posttoday
จากฮานอยสู่ฮานอย

จากฮานอยสู่ฮานอย

17 มีนาคม 2555

ผมได้รับเชิญจาก อนุสนธิ์ ชินวรรโณ เอกอัครราชทูตไทย ประจำสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

โดย...จำลอง บุญสอง

ผมได้รับเชิญจาก อนุสนธิ์ ชินวรรโณ เอกอัครราชทูตไทย ประจำสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ให้ร่วมเดินทางไปร่วมโครงการส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย ตามแนวเส้นทางR12นครพนม-ท่าแขก-ด่านจาลอ-วิงห์ เมื่อ2อาทิตย์ที่ผ่านมา การเดินทางครั้งนี้ช่วยให้ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของ2ใน3ของประเทศในกลุ่มที่มีระบอบการปกครอง (Regime) ที่คล้ายคลึงกันว่าได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีมากขึ้นแล้วอย่างไร และกำลังเตรียมเส้นทางอย่างไรที่จะเชื่อมต่อกับไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียน

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นที่กรุงฮานอย ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเวียดนาม ฮานอยวันนี้แม้ว่าจะปกคลุมไปด้วยหมอกแบบไม่เห็นเดือนเห็นตะวันเหมือนเคย แต่สภาพบ้านเมืองทั่วไปก็ดีขึ้นมากในสายตาของคนที่เคยมาเยือนบ่อยครั้งอย่างผม บ้านเรือนที่เคยทึมทึบด้วยสีเหลืองซีดเซียวอันเนื่องจากความยากจนจากระบอบคอมมิวนิสต์ซ้ายจัด กลายเป็นบ้านเรือนที่มีสีสันสดสวย ผู้คนมีชีวิตชีวามากขึ้น จากนโยบายโด่เหมย หรือ66/23ของเวียดนาม

คณะอันประกอบด้วยท่านทูต ทูตทหาร เจ้าหน้าที่ทูตทั้งจากทางฮานอย โฮจิมินห์ ประเทศไทย และนักข่าวเดินทางจากฮานอยลงใต้มาตามเส้นทางเอเชียน ไฮเวย์1AHเพื่อไปยังจังหวัด“ห่าติ๋ง”จังหวัดนี้ห่างจากฮานอยเกือบ350กม. เมืองห่าติ๋งเป็นเมืองที่คนเวียดนามอพยพหนีมาอยู่เมืองไทยมากที่สุดแห่งหนึ่งในยุคอพยพหนีสงครามรุกรานของฝรั่งเศส ที่นี่จึงมีคนเวียดนามที่พูดไทยได้ไม่น้อย และก็ด้วยเป็นเมืองที่อยู่ในระยะวิ่งของรถจากเมืองไทยที่เหมาะสม ในงานเลี้ยงที่ฝ่ายจังหวัดห่าติ๋งเลี้ยงต้อนรับพวกเรา ผมก็ได้พบกับคณะคาราวานคนไทยที่นั่นด้วย

เราเข้าพบคณะกรรมการประชาชนของห่าติ๋งก่อนออกเดินทางมายังเมืองท่าแขก แขวงคำม่วนประเทศลาวตามเส้นทาง12Aซึ่งมีระยะทาง122กม. แต่ด้วยความหวังดีของเจ้าหน้าที่บางคนที่อยากจะช่วยให้คณะเดินทางด้วยความรวดเร็ว เขาจึงแนะนำเส้นทางใหม่ให้ แทนที่จะวิ่งไปตามเส้นทางสาย12Aตามที่ท่านทูตต้องการสำรวจ จนหลงไปเข้าเส้นทางอะไรก็ไม่รู้ แต่ท้ายที่สุดคณะก็เข้าสู่เส้นทางสาย12Aตามเดิม แม้ว่าจะล่าช้าออกไปบ้าง เส้นทางนี้กำลังทำกันอยู่อย่างเร่งรีบ เพื่อให้เป็นถนนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับลาวมายังไทยได้ บางส่วนผ่านไปยังเส้นทางโฮจิมินห์อันเป็นเส้นทางที่กองทัพเวียดกงใช้ตัดมายังลาวเพื่อผ่านไปทำการรบกับอเมริกาในเวียดนามใต้ เส้นทางที่เชื่อมต่อกับลาวเส้นนี้สวยงามมาก เพราะภูเขาเป็นเชิงเป็นชั้น เป็นเทือกเขาหินปูน เข้าใจว่าหน้าหนาวคงสวยมากเพราะมีหมอก ส่วนหน้าฝนแม้จะสวยไปด้วยความเขียวของทิวทัศน์ แต่ถ้าฝนตกหนักๆ ก็น่าจะเป็นอันตราย

