
สุดขอบฟ้าที่...เลตองคุ
ถ้าจะว่าถึงหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากตัวจังหวัดแบบสุดใจกันแล้ว “เลตองคุ”
โดย...จำลอง บุญสอง/พงษ์ไทย วัฒนาวณิชย์วุฒิ
ถ้าจะว่าถึงหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากตัวจังหวัดแบบสุดใจกันแล้ว “เลตองคุ” ก็เป็นหนึ่งในจำนวนหมู่บ้านแบบนั้นด้วย ตัวเลขที่เราสามารถนับได้ตามมิเตอร์เมื่อออกจากตัวจังหวัดถึง 150 กม. เลยทีเดียว แต่น่าเชื่อว่า “บ้านช่องแป๊ะ” ซึ่งอยู่ปลายสุดของ อ.อุ้มผาง ติดกับ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี น่าจะมากกว่านี้มาก และผมก็หวังว่าก่อนที่กล้ามเนื้อร่างกายผมจะหมดสภาพไปกับการเดินทางของชีวิต คงมีโอกาสไปถึงบ้านช่องแป๊ะเข้าสักวัน
ผมได้ยินชื่อของหมู่บ้าน ได้ยินชื่อเสียง “ความเป็น” ฤๅษีที่ต่างจากวิถีไทยๆ มานาน ร่ำๆ จะได้ไปหลายครั้งแต่ก็พลาดฝันไปเสียทุกครั้ง คราวนี้ท่านผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประจำจังหวัด “ตาก” แต่ชื่อ “สุรินทร์” มาชวนผมไปกระชับความสัมพันธ์กับผู้ประกอบการภายใน อ.อุ้มผาง อำเภอที่ได้ชื่อว่ามีน้ำตกสวยที่สุดในประเทศไทย ด้วยการเสวนาเรื่อง “จะนำเที่ยวอุ้มผางให้ยั่งยืนได้อย่างไร” หลังเสวนาแล้วก็ไปดูเด็กๆ ในอุ้มผางล่องแพยางไปเก็บขยะในลำน้ำแม่กลองไปจนถึงน้ำตกทีลอซู จบงานก็ไปเยี่ยมเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ตะวันออกและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ได้คุยกับหัวหน้าเขตทั้งคู่แล้วหนักใจแทน โดยเฉพาะ มงคล หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ที่ต้องเจอกับหมู่บ้านที่กำลังถางป่าทำไร่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าถึง 22 หมู่บ้าน ที่สำคัญคือมีบางตำบลที่เป็น “ต้นน้ำ” ทีลอซูนั่นแหละ ไม่อยากบอกว่า ถ้ายังมีการถางเผาป่าทำไร่กันแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่เกิน 5 ปี น้ำตกทีลอซูที่มีน้ำตลอดปีก็จะไม่มีน้ำให้เห็น ยกเว้นในฤดูฝนแบบเดียวกับน้ำตก “ไทรโยคน้อย” ที่ต้องสูบน้ำขึ้นไปทำน้ำตก อยากจะบอกว่า พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางนั้นมีเจ้าหน้าที่น้อยมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ที่เป็นต้นน้ำแม่กลองกว่าล้านไร่ ผืนป่าแถบนี้ถ้าพินาศไปเรื่อยๆ ก็จะไปกระทบกระเทือนต่อปริมาณน้ำในเขื่อนศรีนครินทร์ที่มีปัญหาน้อยที่สุดในจำนวนเขื่อนทั้งหลายในประเทศไทย ผลของการตัดไม้ทำลายป่าในภาคอีสานและภาคเหนือยังผลทำให้น้ำท่วมอย่างรวดเร็วในช่วงปีที่ผ่านมา จนเป็นปัญหาของประเทศอยู่ในขณะนี้อย่างไรคงไม่ต้องบอก
