
สุภาสิตชยสูตร
วันนี้เปิดพระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 15 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 7 เลือก “สุภาสิตชยสูตร”
โดย...อ.ตุ้ย วรธรรม
วันนี้เปิดพระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 15 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 7 เลือก “สุภาสิตชยสูตร” ที่ว่าด้วยการแข่งขันคำสุภาษิต ระหว่าง “อสูร” กับ “เทวดา”
เป็นการแข่งขันว่าฝ่ายไหนจะพูดได้ดี คมคาย สร้างสรรค์ และมีสารัตถะมากกว่ากัน ซึ่งถ้ามีองค์ประกอบเหล่านี้ถือว่าฝ่ายนั้นเป็นผู้กำชัย
ฝ่ายเทวดาโดยการนำของ “ท้าวสักกะ” หรือที่รู้กันในนาม “พระอินทร์” ซึ่งเป็นประมุขของเทวดา ปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ส่วนอสูร (พวกกึ่งเทพกึ่งยักษ์) มีท้าวเวปจิตติ เป็นประมุขครองภพอสูรอยู่ใต้มหาสมุทร
ก่อนอื่นขอบอกว่าก่อนที่อสูรกับเทวดาจะมาประลองยุทธ์ครั้งนี้ สองฝ่ายมีปัญหาคาใจกันมาในอดีต...เป็นเรื่องของ “ศักดิ์ศรี” ที่ไม่มีใครยอมใคร
แต่เดิมอสูรนั้นเป็นเทวดามาก่อน (ขอเรียกว่าเทวดาเดิม) พอพระอินทร์พร้อมบริวาร (เทวดาใหม่) อุบัติขึ้นมา ก็ได้มีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับเหล่าเทวดาใหม่ด้วยน้ำ “คันธบาน” ซึ่งเป็นสุราชนิดหนึ่ง
พระอินทร์สั่งบริวารของตนให้ทำทีเป็นแสร้งดื่ม ต่างจากฝ่ายเทวดากลุ่มเก่าที่ดื่มกันเมามายจนไร้สติ เมื่อได้โอกาสพระอินทร์ก็สั่งให้จับเทวดาเมาสุราโยนไปที่เชิงเขาสิเนรุ เทวดากลุ่มเก่ารู้สึกตัวก็สายเกินไปเมื่อรู้ว่าได้หลงกลเทวดากลุ่มใหม่ จึงปฏิญาณว่าจะไม่ดื่มสุราอีกต่อไป แต่หลังจากนั้นก็ได้รบกับพระอินทร์และบริวารหลายครั้ง เพราะต้องการเมืองเทวดาคืนแต่ก็สู้ไม่ได้ตลอด
รวมถึงการแข่งขันครั้งนี้ก็ถือเป็นการทำสงครามโดยอ้อมที่ท้าวเวปจิตติต้องการมีชัยชนะเหนือพระอินทร์ และหวังเป็นแม่นมั่นว่าฝ่ายตนจะกำชัย
ฝ่ายพระอินทร์รับคำท้า ทั้งสองฝ่ายจึงคัดเลือกกรรมการ และในฐานะที่ท้าวเวปจิตติเป็นเจ้าของสถานที่จึงได้รับเกียรติกล่าวก่อน
“คนพาลไม่มีผู้กำราบยิ่งกำเริบเสิบสาน ปราชญ์มีปัญญาพึงกำราบคนพาลด้วยอาญา (ลงโทษ) อย่างรุนแรง” เวปจิตติตั้งประเด็นเรื่องจบลงพร้อมกับเสียงปรบมือของเหล่าอสูร แต่พวกเทวดานิ่งเงียบ
“ผู้ใดรู้ว่าคนอื่นโกรธ (แทนที่จะโกรธตอบ) ก็มีสติระงับไว้ได้ เห็นว่าการระงับ (อดทนอดกลั้น) ไว้ได้ของผู้นั้นนั่นแหละคือวิธีกำราบคนพาล (แบบสันติวิธี)” สิ้นเสียงตอบของพระอินทร์ก็ตามด้วยเสียงปรบมือของเหล่าเทวดา ฝ่ายอสูรนิ่งเงียบบ้าง
ทว่า ประมุขอสูรก็แย้งทันที...
“แต่เราเห็นข้อเสียของความอดทนและความอดกลั้นนะ เพราะเมื่อใดคนพาลเห็นว่าผู้นี้ยอมอดกลั้นเพราะความกลัว เมื่อนั้นคนพาลยิ่งได้ทีข่มขี่ข่มเหงผู้นั้น เหมือนโคตัวชนะไล่ข่มตัวที่แพ้”
“ผู้ใดจะเข้าใจว่าผู้นี้อดกลั้นต่อเราเพราะความกลัวหรือไม่ก็ตาม ประโยชน์บรรดามีประโยชน์ของตนสำคัญที่สุดและประโยชน์นั้นยิ่งกว่าขันติไม่มี
ผู้ใดที่มีกำลังเข้มแข็งกว่า แต่ยอมอดทนอดกลั้นต่อคนอ่อนแอกว่าได้ วิญญูชนกล่าวสิ่งนั้นเป็นขันติขั้นสุดยอด และกล่าวถึงกำลังเยี่ยงคนพาลว่ามิใช่กำลังที่แท้จริง ทั้งไม่มีผู้ใดที่กล่าวโต้ตอบต่อผู้ที่มีกำลังอันธรรมรักษาได้เลย (คนดีมีศีลธรรม)
เพราะความโกรธนั้นแล โทษอันเลวทรามจึงตกแก่ผู้ที่โกรธตอบต่อผู้ที่โกรธแล้ว ส่วนผู้ที่ไม่โกรธตอบต่อผู้ที่โกรธแล้วชื่อว่าเอาชนะสงครามที่เอาชนะได้ยากยิ่ง
อนึ่ง ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธแล้ว มีสติระงับยับยั้งไว้ได้ ผู้นั้นชื่อว่าทำประโยชน์ให้ทั้งฝ่ายตนและคนอื่น ส่วนคนที่ไม่ฉลาดในธรรมย่อมสำคัญผิดคิดว่าผู้ที่รักษาประโยชน์ทั้งสองฝ่ายนั้นเป็นคนโง่ดังนี้”
และผลการตัดสินของกรรมการจากทั้งสองฝ่ายลงมติในทางเดียวกันว่า เวปจิตติพูดก่อเกี่ยวด้วยอาชญาและอาวุธ (นิยมความรุนแรง) เท่ากับส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง ทะเลาะวิวาทไม่สิ้นสุด
ตรงกันข้ามกับพระอินทร์ที่กล่าวในทางสร้างสรรค์ ดังนั้นชัยชนะจึงตกเป็นของพระอินทร์ด้วยประการฉะนี้
แต่สังคมสมัยนี้มีคนจำนวนมากที่มีวาทศิลป์ในการพูดโน้มน้าวให้คนเชื่อ และคำพูดนั้นก็ช่างดูแหลมคม กินใจ แต่บ่อยครั้งคำพูดกับการกระทำช่างตรงกันข้ามอย่างยิ่ง







