
นักชก...กล้ามเนื้อนอกบังคับ
เปิดหัวมาแบบนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่ามันคืออะไร พิมพ์ผิดหรือเปล่า จริงๆ แล้วไม่ได้พิมพ์ผิด
โดย...มิวโกโตะ
เปิดหัวมาแบบนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่ามันคืออะไร พิมพ์ผิดหรือเปล่า จริงๆ แล้วไม่ได้พิมพ์ผิด แต่นั่นเป็นคำพูดของ “เสธ.อ้าย” พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ นายกสมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทยฯ ที่เปรียบเปรย “เจ้าเติ้ล” มนัส บุญจำนงค์ อดีตนักชกเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ 2004 และเหรียญเงินโอลิมปิกเกมส์ 2008 ที่ไม่รู้นึกครึ้มอะไร จู่ๆ ก็มาประกาศแขวนนวมกะทันหัน ทั้งๆ ที่เพิ่งกลับมาทำน้ำหนักขึ้นประลองในรุ่น 75 กก. เอาชนะรุ่นน้อง ปิติพงษ์ สำเภาล่อน จนได้สิทธิเป็นตัวแทนทีมชาติไปรอบคัดเลือกโอลิมปิกเกมส์ โซนเอเชีย เลก 2 ที่คาซัคสถานแล้วด้วยซ้ำ
ส่วนสาเหตุที่ตัดสินใจอำลาเวทีกะทันหันนั้น อดีตฮีโร่โอลิมปิกอ้างว่าที่กลับมาคืนสังเวียนผ้าใบอีกครั้ง นั่นเพื่อต้องการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ และสร้างประวัติ ศาสตร์คว้าเหรียญโอลิมปิก 3 สมัยติดต่อกันเป็นคนแรก ไม่ได้กลับมาเพราะหมดทางไปอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ยอมกลับมาเหนื่อยอีกครั้งเพื่อต้องการพิสูจน์ฝีมือตัวเองเท่านั้น
มนัส ออกมายืนยันว่า ตัดสินใจแล้ว ขอเลิกดีกว่า เพราะได้พิสูจน์ให้คนไทยเห็นแล้วว่าเขาไม่เคยแพ้ใครในประเทศไทย ในรุ่นเดียวกันเขาไม่แพ้ใคร แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมันกดดันเหลือเกิน ไม่มีความยุติธรรมให้กับเขา ถึงวันนี้จะสู้ต่อ แต่อนาคตไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรอีก จนรู้สึกน้อยใจมากกับข่าวที่ออกมา โดยเฉพาะ พ.อ.ศักดา เพ็ชรจินดา ประธานเทคนิค และโค้ชบางคนมักจะว่าตัวเขาแบบเสียๆ หายๆ ยกความชั่วความเลวให้ตลอด
เรื่องดังกล่าวไม่เพียงสร้างความมึนงงให้แฟนหมัดมวยชาวไทยเท่านั้น คนรอบข้างเองที่ให้โอกาส มนัส กลับมาสวมเสื้อกล้ามติดธงชาติไทยที่หน้าอกนั้น ต่างหงายเงิบไปตามๆ กันเลยทีเดียว
เริ่มต้นที่ เสธ.อ้าย นายกสมาคมมวยสากลสมัครเล่นฯ ผู้คิดค้นวลี “กล้ามเนื้อนอกบังคับ” (เปรียบเสมือนส่วนที่ควบคุมไม่ได้) ได้เปิดเผยความรู้สึกหลังไม่พบตัวเจ้าเติ้ลในแคมป์เก็บตัวที่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) หัวหมาก
“นี่เป็นเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องเอามากๆ ผมสอบถามไปยังโค้ชธง ทวีคูณ ผู้ฝึกสอนก็ไม่ทราบข่าวของมนัสเลย วันศุกร์นี้แคมป์นักมวยทีมชาติจะย้ายไปฝึกซ้อมที่ศูนย์ฝึกกีฬานานาชาติ มวกเหล็ก จ.สระบุรี กันแล้ว และถ้าในวันจันทร์ที่ 12 มี.ค. มนัสยังไม่มาปรากฏตัวก็ต้องจบ เพราะเราให้โอกาสมาตั้งหลายครั้ง ถ้าไม่มาก็คงแปลว่าไม่อยากไป และคงไม่รู้จะไปหาที่ไหน” พล.อ.บุญเลิศ กล่าว
นอกจากนี้ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนตัวไม่รู้สึกเสียดาย และไม่ได้หนักใจกับเรื่องที่มนัสออกมาถอนตัวมากนัก ส่วนทางออกในการคัดตัวเพื่อแย่งตั๋วลอนดอนเกมส์ 2012 คงจะไม่ส่งนักชกไทยไปต่อยชิงโควตารุ่น 75 กก.ชาย เพราะหากส่ง ปิติพงษ์ ไปชก ก็คงไม่มีความหวัง ดังนั้นสมาคมจะส่งเฉพาะนักชกที่มีความหวังไปแข่งขันเท่านั้น
ด้านคนกลางอย่าง “เจ้าบาส” สมรักษ์ คำสิงห์ นักชกรุ่นพี่ ที่ยอมออกหน้าการันตีต่อสมาคมเองว่าจะเป็นคนดูแลและพามนัสกลับมาสร้างชื่อเสียงอีกครั้ง ก็ถึงกับกล่าวอย่างเสียอารมณ์ หลังรู้ว่ารุ่นน้องที่เตรียมผลักดัน ตัดสินใจยุติเส้นทางการชกเพียงเท่านี้ โดยเจ้าของฉายา “ไม่ได้โม้” พยายามโทร.หามนัสมา 2 วัน แต่ไม่สามารถติดต่อได้ รู้แต่เพียงว่าตอนนี้ขึ้นไปอยู่ จ.ลำปาง
“เราช่วยแทบเป็นแทบตาย มันจะตกม้าตายไม่รู้กี่ครั้ง แต่ครั้งนี้คงต้องปล่อยให้ม้ากระทืบ ส่วนตัวคงไม่มีอะไรต้องพูดอีกแล้ว เพราะเสียกับมนัสมาเยอะแล้ว สมาคมยอมทุกอย่าง ย้ายแคมป์ก็เพื่อมนัส แต่ทำแบบนี้มันไม่ไหว ที่บอกว่ายังให้โอกาสคือเป็นเรื่องของทีมชาติ ที่เจ้าตัวจะต้องดูแลตัวเอง จะต้องกลับมาจัดการด้วยตัวเอง แต่ถ้าไม่มาอีกชาติหน้าก็ไม่ต้องมาแล้ว” สมรักษ์ กล่าวพร้อมประกาศว่า นับจากนี้ไปคงไม่ให้ความช่วยเหลือใดๆ กับมนัสอีกต่อไปแล้ว
จริงๆ แล้วคำว่า “นักกีฬา” มักต้องมาควบคู่กับคำว่าวินัย และความอดทนอยู่เสมอ ไม่เคยมีนักกีฬาในโลกคนไหนที่ได้ดีด้วยพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว ดังนั้นถ้าอุปสรรคแค่นี้ทำให้ความมุ่งมั่นในตัวหมดลงก็ถูกต้องแล้วล่ะที่จะเลิกเรียกตัวเองว่านักกีฬาเสียตั้งแต่วันนี้เลย...