เรื่องปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติที่ทำกันมาหลายสิบปีแล้ว ยังหาป่าถวายในหลวงสักป่าเดียวก็ยังไม่ได้ แถมการปลูกป่าเพื่อการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะได้ผล ยังไงๆ ปีนี้ถึงจะมีปริมาณฝนเท่าเดิมหรือน้อยลงจากเดิม น้ำก็คงท่วมอีก แต่จะไปหนักที่คนยากคนจนที่ไม่สามารถยกพื้นบ้านให้สูงได้แบบคนรวย ไปหนักที่พื้นที่ที่ไม่มีคันคูล้อมรอบตัวเมือง ส่วนตัวเมืองสุพรรณ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี หรือพื้นที่อื่นใดที่มีนิคมอุตสาหกรรมต่างชาติอยู่ก็คง “รอด” เพราะรัฐบาลไทยไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ล้วนแต่มีนโยบายรักษาเศรษฐกิจให้ผู้ลงทุนจากต่างชาติด้วยกัน ภายใต้วิธีการ “บรรเทาปัญหาเฉพาะพื้นที่” แต่เป็นพื้นที่ของ “คนรวย” พื้นที่ที่เป็น “ฐานเสียง” ของชนชั้นกลางและชนชั้นสูง หาใช่พื้นที่ของ “คนจน” หรือพื้นที่ของชาวไร่ชาวนาผู้ถูกบังคับสภาพให้เป็น “แพะรับบาป” แทนคนเมืองไม่
เนื่องจากเลตองคุเป็นหมู่บ้านที่ถือศีล 5 อย่าเคร่งครัด คือ “ไม่กินเนื้อสัตว์” แต่บางนิกายก็กินเนื้อสัตว์ได้แบบเดียวกับพุทธศาสนาบางนิกายที่สามารถแต่งงานมีเมียได้ เช่น ในญี่ปุ่น เพราะถือว่าการนิพพานอยู่ที่การเข้าถึงสภาวธรรมหรือกฎธรรมชาติที่จิตไม่ได้อยู่ที่วัตถุภายนอก แต่ฤๅษีหมู่บ้านนี้ก็กินแต่เนื้อสัตว์ป่า ไม่กินเนื้อสัตว์เลี้ยง ดังนั้นเราจึงไม่ได้ยินเสียงไก่ป่าขันรอบๆ หมู่บ้านเลยสักตัวเดียวยกเว้นนก
เลตองคุยังมีความสำคัญมาก เพราะภูมิศาสตร์ตั้งอยู่บน “รอยต่อ” การเคลื่อนไหวของ “ดีเคบีเอ” “เคเอ็นยู” ซึ่งอยู่ระหว่าง “การเจรจาหยุดยิง” กับทหารพม่า หลังจากที่รัฐบาลพม่า “เปลี่ยนนโยบาย” จากอำนาจอธิปไตยที่มี “มากกว่า” เสรีภาพของบุคคล มาเป็นอำนาจอธิปไตย “เสมอกับ” “เสรีภาพบุคคล” ด้วยการดึง อองซานซูจี ผู้นำฝ่ายค้านในพม่า ดึงชนชาติส่วนน้อยที่ต่อสู้ด้วยอาวุธอยู่ตะเข็บชายแดนไทย อินเดีย และจีน เข้าไปร่วม “พัฒนาชาติพม่า” เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ความสำคัญดังกล่าวทำให้ผมตื่นเต้นกับการเดินทางครั้งนี้เป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะได้ไปเห็นหมู่บ้านที่มี “ลักษณะจำเพาะ” ที่กำลังแปรสภาพความเป็นดั้งเดิมด้วยฤทธิ์ของทุนนิยมแล้ว ยังได้ไปเห็นหมู่บ้านที่กำลังจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายของพม่า รวมถึงการเปิดเสรีทางการค้าอาเชียนในปี 2558 ด้วย เพราะหมู่บ้านนี้อยู่ไม่ไกลจากมะละแหมง ซึ่งเป็นเมืองการค้าสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศพม่าไม่มากนัก ด้วยเหตุนี้ “หัวเลี้ยวหัวต่อ” “ปลายขอบฟ้า” ของเลตองคุจึงน่าสนใจนัก