หลังจากผ่านกระบวนการที่ด่านจาลอ นาพาว จังหวัดกว่างบิ๋ง เรียบร้อย เราก็ต้องวิ่งมา

จากฮานอยสู่ฮานอย

ตามเทือกเขาหินปูนกันอีกกว่า13กม. คราวนี้มีไกด์ลาวมารับช่วงต่อไกด์เวียดนาม ซึ่งพูดไทยได้ดีเพราะเคยอยู่ที่เมืองพิจิตรและสกลนครมาก่อน

เส้นทาง12Aในลาวนี้สวยงามมาก เพราะเป็นเทือกเขาหินปูน เทือกเขาหินปูนนั้นมีถ้ำเสมอ ถ้ำที่อยู่ช่วงต่อลาว-เวียดนาม นั้นว่ากันว่าสวยงามยิ่งนัก บางแห่งเป็นถ้ำน้ำที่ยังไม่มีการสำรวจ บางแห่งเป็นถ้ำที่เก็บพระพุทธรูปเก่าแก่ของลาว และที่สำคัญคือเป็นแหล่งที่มีภาพเขียนโบราณและเป็นที่อยู่อาศัยของคนก่อนประวัติศาสตร์ เส้นทางนี้แม้ว่าจะเหมาะแก่การท่องเที่ยวธรรมชาติยิ่ง แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าพื้นที่บางแห่งยังจะปลอดภัยจากระเบิดที่ยังตกค้างอยู่จากการรบกับอภิมหาอำนาจอเมริกาหรือเปล่า สงครามระหว่างสามประเทศอินโดจีนกับอเมริกาผู้รุกรานนั้น ระเบิดของอเมริกันถูกใช้มาถล่มตามชายแดนเวียดนาม-ลาวมาก เพราะเป็นเส้นทางลำเลียงของกองทัพเวียดนามเหนือ หรือเวียดกง

อย่างไรก็ตาม เส้นทางสายนี้ในฝั่งลาวแม้จะราบเรียบดีก็ตาม แต่ก็ยังไม่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวที่ต้องอาศัยความสะดวกสบายมากนัก เพราะยังไม่มีโรงแรม ยังไม่มีปั๊มน้ำมันหรือร้านอาหารมารองรับ แต่ถ้าคนที่ชอบสมบุกสมบันแล้ว เส้นทางเส้นนี้น่าสนใจยิ่ง

เรามาถึงเมืองท่าแขก แขวงคำม่วนในเวลาใกล้ค่ำ ด้วยเป็นคาราวานที่เป็นทูต ทุกอย่างจึงผ่านสะดวกเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก หลายคนดีใจที่ได้กลับมาเมืองไทย โดยเฉาะอย่างยิ่งคณะทูตที่อยู่กับอาหารการกินแบบเวียดนามมานาน

หลังจากข้ามสะพานมิตรภาพที่3นครพนม-คำม่วนแล้ว เราก็เข้าพักที่โรงแรมวิวโขง และกินอาหารไทยด้วยความเอร็ดอร่อย ก่อนแยกย้ายกันเข้านอนด้วยความเพลียจากการเดินทาง

วันนี้ขออนุญาตเขียนแค่นี้ก่อน เพราะมีคำสัมภาษณ์ท่านทูตยาว

จากฮานอยสู่ฮานอย

 

ที่เขียนชื่อเรื่องว่า“จากฮานอยสู่ฮานอย”ก็เพราะว่าเราเริ่มเดินทางจากฮานอยสู่เมืองไทย แต่ท้ายที่สุดก็นั่งรถกลับไปยังฮานอยกันอีก ก่อนกลับกรุงเทพฯ ด้วยความระบมของร่างกาย!

