
ดาวเคราะห์น้อยที่มีโอกาศชนโลก
ปลายเดือน ก.พ.ต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ข่าวคราวเกี่ยวกับดาวเคราะห์น้อยอาจชนโลกในอนาคตอันใกล้ได้รับการเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ
โดย...วรเชษฐ์ บุญปลอด
ปลายเดือน ก.พ.ต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ข่าวคราวเกี่ยวกับดาวเคราะห์น้อยอาจชนโลกในอนาคตอันใกล้ได้รับการเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ ดวงหนึ่งมีโอกาสชนโลกในปี 2583 อีกดวงหนึ่งจะเฉียดโลกในต้นปีหน้า
ดาวเคราะห์น้อย 2 ดวงนี้ ดวงแรกมีชื่อว่า 2011 เอจี 5 (2011 AG5) อีกดวงมีชื่อว่า 2012 ดีเอ 14 (2012 DA14) ชื่อของดาวเคราะห์น้อยมาจากปี ค.ศ. ที่ค้นพบ ตามด้วยตัวอักษรและตัวเลข ซึ่งบ่งบอกถึงลำดับการค้นพบในปีนั้น ทั้งสองจัดอยู่ในกลุ่มของดาวเคราะห์น้อยที่มีวงโคจรตัดวงโคจรของโลก นักดาราศาสตร์เฝ้าติดตามการเคลื่อนที่ของวัตถุเหล่านี้ เพื่อคำนวณว่ามันจะเข้าใกล้โลกหรือดาวเคราะห์ดวงอื่นเมื่อใด และมีโอกาสชนหรือไม่
2011 เอจี 5 เป็นดาวเคราะห์น้อยขนาดราว 140 ม. (อาจใหญ่กว่านี้ได้แต่ไม่เกิน 280 ม.) ค้นพบเมื่อวันที่ 8ม.ค. 2554 ที่หอดูดาวเมาต์เลมมอนรัฐแอริโซนา โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรีด้วยคาบ 1.7 ปี วงโคจรเอียง 4 องศากับระนาบวงโคจรโลก
นักดาราศาสตร์ทราบวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยได้โดยการวัดตำแหน่งหลายครั้งในเวลาที่ต่างกัน แต่การวัดตำแหน่งไม่สามารถทำได้ตลอดเวลา หากดาวเคราะห์น้อยทำมุมห่างจากดวงอาทิตย์ไม่มากนัก จะไม่สามารถสังเกตการณ์ได้ ข้อมูลซึ่งมาจากการวัดตำแหน่งในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2554 ระบุว่า มีโอกาส 1 ใน 625 (0.16%) ที่ 2011 เอจี 5 จะชนโลกในวันที่ 5 ก.พ. 2583 แต่ก่อนหน้านั้นมันจะผ่านใกล้โลกที่ระยะ 1.85 (+/-0.28) ล้าน กม. ในวันที่ 3 ก.พ. 2566
แม้ว่าระยะห่างจากโลกในปี 2566 จะค่อนข้างไกลมาก แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ 2011 เอจี 5 กลายเป็นดาวเคราะห์น้อยอันดับ 1 ที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ อาจมีความสำคัญเร่งด่วนกว่าดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส ซึ่งเคยเป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ว่าจะเฉียดใกล้โลกในปี 2572 และมีโอกาสชนโลกในปี 2579 ด้วยซ้ำไป เพราะอีกเพียง 11 ปีนับจากนี้ 2011 เอจี 5 จะมีโอกาสเคลื่อนผ่านบริเวณที่เรียกว่ารูกุญแจความโน้มถ่วง (Gravitational Keyhole) ซึ่งแรงโน้มถ่วงของโลกจะรบกวนวงโคจรของดาวเคราะห์น้อย และส่งผลให้มันกลับมาชนโลกในปี 2583 แม้ว่าโอกาสชนยังต่ำมาก แต่ก็มีการประเมินคร่าวๆ ในสถานการณ์สมมติแล้วด้วยว่า หากการชนเกิดขึ้นจะเกิดที่ด้านกลางคืน บริเวณที่อยู่ในเขตเสี่ยง คือ ซีกโลกด้านทวีปอเมริกา (บริเวณใกล้เขตศูนย์สูตร) ตอนกลางของมหาสมุทรแอตแลนติก จนถึงด้านตะวันตกของแอฟริกา
การคำนวณโอกาสชนโลกของดาวเคราะห์น้อยต้องอาศัยข้อมูลวงโคจร แต่วงโคจรยังมีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ไม่สามารถกำหนดเส้นทางที่แม่นยำได้ จึงต้องวัดตำแหน่งดาวเคราะห์น้อยในทุกโอกาสที่ทำได้ เพื่อให้วงโคจรคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ตัวเลขที่ระบุถึงโอกาสชนโลกก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้
นักดาราศาสตร์จะมีโอกาสสังเกตดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ในปี 2556 และ 2559 วงโคจรที่ได้รับการปรับปรุงใหม่จะสามารถนำไปคำนวณได้ว่ามันจะผ่านรูกุญแจความโน้มถ่วงในปี 2566 หรือไม่ หากพบว่าไม่ผ่าน ก็อุ่นใจได้ว่าโลกจะไม่ถูกชน แต่ถ้าผ่าน โอกาสชนโลกในปี 2583 จะเพิ่มขึ้นมาก การชนจะก่อให้เกิดความเสียหายในระดับท้องถิ่นถึงระดับภูมิภาค ถ้าตกในมหาสมุทรจะทำให้เกิดคลื่นสึนามิ จำเป็นต้องมีการเบนวิถีโคจรล่วงหน้าก่อนที่มันจะกลับมาชนโลก ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าน่าจะเป็นการส่งยานอวกาศไปพุ่งชน
2012 ดีเอ 14 เป็นดาวเคราะห์น้อยขนาดราว 44 ม. ค้นพบเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2555 ที่หอดูดาวในสเปน โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรีด้วยคาบ 366 วัน เกือบเท่ากับคาบการโคจรของโลก วงโคจรเอียง 10 องศากับระนาบวงโคจรโลก
2012 ดีเอ 14 ผ่านใกล้โลกครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2555 ที่ระยะ 2.6 ล้าน กม. หรือประมาณ 6.5 เท่าของระยะทางเฉลี่ยระหว่างโลกดวงจันทร์ แต่การเข้าใกล้ในปีหน้าคาดว่ามันจะอยู่ห่างจากศูนย์กลางโลกไม่น้อยกว่า 27,100 กม. หรือคิดเป็นระยะทางราว 20,700 กม.จากผิวโลก นับว่าเฉียดใกล้มากเมื่อเทียบกับวงโคจรของดาวเทียมค้างฟ้าซึ่งอยู่สูงจากผิวโลก 35,800 กม.
ข้อมูลปัจจุบันแสดงว่าการเข้าใกล้โลกในคืนวันที่ 15 หรือเช้ามืดวันที่ 16 ก.พ. 2556 ตามเวลาประเทศไทย สามารถสังเกตได้ดีจากประเทศในแถบยุโรป แอฟริกา และพื้นที่ส่วนใหญ่ทางด้านตะวันตกของเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย ขณะสว่างที่สุด อาจสว่างถึงระดับที่สังเกตเห็นได้ด้วยกล้องสองตาภายใต้ท้องฟ้ามืด (คาดว่าจะสว่างกว่าดาวเนปจูน แต่ไม่ถึงกับเห็นได้ด้วยตาเปล่า) ปรากฏเป็นจุดดาวเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจากซีกฟ้าใต้ไปซีกฟ้าเหนือ หลังจากใกล้โลกที่สุดได้ไม่นาน มันจะผ่านเข้าไปอยู่ในเงามืดของโลกในช่วงระยะเวลาหนึ่งด้วย
ตัวเลขระยะห่างขณะใกล้โลกที่สุดในวันนั้นอาจมีค่ามากกว่านี้ได้ เนื่องจากวงโคจรของ 2012 ดีเอ 14 ยังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง (ต้องไม่ลืมว่ามันเพิ่งถูกค้นพบเมื่อไม่ถึงเดือนมานี้เอง) มั่นใจได้ว่ามันจะไม่ชนโลกในปีหน้า แต่โอกาสที่จะเกิดการชนในอนาคตหลังจากนั้นยังมีอยู่ โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป
ปรากฏการณ์ท้องฟ้า (11–18 มี.ค.)
เวลาหัวค่ำมีดาวศุกร์กับดาวพฤหัสบดีเป็นดาวสว่างคู่กันบนท้องฟ้าทิศตะวันตก ส่วนดาวอังคารสว่างเด่นเป็นสีส้มอมชมพูอยู่ทางทิศตะวันออก คืนวันที่ 13 และ 14 มี.ค. เป็นสองคืนที่ดาวศุกร์กับดาวพฤหัสบดีจะเข้าใกล้กันที่สุด ห่างเพียง 3 องศา (ประมาณ 6 เท่าของขนาดดวงจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้า) ทั้งคู่ตกลับขอบฟ้าพร้อมกันในเวลา 3 ทุ่มครึ่ง
ขณะที่ดาวศุกร์กับดาวพฤหัสบดีใกล้ตก จะเริ่มเห็นดาวเสาร์ขึ้นมาเหนือขอบฟ้าตะวันออก ดาวเสาร์ขึ้นไปอยู่สูงทางทิศใต้ในเวลาประมาณตี 2 ครึ่ง ก่อนย้ายไปอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเวลาเช้ามืด สัปดาห์นี้เป็นข้างแรม ดวงจันทร์อยู่บนท้องฟ้าเวลาเช้ามืด วันที่ 14 มี.ค. ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวแอนทาเรส หรือดาวปาริชาตในกลุ่มดาวแมงป่อง ที่ระยะ 4 องศา จากนั้นสว่างครึ่งดวงในเช้าวันถัดไป
เช้ามืดวันที่ 13 และ 15 มี.ค. สถานีอวกาศนานาชาติจะปรากฏเป็นดาวสว่างข้ามท้องฟ้า วันอังคารที่ 13 มี.ค. กรุงเทพฯ และบริเวณใกล้เคียง เริ่มเห็นสถานีอวกาศเวลา 05.47 น. ใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงใต้ จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้น ผ่านทางซ้ายมือของดวงจันทร์ ก่อนถึงจุดสูงสุดในเวลา 05.50 น. ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่มุมเงย 70 องศา แล้วเคลื่อนลงต่ำ หายลับไปใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือในเวลา 05.53 น.
วันพฤหัสบดีที่ 15 มี.ค. สถานีอวกาศขณะออกจากเงามืดของโลกในเวลา 05.31 น. เหนือขอบฟ้าทิศตะวันตกที่มุมเงย 30 องศา จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้นไปทางขวา ผ่านจุดสูงสุดเวลา 05.32 น. ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือที่มุมเงย 40 องศา แล้วเคลื่อนลงต่ำไปใกล้ขอบฟ้าทิศเหนือในเวลา 05.35 น.







