
เทคโนโลยีหลังโลกร้อน
ปณิตัส
ต้องยอมรับว่าหนัง An Inconvenient Truth ของ อัล กอร์ นั้นเป็นเรื่องแรกที่ออกมาสะกิดพวกเราๆ ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) หรือที่เรียกกันติดปากว่า ภาวะโลกร้อน หลังจากนั้นชีวิตของพวกเราๆ ก็ต้องเปลี่ยนไป กลายเป็นตื่นตัว ตื่นกลัว และเริ่มมีการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ
และสิ่งต่างๆ เหล่านี้คือเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมาหลังภาวะโลกร้อน...
*กระดาษโลกใหม่
กระดาษทำจากต้นไม้ การบริโภคกระดาษอย่างฟุ่มเฟือยเท่ากับกำลังทำลายโลกอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม กระดาษยังคงสำคัญอยู่ในหลายๆ ส่วนของชีวิตประจำวัน ถ้าไม่พูดถึงตลาดในเทคโนโลยีที่ไม่ต้องพิถีพิถันเท่าไร ก็ยังมีกระดาษที่จำเป็นต่อรสนิยมและความรู้ในชีวิต อย่างเช่น กระดาษหนังสือพิมพ์ หรือกระดาษพิมพ์หนังสือต่างๆ ที่นอกจากจะมีการผลิตในกระบวนการรีไซเคิลแล้ว เมื่อออดิโอบุ๊กไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคนที่รักการอ่านได้ดีเท่าไร ก็เลยมีการสร้างสรรค์เครื่องอ่านที่ให้ความรู้สึกแบบกำลังอ่านหนังสือ อย่างเช่นเครื่องคินเดิล (Kindle) ของอเมซอน เครื่องรีดเดอร์ (Reader) ของโซนี่ หรือเครื่องนุก (Nook) ของบาร์นส์ แอนด์ โนเบิล และอื่นๆ อีกมากมาย
นอกจากนี้ ยังเริ่มมีการสร้างสรรค์วัสดุแทนกระดาษ ที่ดูคล้ายกระดาษมาก และที่สำคัญ สามารถใช้พิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกได้หลายครั้ง ทำจากพลาสติกอนุภาคขนาดเล็กผสมกับอะลูมิเนียมฟอยล์ มีพื้นที่ส่วนสีขาวเอาไว้พิมพ์ตัวหนังสือและรูปภาพ สีดำเป็นขอบ ถ้าพัฒนาการพิมพ์โดยใช้กระดาษสังเคราะห์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ตลอดเวลา จะช่วยให้โลกประหยัดกระดาษได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเฉพาะในอเมริกา แต่ละวันมีหนังสือพิมพ์วางจำหน่ายถึง 55 ล้านฉบับ
*ลดก๊าซเรือนกระจก
ตัวการร้ายกาจที่สุดในบรรดาก๊าซเรือนกระจกทั้งหลาย ก็คือ คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดโลกร้อน โดยข้อมูลจากองค์กรพลังงานของโลกบอกว่า ราวปี 2030 จะมีจำนวนคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นในบรรยากาศถึง 8,000 ล้านเมตริกซ์ตัน
ผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่า ยากเหลือเกินที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้เอาเสียเลย พวกเขาพัฒนาวิธีการที่จะนำไปฝังดินเอาไว้ก่อนที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะเล็ดลอดเข้าสู่บรรยากาศ โดยวิธีการนี้จะแยกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากก๊าซอื่นๆ ก่อน แล้วก็จะนำไปปล่อยไว้ในบ่อขุดน้ำมันที่ห่างไกลออกไปจากชุมชน
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ยังคงเป็นการแก้แบบเฉพาะหน้า นักวิทยาศาสตร์ยังคงเดินหน้าคิดค้นเทคโนโลยีที่จะนำมากำจัดก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวต่อไป