ระหว่างการเข้าร่วมโครงการส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจของไทยตามแนวเส้นทางR12 (ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3) นครพนม-ท่าแขก-ด่านจาลอ-วิงห์ เมื่อไม่นานมานี้ ท่าน“อนุสนธิ์ ชินวรรโณ”เอกอัครราชทูตไทย ประจำสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามได้ร่วมสนทนากับนักข่าวในหลากหลายประเด็น รวมถึงบางตอนที่นำมาจากการประชุมร่วมกับทางผู้บริหารจังหวัดห่าติ๋งและเหง่อาน ประเทศเวียดนาม

ห่วงลาวไม่ได้ประโยชน์

ผม(อนุสนธิ์ ชินวรรโณ) มารับทราบประเด็นปัญหาจากหน่วยงานท้องถิ่นในการใช้เส้นทางR12 ทั้งผู้แทนสภาหอการค้าภาคเอกชน หอการค้าจังหวัดนครพนม สภาอุตสาหกรรม ซึ่งได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาศักยภาพเส้นทางนี้ ทั้งประเด็นที่ต้องแก้ไข และปัญหาที่ทราบกันดีอยู่

บางปัญหาหน่วยงานส่วนกลางเองก็ทราบ แต่ยังไม่นำไปสู่ข้อสรุป 3 ประเทศ เช่น การใช้ถนนเชื่อม ผมตั้งคำถามในห้องประชุมว่า ประเทศลาวได้อะไร หากประเทศลาวเขารู้สึกว่าเขาเป็นประเทศทางผ่าน จนกว่าจะสามารถทำให้เขาเห็นได้ว่าเขาได้ประโยชน์ ฉะนั้นความร่วมมือบางอย่างอาจล่าช้าไปได้

ที่ผ่านมาลาวได้บทเรียนจากเส้นทางหมายเลข 9 ไทยออกจากมุกดาหาร เข้าเวียดนามเลย จึงตั้งคำถามกับถนนหมายเลข 12 ว่า ลาวเขาจะได้อะไรถ้าเราผ่านเขาไปเลย เพราะเส้นทางนี้เสร็จก็วิ่งผ่านลาวไปเลย การชวนเชิญนักลงทุนไปทำอะไรที่ลาวก็ทำได้ยากลำบาก เพราะเวลาน้อย ไม่มีความจำเป็นต้องแวะรอวันกินข้าว 3 มื้อ ใน 3 ประเทศ

ในการสำรวจตลอดเส้นทางในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อย่างที่พักรถ ที่พักคน และร้านอาหาร จะเห็นว่าระหว่างทางไม่มี ผมมองว่าต้องเชิญชวนนักธุรกิจต่างชาติเข้าไปลงทุน ช่วงใหม่ๆ เขาอาจจะตื่นเต้น แต่ต่อไปหากสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่เกิดขึ้น เรื่องที่ 3 ประเทศลงทุนสะพาน ถนน ด่านผ่านแดนเวียดนาม-ลาว ที่สร้างด่านใหม่รองรับปริมาณคน ปริมาณรถ เวียดนามก็พยายามปรับปรุงพื้นที่ขนถ่ายสินค้า จะใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า เส้นทางนี้มีศักยภาพพอสมควรในแง่ที่เป็นเส้นทางที่ใกล้ที่สุดจากไทยไปเวียดนาม ซึ่งส่วนที่แคบของลาวก็อยู่ตรงนี้ ของเวียดนามก็อยู่ตรงนี้ ถ้าปรับปรุงมาตรฐานของถนน เรื่องการผ่านแดนถนนดีขึ้น ขับขี่ได้เร็วขึ้น เดินทางจากนครพนมไปฮานอยภายในวันเดียวก็สามารถทำได้ คือสามารถรับประทานข้าว 3 มื้อ ใน 3 ประเทศ แต่ต้องรอดูต่อไปว่าในอนาคตจะมีการพัฒนาต่อไปอีกหรือไม่ ซึ่งถ้าเราแก้ไขอุปสรรคให้สะดวกขึ้น การขนส่งสินค้าท่องเที่ยวหรือเดินทางเรื่องธุรกิจก็จะสะดวกขึ้น ทั้งหมดรัฐบาลทั้งสามประเทศทำไปเพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการที่จะต้องเลือกว่าคุ้มค่าหรือไม่

