึ่ง แล้วทำเหมือนเดิมทุกอย่าง กดและเกร็งสู้กัน
มาถึงตรงนี้ หนูดีไปโชว์ที่ไหน ก็หนไหนหนนั้นค่ะ ไม่เคยพลาด คือ คนจะฮือขึ้นมาเลย เพราะเห็นกับตาตัวเองชัดๆ ว่า แขนของคนแรก อ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด ถ้าใครไปทำโชว์ ก็สามารถอธิบายได้เลยว่า เพราะโทรศัพท์มือถือ มันมีไฟฟ้า และเจ้าคลื่นนี้เอง จะไปรบกวนการทำงานของสมอง ซึ่งเป็นพลังงานไฟฟ้าเช่นกัน ดังนั้น การใช้เครื่องมือสื่อสารแบบนี้บ่อยๆ มันมีผลกระทบ ยิ่งบางทีหนูดีเห็นผู้ชายเหน็บเอวไว้บ้าง ใส่กระเป๋าไว้บ้าง เห็นแล้วเสียวสันหลัง เพราะมันแปะไปบนร่างกายแบบนั้น ไม่โอเคเลย
กลับมาที่สมาร์ตโฟน หนูดีมานั่งสังเกตตัวเองพบว่ามันทำให้หนูดีเสียนิสัยเยอะมาก พอจะลิสต์ได้ดังนี้
1.พะวักพะวนอยู่กับมัน เอ๊ะ ใครจะวอทส์แอพ ใครจะบีบีมา พอมีเสียงติ๊งๆ หรือปริ๊งๆ ก็จะคอยหยิบมาเช็กมาดู เพราะอยากรู้ว่าใครน่ะ ซึ่งบางทีไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย
2.ทำให้เสียมารยาทสังคม โดยเฉพาะเวลาไปทานอาหารกับเพื่อนและครอบครัว เพราะเช็กเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์
3.ทำให้ต้องคอยเช็กเมลตลอดเวลา ทั้งๆ ที่บางครั้ง ใกล้เวลานอนแล้ว เราปิดคอมพิวเตอร์ไปแล้ว เพราะหมดเวลางาน แต่พอมีระบบ Push Mail ก็ทำให้อ่านได้เลย ก็เท่ากับว่าเหมือนกับทำงานจนใกล้เวลานอน ทำให้นอนหลับไม่สนิท
แค่ 3 ข้อนี้ ก็เยอะแล้วนะคะสำหรับหนูดี พอดูจริงๆ การรู้ทุกเรื่อง ก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็น และการรู้ทุกเรื่อง ทุกเวลา ยิ่งไม่ใช่เรื่องจำเป็นใหญ่
เหตุผลที่หนูดีต้องใช้สมาร์ตโฟน เมื่อ 2 ปีที่แล้วคือ ช่วงนั้นเดินทางไปทำงานที่อเมริกาและยุโรปเป็นเดือน ทำให้ต้องติดต่อออฟฟิศและลูกค้า ผ่านอีเมล ซึ่งเมื่อมีระบบ Push Mail ก็ทำให้สะดวกและไม่พลาดงานหรือสิ่งสำคัญที่ต้องตัดสินใจเมื่อเราไม่อยู่ในออฟฟิศ แต่พอเวลาผ่านไปๆ ก็พบว่าเรากลับใช้บีบีเอ็มและวอทส์แอพในการคุยเล่นกับเพื่อนๆ มากกว่า แถมทำให้เข้าเฟซบุ๊กบ่อยเกินไป ซึ่งไม่ใช่นิสัยที่หนูดีอยากเพาะ
คิดชั่งน้ำหนัก วัดส่วนดีส่วนเสียแล้วพบว่า จริงๆ แล้วหนูดีไม่จำเป็นต้องมีสิ่งนี้เลย และเหตุผลปลีกย่อยอีกอันคือ เสียความเป็นส่วนตัวมากๆ เพราะเจ้าแอพพลิเคชันยุคใหม่นี้ เมื่อเราอ่านข้อความของคนคนหนึ่งแล้ว มันยังทำให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่าเราอ่านแล้ว ซึ่งหนูดีไม่เคยรู้เลย จนเพื่อนคนหนึ่งน้อยใจเพราะ “หนูดีอ่านข้อความแล้วแต่ไม่ตอบเรา” คือ ตอนนั้นหนูดีงานยุ่ง และไม่คิดว่าต้องรีบตอบอะไร แต่เทคโนโลยีเดี๋ยวนี้ ไฮเทคไปไหม ตอนนั้นก็เกือบเป็นเรื่องเป็นราว
ตอนนี้กลับมาเป็นสาวโลว์เทคแล้วค่ะ เช็กเมลในคอมพ์วันละครั้งพอ ตอนส่งข้อความเวียนถึงเพื่อนๆ ว่า “เลิกแล้วค่ะ หนูเลิกสมาร์ตโฟนแล้วค่ะ” เพื่อนก็ถามกลับมากันใหญ่ว่า แล้วไปใช้ค่ายไหน ยังวอทส์แอพกันได้ไหม แหะแหะ ไม่ได้ค่ะ โทรศัพท์เครื่องละพัน มันคงไม่มีวอทส์แอพแน่ๆ ทำเอาเพื่อนๆ งง
มีคนหนึ่งถามตรงๆ “What’s wrong with you.” ถามน่ารักเชียว คำตอบคำเดียวสั้นๆ “ตอนนี้ หนูดีขอย้อนยุคค่ะ มีอะไร โทร.หาได้เลย คิดถึงเสียงคนจริงๆ แล้ว เบื่อเสียง ติ๊งๆ แล้วค่ะ”