คนที่ได้รับอิทธิพลจากจักรๆ วงศ์ๆ ไทย พอพูดถึงฤๅษีแล้วต้องนึกถึงฤๅษีเกล้ามวยผมที่นุ่งห่มอยู่ภายใต้หนังเสือลายพาดกลอนของอินเดีย แต่ฤๅษีที่นี่ไม่ได้แต่งชุดแบบที่ว่า แต่อยู่ในชุดสีขาวหรือสีน้ำตาล แถมสูบบุหรี่ปุ๋ยๆ อีกต่างหาก (มีข้อห้ามทางราชการไม่ให้ลงรูปคนสูบบุหรี่ ผมจึงไม่สามารถนำเอามาลงให้ท่านผู้อ่านดูได้ เพราะจะถูกปรับด้วยเม็ดเงินจำนวนมาก)
ที่นี่ไม่มีน้ำประปา เพราะไม่มีคลองประปาและไม่มีโรงกรองน้ำประปา มีแต่น้ำในห้วยที่ไหลมาใสๆ สะอาดจนสามารถดื่มกินได้ ทุกชีวิตอาบน้ำในห้วยทุกคน ไม่ว่าหญิงหรือชาย ต่างเพียงแต่คนละ “ท่าอาบน้ำ” เท่านั้น จำได้ว่าเคยอาบน้ำในห้วยในพื้นที่ยึดครองกองพลที่ 4 ของเคเอ็นยูริมชายแดนกาญจนบุรีที่ไทรโยค ต่อมามีการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำกินของครอบครัวกองกำลัง ท้ายสุดน้ำก็แห้งผากมีแต่กรวดทรายแห้งเต็มห้วย รอบๆ เลตองคุกำลังตัดไม้ทำลายป่าเพื่อหาที่ทำไร่ข้าว ไร่ข้าวโพด และ “หมาก” ที่ราคากำลังดีขึ้น เชื่อว่าถ้ายังตัดไม้กันแบบงูกินหางตัวเอง ท้ายสุดเลตองคุก็ต้องล่มสลาย
สมัยก่อนเลตองคุมีวิถีการผลิตแบบ Sufficiency Economy หรือพอกินพออยู่ ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่ตกค้างมาตั้งแต่ยุคสมัยกลาง เพราะอยู่ห่างจากเมืองมากมาย จิตใจของคนเลตองคุจึงดีงาม เพราะไม่มีการค้า แต่พอระบบเศรษฐกิจทุนนิยมคืบคลานเข้าไป ความเจริญเข้าไป จิตใจของคนเลตองคุก็เป๋ไปตามวิถีการผลิตที่เปลี่ยนแปลง
วันนี้เด็กๆ ที่จบจากโรงเรียนของ ตชด.หลายคนไปขายแรงงานในเมืองเช่นเดียวกับเด็กกะเหรี่ยงในป่าทุ่งใหญ่ตะวันออก แววตาใสๆ ใบหน้าสวยๆ ในป่ากลายเป็นดวงตาที่เหนื่อยจากการใช้แรงงาน
เราไม่สามารถยุติวิวัฒนาการของสังคมได้ เราไม่สามารถยุติการคืบคลานเข้ามาของระบบทุนนิยมที่โหดร้ายในบางแง่บางมุมได้ แต่เราสามารถทำให้คนในเลตองคุหรือที่อื่นๆ ของประเทศ เช่น ใน “สามจังหวัดภาคใต้” มีความสุขได้ภายใต้ “วัฒนธรรมจำเพาะ” ถ้าเรามีการปกครองแบบประชาธิปไตยที่แท้จริง ประชาธิปไตยที่ “คนชนชาติส่วนน้อย” “กลุ่มผลประโยชน์” (Interest Group) สามารถเข้าไปถือครองอำนาจอธิปไตยได้ด้วยตัวของเขาเองในฐานะ “เจ้าของ” ไม่ใช่เข้าไป “มีส่วนร่วม” อย่างที่ปกครองไทย เอ็นจีโอไทย “โฆษณาชวนเชื่อ” เพื่อรักษาระบอบเผด็จการไทยเอาไว้