จากฮานอยสู่ฮานอย

 

ฝ่ายไทยมีนโยบายมาหลายปีแล้วในการที่จะส่งเสริมผู้ประกอบการของไทยในภาคอีสาน ส่งออกสินค้าต่างๆ มายังเวียดนามและประเทศอื่นๆ โดยใช้ท่าเรือในประเทศเวียดนาม แต่ที่ผ่านมาไม่มีการใช้มากนัก เพราะเอกชนต้องคำนึงค่าใช้จ่ายต้นทุน ความสะดวกอื่นๆ และความคุ้นเคยในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นฝ่ายรัฐบาลของสองประเทศก็ต้องมาช่วยแก้และอำนวยความสะดวกให้เอกชนมาใช้เส้นทางนี้

ปัญหาพวงมาลัยซ้าย-ขวา

ขอย้ำว่า รัฐบาลสามประเทศ ไทย ลาว และเวียดนาม ลงทุนและพัฒนาเส้นทางเหล่านี้ไม่น้อย ดังนั้นต้องแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม หรือปัญหารถพวงมาลัยซ้าย (เวียดนาม ลาว กัมพูชา พม่า) พวงมาลัยขวา (ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์) ซึ่งคงต้องไปศึกษาที่ยุโรปด้วยว่าแก้ปัญหานี้อย่างไร

ส่วนเรื่องการลงทุนกับการพัฒนาที่ต้องดูว่าเส้นทางนี้คุ้มค่าหรือไม่ ตอนนี้ได้ยินได้ฟังแล้วว่าไม่คุ้มค่า หรือบางครั้งที่ค่าใช้จ่ายไม่แน่นอน จึงต้องนำเสนอรวบรวมให้กระทรวงการต่างประเทศนำไปสู่ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตอนช่วงนายกรัฐมนตรีเดินทางไปเวียดนามเมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2554 ที่ผ่านมา ได้หารือว่าเส้นทางเชื่อมโยงสามฝ่ายให้ใช้เส้นทางเต็มตามศักยภาพ และให้มีการหารือแก้ปัญหาอุปสรรค

ทั้งนี้ บางปัญหาแก้ไปแล้ว อย่างเวลาเปิด-ปิด ด่าน คณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรให้เปิด-ปิด ด่านถึงเวลา 22.00 น. พร้อมประสานลาวให้เปิด-ปิด ตรงกัน ซึ่งสามารถทำได้เลย รวมถึงเรื่องค่าธรรมเนียมต่างๆ ให้หารือระหว่างกันได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย สองฝ่ายคุยกัน เสนอรัฐบาลทั้งสองฝ่าย

 จีนใช้หนานหนิงเป็นเกตเวย์สู่อาเซียน


ทั้งนี้ เส้นทางหมายเลข 9 จากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่ จ.มุกดาหาร สะดวกสำหรับภาคอีสานตอนล่าง เข้าสู่ภาคกลางและภาคใต้ของเวียดนาม แต่หมายเลข 12 กับหมายเลข 8 นั้นมุ่งไปทางอีสานตอนบน เวียดนามตอนบน ไม่ต้องแข่งขันกัน เพราะเป็นเส้นทางที่เสริมกันได้ เหตุผลทางนโยบายน่าจะเป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการ แต่บางอย่างไปเร็วกว่าบางอย่าง ถนน สะพาน สร้างเสร็จแล้ว แต่ภาคเอกชนบางส่วนยังไม่รู้ว่าสร้างแล้วจะใช้ประโยชน์ได้อย่างไร หน่วยราชการยังไม่ชัดเจนว่าสร้างแล้วเพื่อให้ใครใช้ ถือเป็นอุปสรรคเชิงนโยบาย ส่วนที่ภาคเอกชนของ จ.นครพนม เสนอให้นครพนมทำแบบเดียวกับหนานหนิงของจีนที่ใช้เป็นเกตเวย์สู่อาเซียนนั้น จะเห็นได้ว่ารัฐบาลจีนทุ่มทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ซึ่งจีนทุ่มได้เพราะมีเงินให้ทุ่ม เป็นวิธีสร้างกระแสเชิงนโยบาย