*ธรรมชาติเยียวยาธรรมชาติ
ด้วยการเร่งให้เกิดจุลินทรีย์และปลูกพืชเพื่อเข้ามาฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของสภาพธรรมชาติ อย่างเช่น การกำจัดการปนเปื้อนของไนเตรตในแหล่งน้ำด้วยจุลินทรีย์ หรือการปลูกพืชเพื่อที่จะดูดซับเอาสารหนูที่ตกค้างอยู่ในดิน
การนำธรรมชาติมาเยียวยาธรรมชาติ เรียกว่า Phytoremediation โดยที่สหรัฐอเมริกา หน่วยงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมได้นำมาใช้กับพื้นที่หลายๆ แห่งแล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ต้นไม้ที่เลือกนำมาซึมซับสารพิษคือต้นไม้ท้องถิ่นที่โตได้ดีในบริเวณดังกล่าว ซึ่งมีผลดีก็คือไม่ต้องมีการใส่ปุ๋ยที่เป็นเคมีลงไปอีก และไม่ต้องรดน้ำมาก อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ก็พยายามที่จะมีการตัดแต่งพันธุกรรมของต้นไม้ เพื่อให้โตได้เร็วและสามารถดูดซับสารพิษได้เร็วและมากยิ่งขึ้น
*สวนดาดฟ้าหลังคาบ้าน
นักอนุรักษ์ปิ๊งไอเดียสวนบนหลังคามาจาก Hanging Gardens of Babylon 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ ซึ่งในตำนานนั้นกอปรไปด้วยสวนทั้งบริเวณหลังคา ระเบียง และมุขต่างๆ ในบริเวณพระราชวังแห่งบาบิโลน ตามพระราชดำริของราชาแห่งบาบิโลน
สิ่งเหล่านี้มาเกิดใหม่ที่ยุคนี้ ต้นไม้บนหลังคาช่วยดูดซับความร้อน ลดคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยการดูดซึมเข้าไปแล้วปล่อยออกซิเจนออกมาแทน (ในเวลากลางวัน) ช่วยกักเก็บน้ำฝนได้บางส่วน นอกจากนี้ยังช่วยลดการใช้เครื่องปรับอากาศได้ในฤดูร้อน
ต้นไม้บนดาดฟ้าหรือหลังคา เหมาะมากกับเมืองที่เป็น
“เกาะความร้อน” เช่นเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกที่มีประชากรมากๆ (กรุงเทพฯ คือหนึ่งในนั้น) นอกจากจะช่วยลดความร้อนและอื่นๆ อีกมากมายแล้ว ยังจะช่วยสร้างบรรยากาศรื่นรมย์ เพราะในสวนจะเต็มไปด้วยผีเสื้อสวยงามและนก (มา) ร้องเพลง*พลัง (งาน) คลื่นทะเล
โลกของเราปกคลุมด้วยพื้นของมหาสมุทรกว่า 70% ในมหาสมุทรมีคลื่นที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติวันละไม่รู้กี่พันครั้ง นักวิทยาศาสตร์หัวใสเลยขอยืมพลังงานคลื่นมาใช้ให้กังหันหมุน จากนั้นก็เชื่อมต่อไปกลายเป็นพลังงานไฟฟ้า!
กระนั้น พลังงานจากคลื่นทะเลก็ไม่ใช่จะได้มาง่ายๆ เช่นที่บรรยายมา ต้องมีการคิดค้นเทคโนโลยีที่จะกักเก็บพลังงานเอาไว้ เพื่อที่จะให้เครื่องปั่นไฟจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง เพราะคลื่นบางเกลียวก็เล็กเกินกว่าจะทำให้กังหันหมุนได้ และให้พลังงาน
ตอนนี้ที่อีสต์ริเวอร์ กรุงนิวยอร์ก กำลังเป็นฐานทดลองนำพลังงานคลื่นมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า โดยติดตั้งกังหัน 6 ตัวไว้รับคลื่น ขณะที่ในโปรตุเกส การนำพลังงานจากคลื่นมาใช้ก็กำลังกลายเป็นโปรเจกต์ที่สร้างความหวังใหม่ให้ชาวบ้านกว่า 1,500 หลังคาเรือน
*ความร้อนในมหาสมุทรสุดล้ำ
จากพื้นที่น้ำ 70% ของโลกนี่ดูจะมีประโยชน์มากมาย จากข้อมูลของสำนักงานพลังงานแห่งชาติสหรัฐ ระบุว่า มหาสมุทรดูดซับความร้อนจากแสงอาทิตย์ไว้เป็นจำนวนมาก เทียบเท่ากับความร้อนที่ได้จากการเผาไหม้น้ำมันถึง 2.5 แสนบาร์เรลต่อวัน
การศึกษาเรื่องการนำความร้อนในมหาสมุทรมาใช้เป็นพลังงาน หรือ Ocean Thermal Energy Conversion (OTEC or OTE) เริ่มต้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 โดยนักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส ฌักส์อาร์แซน ดาซงวาล โดยสหรัฐเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมเมื่อปี 1974
เทคโนโลยีโอเทค (OTEC) จะเปลี่ยนความร้อนในมหาสมุทรให้เป็นพลังงาน ก่อนจะเปลี่ยนพลังงานเป็นกระแสไฟฟ้า โดยอาศัยหลักของความร้อนปะทะความเย็นเข้ามาช่วย (ความเย็นใต้มหาสมุทร ปะทะกับความร้อนที่เก็บมาจากแผ่นน้ำที่รับดวงอาทิตย์ ทำให้กังหันใต้น้ำหมุน) แต่เทคโนโลยีที่เป็นไอเดียสุดเลิศนี้ยังพัฒนาให้มีประสิทธิภาพได้ไม่ดีเท่าที่ควร
*เชื้อเพลิง
‘น้ำ’พลังงานจาก
“น้ำ” ไม่มีทางทำให้เกิดมลภาวะ เช่น พลังงานฟอสซิล (น้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน) แน่นอนวิธีคิดนี้เด็ด พวกเขาเลยนำมาใช้ ด้วยการเอาองค์ประกอบของน้ำ อย่าง ไฮโดรเจนกับออกซิเจนมารวมกันทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า ปัญหาของพลังงานนี้คือการควบคุมไฮโดรเจนให้ถ่ายพลังงานไปเดินเครื่องยนต์ให้ได้ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองกับสิ่งเล็กๆ ก่อน เช่น แล็ปท็อป นาฬิกา ฯลฯ อีกหน่อยเราคงจะได้เห็นภาพที่รถยนต์ไม่ต้องเติมอะไรเลยนอกจากน้ำสะอาด
*น้ำทะเลดื่มได้!
รู้มั้ยว่า น้ำประปาของ กทม. ดื่มได้! หลายคนร้องยี้ อี๊...กล้าๆ กลัวๆ หากล้าที่จะลองไม่ อีกหน่อยคงหายอาการนี้หากเกิด
“สงครามน้ำ” ขึ้นมาอย่างรุนแรง (กว่านี้) องค์การสหประชาชาติออกมาประกาศแล้วว่า สภาวะขาดน้ำสำหรับอุปโภค บริโภค จะต้องเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน และจะส่งผลกระทบเต็มๆ ต่อคนทั้งโลกกว่าพันล้านคนภายในกลางศตวรรษที่ 21 นี้อย่างแน่นอนนักวิทยาศาสตร์ได้คิดวิธีที่จะแยกเกลือและแร่ธาตุออกจากน้ำทะเล แต่ตอนนี้ยังเป็นเทคโนโลยีที่ต้องอาศัยเงินลงทุนมหาศาล และต้องสิ้นเปลืองพลังงานเป็นจำนวนมาก ขณะนี้จึงอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาเทคโนโลยีให้กระบวนการง่ายดายขึ้น ประหยัดพลังงานมากขึ้น และประหยัดเงินลงทุน ขณะที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพด้วย
*น้ำมัน! จากทุกสิ่งในโลก
ปัญหาพลังงานฟอสซิลที่กำลังจะหมดไปและราคาแพงขึ้นทุกวัน นอกจากนี้ ในแง่ของสิ่งแวดล้อมยังไม่เป็นผลดีต่อสภาพบรรยากาศ ดังนั้นจึงมีการพัฒนานำ
“ทุกสิ่ง” มาทำเป็นน้ำมันเพื่อให้พลังงาน ตั้งแต่น้ำมันไก่ มันสำปะหลัง ไปจนถึงปาล์ม ฯลฯเราคงเห็นน้ำมันแบบ
“บ้านๆ” ที่ทำขึ้นมาใช้กัน (พอ) ได้บ้างแล้ว แต่กระบวนการนำ “ทุกสิ่ง” มาสร้างสรรค์เป็นน้ำมันนั้น ต้องมีการพัฒนาเรื่องประสิทธิภาพการให้พลังงานไปอีกเรื่อยๆ