หลายคนบอกว่าอย่าให้การท่องเที่ยวไปถึงเลตองคุ เพราะจะไปทำให้วิถีจำเพาะที่งดงามของคนเลตองคุที่ตกทอดมาจากสังคมฟิวดัลเปลี่ยนแปลงไป ผมบอกว่าถึงไม่มีใครเข้าไปเที่ยว ก็ใช่ว่าวิถีของคนเลตองคุจะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะท้ายสุดคนเลตองคุก็ต้องถูกบังคับสภาพให้ออกจากป่ามาขายแรงงานเช่นเดียวกับคนทั้งโลก เพราะยุคของโลกเป็นยุคทุนนิยม ใครทำไม่สอดคล้องกับทุนนิยมก็จะล้าหลังกลายเป็นคน “ตกยุค”
ความสุขของคนเลตองคุไม่ใช่เป็นเรื่องของคนไปเที่ยวหรือไม่ไปเที่ยว ปัญหาอยู่ที่ว่าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือไม่ต่างหาก เพราะประชาธิปไตยคือการเฉลี่ยรายได้แห่งชาติอย่างเป็นธรรม คือ การให้เสรีภาพบุคคลบริบูรณ์ วันนี้บ้านเมืองเรามีการปกครองแบบเผด็จการ ระบอบเผด็จการใดๆ ก็ตามจะ “ให้ประโยชน์” และ “ให้ค่า” แก่คนส่วนน้อย คือ นายทุนหรือชนชั้นสูง “ผกผัน” กับการ “ไม่ให้ประโยชน์” และ “ไม่ให้ค่า” แก่ชนชั้นอื่น วัฒนธรรมอื่น ที่ไม่ใช่พวกตัวเสมอ ไม่เช่นนั้นเราจะมีคนส่วนน้อย “รวยติดอันดับโลก” ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศตกอยู่ในความยากลำบากในการดำรงชีวิตกันหรือ? คนเสพยาบ้า คนติดยาบ้ามากมายเกินกว่าโคลัมเบีย จนกระทั่งต้องสร้างคุกพิเศษซ้อนคุกพิเศษกันจนน่าขายหน้าต่างชาติไม่ใช่หรือ?
คณะเราโชคดีมากที่ไปเลตองคุในช่วงวันที่เขามีงานสงกรานต์กัน เป็นสงกรานต์ที่ตรงกับวันมาฆบูชาของทุกๆ ปี เขาจะเอาข้าวของมาถวายพระ โดยมีลูกศิษย์ที่มาบวชอยู่ในวัดรับเอาไว้ ในศาลานอกจากจะมีข้าวต้มและกับข้าวที่ไม่มีเนื้อสัตว์คอยรับแขกแล้วยังมีขนมหวานมาให้ชิมอีกด้วย ขนมเหล่านั้นใครจะมากินก็ได้ ก่อนที่จะมีพิธี ผมไปกินข้าวต้มกับน้องที่ไปด้วย ผลปรากฏว่าคืนนั้นคนที่กินท้องเสียกันแบบไม่ได้หลับได้นอน ตื่นเช้าผมยังแถมอีกหลายรอบ เข้าใจว่าเป็นของค้างมาหลายวัน ดีเหมือนกันที่ทำให้ท้องที่อัดแน่นไปจากการกินเนื้อได้เบาโปร่งโล่งสบาย
ผมไม่ได้ไปดูพิธีตอนเช้า แต่ไปสายเพราะมัวแต่ไปถ่ายภาพวิถีชีวิต กินข้าวเช้าจากฝีมือแม่ครัว “อุ้มผางแคมปิ้งท่องเที่ยว” แล้ว เราจึงไปที่วัด ในขณะที่ชาวบ้านกำลังทยอยกันออกจากบ้านมาร่วมงานด้วยใบหน้าที่ผ่องไปด้วยแป้งทานาคา จำนวนไม่น้อยที่เอาข้าว เอากับข้าวมาถวายวัดด้วย
การมาวัดก็เหมือนกับการมาพบปะพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการ มัคนายกทำหน้าที่ของตน หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านก่อนที่จะออกไปทำพิธีไหว้ตามจุดต่างๆ
พวกเรานักข่าวที่กินเนื้อไม่สามารถเข้าไปบริเวณพิธีภายในได้ แต่สามารถเห็นพิธีกรรมต่างๆ ได้ การไหว้ของคนกะเหรี่ยงก็คล้ายๆ กับไทยและพม่า แต่เวลาสาธุแล้วจะต่างกัน
ผมไม่ได้กินข้าววัดอีก เพราะรู้แล้วว่าอาหารน้ำๆ ของวัดอาจจะไม่สะอาดมากนัก เมื่อเช้าไม่ได้กินข้าวจึงแอบไปกินขนมกับลูกวัด ขนมที่กินก็แบบบ้านๆ อร่อยไปแบบไม่ใช้ผงชูรส
เสียดายที่เราไม่มีเวลาพอที่จะรอร่วมงานรุ่งขึ้นอีกวัน เพราะกำหนดการมีเพียงแค่นั้น ผมเองอยากจะอยู่ต่อ แต่ก็เกรงใจคนที่พามาว่าจะเป็นภาระในการหารถกลับอุ้มผาง วันหน้าวันหลังคงได้มาที่นี่ ถ้าเป็นไปได้อาจจะขอบวชเพื่อศึกษาด้วย
ผมไม่ได้เขียนที่มาที่ไปของเลตองคุมากมายนัก เพราะมีคนเขียนแล้วมากมาย และก็เชื่อว่าคงมีสื่อหลายสำนักที่ไปด้วยคงเขียนให้ท่านผู้อ่านได้อ่านในเร็วๆ นี้ ขออนุญาตลอกรายงานการศึกษาเฉพาะกรณีเรื่องอิสิกับบ้านเลตองคุของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 34 กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาคที่ 3 มาให้อ่าน และถ้าเป็นไปได้ผมจะเอาคำสัมภาษณ์ของหลายๆ คนมาให้อ่านในโอกาสหน้า เรื่องสำคัญก็คือ เรื่องความแตกแยกของคนเลตองคุในเรื่องของการกินเนื้อสัตว์และไม่กินเนื้อสัตว์ จนฤๅษีองค์เก่าต้องย้ายไปอยู่ในพม่า ความแตกแยกดังกล่าวทำให้ส่วนหนึ่งเข้ารีตไปเป็นคริสต์ด้วย!
ขอบคุณการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดตาก โดยเฉพาะท่านผู้อำนวยการสุรินทร์...น้องแก้ว แก้วตา น้อง...ที่จัดงานนี้ขึ้นมา ขอบคุณท่านนายอำเภออุ้มผาง ขอบคุณผู้ประกอบการท่องเที่ยวอุ้มผางทุกๆ คน โดยเฉพาะคุณสุชาติ จันทร์หอมหวล เจ้าของตูกะสู(www.tukasu.netโทร.08-1825-8238) ขอบคุณแคมป์สุขเสถียร(www.suksathean.comหรือE-mail :[email protected]โทร.08-1811-1166) ขอบคุณคุณสมาน หงส์ยิ้ม เจ้าของอุ้มผางแคมปิ้งท่องเที่ยว(www.umphangcampingtour.com)ขอบคุณน้องสมปอง ทองสีเข้ม นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการและหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก น้องมงคล...หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง น้องนักเรียนที่น่ารักของอุ้มผางทุกคน ขอบคุณท่านนายอำเภอ วรทัศน์ วานิชอังกูร([email protected])ที่มาร่วมเสวนา