ชี้ช่องนักลงทุนไทย


สิ่งที่อยากแนะนำนักลงทุนไทยที่สนใจลงทุนเวียดนาม ประการแรก ต้องเริ่มต้นจากเข้าใจสภาพ ให้ศึกษาระบบการเมืองการปกครองของเพื่อนบ้านก่อน เขาเป็นสังคมนิยม ต้องเข้าใจสภาพเวียดนาม ที่ผ่านมาเราชอบคิดว่าเพื่อนบ้านเราจะเหมือนเรา ความจริงเขาไม่เหมือน เช่น ลาวเขามีระบอบเป็นสังคมนิยม อะไรหลายอย่างคิดทำเหมือนบ้านเราทำไม่ได้ ต้องศึกษาปัจจัยพื้นฐานก่อน และต้องศึกษากฎระเบียบที่จะไปลงทุน เช่น กฎระเบียบทั่วไปในการลงทุนต่างประเทศ การใช้ที่ดินการลงทุนร่วมทุน การจดทะเบียน บริษัทก็มีกฎหมายสารพัด ทั้งภาษี การทำบัญชีแรงงานที่ต้องศึกษา นักธุรกิจบางคนชอบถามว่าทำอะไรดี ต้องถามกลับว่า ทำอะไรอยู่ก็ควรทำในเรื่องธุรกิจที่ตัวเองชำนาญ แต่ถ้าเรารู้แล้วก็ต้องไปสำรวจตลาดว่ามีช่องทางมากน้อยแค่ไหน ในมุมมองของผม ธุรกิจการผลิตอุตสาหกรรมใหญ่ๆ จะเข้าไปทำในเวียดนามค่อนข้างยาก เพราะว่าเขาทำของเขาเอง มีรัฐวิสาหกิจมากมายที่เราแข่งกับเขาลำบาก นอกจากเราเป็นบริษัทใหญ่ๆ เช่น ถ้าไม่ใช่ ปตท. ปูนซิเมนต์ไทย หรือซีพี จะไปแข่งผลิตอะไรกับเขาจะลำบาก นอกจากเป็นธุรกิจอะไรที่เฉพาะและมีความต้องการของตลาด เช่น บริษัทไปทำสีทาบ้าน ทำหลังคา สุขภัณฑ์ เพราะเวียดนามมีการสร้างบ้าน ซื้อบ้าน ตลาดยังมีความต้องการ หรือถ้าผู้ประกอบการจะไปผลิตสินค้าเพื่อขายในประเทศหรือส่งออก เช่น ขายในประเทศเขาไม่ง่าย เช่น บริษัททำเครื่องสำอางเขาก็ปกป้อง กำแพงค่อนข้างมาก

ความพร้อมของเวียดนามในการเข้าสู่AEC

ในการเตรียมพร้อมไปปี 2558 เพื่อเป็นประชาคมอาเซียนนั้น ภาครัฐต่างมีตารางเตรียมพร้อมเหมือนกัน เพราะประชุมทำกันมาเหมือนกัน แต่ปัญหาที่เวียดนามมีน้อยกว่าเรา สิ่งที่แตกต่างคือ ความต่อเนื่องในการปกครอง การแก้กฎหมาย การออกกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าอาเซียนที่วางไว้ว่าต้องทำให้ได้ปีนั้นปีนี้ เขาค่อนข้างจะทำได้มากกว่าเรา ทำได้ตามเป้ามากกว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าถามในมุมของประชาชนทั่วไปเป็นเรื่องที่ตอบยาก เพราะเราไม่รู้ว่าคนของเขารับรู้รับทราบแค่ไหน เนื่องจากบางทีเขาก็คิดว่ารัฐบาลทำดีแล้ว เขาเคยชินกับการฟังผู้นำหรือรัฐบาลมากกว่า แต่ประเทศเราเสรี จะมีคนติดตามทำดีแล้วหรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์