posttoday
โลกเปลี่ยนสีที่แอนตาร์กติก

โลกเปลี่ยนสีที่แอนตาร์กติก

11 มีนาคม 2555

สุดลูกหูลูกตาคือกลุ่มก้อนสีขาวโพลน ซึ่งกำลังก่อตัวและทับถมกันจนกลายเป็นธารหิมะผืนยักษ์

โดย...โจ เกียรติอาจิณ

โลกเปลี่ยนสีที่แอนตาร์กติก

สุดลูกหูลูกตาคือกลุ่มก้อนสีขาวโพลน ซึ่งกำลังก่อตัวและทับถมกันจนกลายเป็นธารหิมะผืนยักษ์

ที่นี่--แหละแอนตาร์กติก ฉากหลังหลักของหนังสารคดีเรื่องนี้ ที่ซ่อนไว้ด้วยความสวยงามราวกับภาพในฝัน ขณะเดียวกันมันก็แฝงความโดดเดี่ยวแสนอ้างว้างอย่างไร้ขีดจำกัด

ใช้เวลาถ่ายทำนานถึง 2 ปีเต็ม โดย 3 ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส ร่วมผนึกกำลังรังสรรค์ผลงานขึ้น แม้มันจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับสร้างความประทับใจคนดูเหลือหลาย

คุ้มค่าในการนั่งชมตลอด 86 นาที แน่นอน--เราคงไม่พูดถึงเรื่องการทุ่มทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล หรือการใช้โปรดักชันล้ำๆ เช่นที่ทีมงานสารคดีชื่อดังนิยมทำ (และโปรโมต) กัน

สิ่งที่เราสัมผัสได้จากสารคดี และเรียกว่าเป็นจุดแข็งของสารคดี นั่นคือความพยายามจะนำพาคนดูไปสำรวจชีวิตสัตว์เจ้าถิ่นแบบชิดใกล้ ในทวงท่าและลีลาที่ไม่ดัดจริตหรือจงใจมากเกินไปนัก โดยอาศัยจังหวะดนตรีประกอบชวนติดตาม บวกกับเสียงบรรยาย “ฌอง หลุยส์ เอเตียง” ที่แสดงถึงการเป็นศิลปินตัวพ่อ

ในฐานะคนดูจึงเกิดความรู้สึกหลากอารมณ์ต่อแง่มุมที่สารคดีนำเสนอ บางมุมสะท้อนใจ บางมุมสะเทือนใจ บางมุมก็สนุกตื่นเต้นไปกับภาพไล่ล่าและการดิ้นรนเอาตัวเองให้รอดจากเงื้อมมือจอมอหังการ์ อีกหลายๆ มุมก็ช่างอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก และประเภทให้อารมณ์ (โคตร) เหงาจับใจก็มี เสมือนว่าตัวเองเป็นสัตว์ชนิดนั้นซะงั้นละ!?!

โลกเปลี่ยนสีที่แอนตาร์กติก

 

The White Planet ออกฉายไล่ๆ กับ The Emperor’s Journey (ออสการ์สาขาสารคดี ปี 2006) ทำให้บารมีอาจจะดูด้อยกว่ากันเล็กน้อย แต่ทั้ง 2 เรื่องก็มีแง่มุมที่คนดูรู้สึกได้ว่า นี่ไม่ใช่สารคดีสัตว์โลกทั่วไป แต่มันคือสาระสำคัญและสัญญาณเตือนที่ส่งมาจากสัตว์เจ้าถิ่นแห่งดินแดนธารน้ำแข็ง ถึงความไม่พอดีของสิ่งแวดล้อมโลก

กรณี The White Planet แรกๆ ที่ดูก็รู้สึกว่ามันสารคดีสัตว์โลกนี่หว่า? แปลกใหม่ตรงไหน ยิ่งในสายตาคนดูที่เคยผ่านผลงานสารคดีสัตว์โลกมานับไม่ถ้วน ก็คงสต็อปตั้งแต่ 5 นาทีแล้วละ แต่เมื่อผ่านไปสักระยะ สารคดีก็ยังมีบางเรื่องราวที่หยิบมาเล่าแบบทีเล่นทีจริง ซึ่งมันช่วยตอกย้ำให้คนดูรู้ว่าดินแดนแห่งสีขาวโพลนมีอะไร ไม่มีอะไร และกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไปมากน้อยแค่ไหน

หมีขั้วโลกนักล่า หมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ อีกาผู้ถวิลหาแสงแดด หรือผู้มีสัญชาตญาณการต่อสู้กับความหนาวเหน็บได้ยอดเยี่ยมอย่างแมวน้ำ เหล่านี้ล้วนเป็นตัวเอกของสารคดี ที่ฉายความเป็นนักแสดงมืออาชีพโดยไม่จำเป็นต้องบอกบท

พวกเขาพาให้คนดูรู้สึกอิน (จัด) ไปกับพฤติกรรมที่แสดงออก แม้อาจมีบางพฤติกรรมที่ค่อนข้างโหดเหี้ยมอยู่สักหน่อย แต่ก็พอเดาได้ว่ามันเป็นสัญชาตญาณ (ดิบ) ที่มีในตัวตนของพวกเขา

สัญชาตญาณของสัตว์เจ้าถิ่นแอนตาร์กติกบอกใบ้ความหมายใดบ้างแก่คนดู เพื่อความอยู่รอดพวกเขาก็ต้องสวมบทโหดใส่อีกฝ่าย เพื่อสร้างอาณาเขตใหม่พวกเขาก็ต้องแลกด้วยพละกำลังและการห้ำหั่นอย่างดุเดือด เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ให้ดำรงไว้พวกเขาก็ต้องยอมตายด้วยหัวใจนักรบกล้า

ไม่ต่างอะไรกับสัญชาตญาณ (ดิบ) ของมนุษย์ ก็ย่อมต้องแสดงพฤติกรรมเยี่ยงนั้นออกมา เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นและความเหนือกว่าคนอื่นๆ

ไม่ว่าจะอย่างไร สารคดีเรื่องนี้ก็ฉายภาพทิ้งท้ายได้ชัดเจนว่า การดิ้นรน การต่อสู้ หรือการแลกมาซึ่งพละกำลังและห้ำหั่นกันเองในหมู่สัตว์น่ะเด็กๆ เพราะที่โหดร้ายกว่าหลายเท่า คือการที่พวกเขาต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมนั่นต่างหาก ที่ทำให้ทุกสิ่งไม่เหมือนเดิม รวมถึงชีวิตเหล่าสัตว์เจ้าถิ่นก็ด้วย

เป็นความจริง!!! ที่ (ว่ากันว่า) อนาคตอาจไม่มีดินแดนแห่งธารน้ำแข็ง และเมื่อนั้นโลกสีขาวโพลนก็อาจอันตรธานหายไปจากสารบบแผนที่ (ก็เป็นได้)

โลกเปลี่ยนสีที่แอนตาร์กติก

 

The White Planet

ปี 2006

ประเภท สารคดี

ประเทศ ฝรั่งเศส/แคนาดา

ภาษา ฝรั่งเศส

ความยาว 86 นาที

กำกับ ฌอง เลอ มีร์/เธียร์รี ปิองตานิดา/เธียร์รี ราโกแบร์

แสดงนำ (เสียง) ฌอง หลุยส์ เอเตียง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท