วังสีทา แก่งคอย เมืองสวรรค์ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
ท่ามกลางแมกไม้น้อยใหญ่ริมแม่น้ำป่าสัก
โดย...สมาน สุดโต
ท่ามกลางแมกไม้น้อยใหญ่ริมแม่น้ำป่าสัก ลมพัดช่วงเวลา 11.00 น. พอดับไอร้อนในต้นเดือน มี.ค.ลงไปได้บ้าง กลุ่มสื่อมวลชนและผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ 20 กว่าชีวิต มีทั้งครู อาจารย์ และภาคเอกชน ยืนฟัง สุนิสา จิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร บรรยายถึงที่มาที่ไปสถานที่แห่งนี้ ที่เรียกว่า “วังสีทา” อย่างสบายใจและสนใจยิ่ง แม้ว่าสิ่งที่เรียกว่าวังจะมีเพียงแนวอิฐบอกว่าเป็นฐานอาคารพระตำหนักและโบสถ์น้อยก็ตาม แต่อดีตนั้นรุ่งเรืองดังเมืองสวรรค์
วังสีทา
วังที่ว่านี้ตั้งอยู่ในบริเวณที่ดินประมาณ 22 ไร่ ปกคลุมด้วยต้นไม้ใบหญ้า แต่เพิ่งถูกแผ้วถางให้สะอาดตาตั้งแต่ทางแยกประมาณ 300 เมตร จากถนนที่อยู่ติดกับโรงเรียนสองคอนกลาง ถึงสถานที่ที่เรียกว่า วัง ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ที่นั่นนอกจากแนวอิฐที่บอกที่ตั้งอาคาร ก็มีศาลเจ้าในพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เพื่อบอกผู้มาเยี่ยมเยียนว่าวังที่ว่านี้เป็นของพระองค์ท่าน
ดังนั้นก่อนที่จะเดินชมที่สำคัญ สุนิสา ในฐานะผู้นำ และผู้บุกเบิกและขุดค้นโบราณสถานแห่งนี้ จึงทำหน้าที่จุดธูปบอกกล่าวศาลตามธรรมเนียมไทย
วังสีทา ที่คณะพวกเราไปเยี่ยมชมโดยความอนุเคราะห์ของสำนักบริหารกลาง กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์กรมศิลปากร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสักฝั่งตะวันตก ต.สองคอน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เป็นวังที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างเมื่อประมาณ 100 ปีเศษ ปัจจุบันเป็นโบราณสถานภายใต้การดูแลของ อบต.สองคอน หลังจากขุดค้นโดยกรมศิลปากรเมื่อปี พ.ศ. 2546
ชื่อวังสีทา เรียกตามชื่อหมู่บ้านชาวลาวที่ตั้งอยู่ในบริเวณนั้น ปัจจุบันหาคนที่สืบตระกูลในหมู่บ้านค่อนข้างยาก นอกจากผู้ที่ใช้นามสกุลช้างสีทาครอบครัวหนึ่งเท่านั้น
วังสีทาถูกสร้างขึ้นในช่วงการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394-2411) โดยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงมีพระราชฐานะเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 2 หรือ Second King ในสมัยนั้น ทรงสร้างเป็นที่ประทับสำหรับแปรพระราชฐาน
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระอนุชาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าจุฑามณี เป็นที่รู้จักกันในพระนามว่า ทูลกระหม่อมฟ้าน้อย เป็นพระราชบุตรลำดับที่ 50 หรือพระราชกุมารพระองค์ที่ 27 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) และเป็นพระราชโอรสลำดับที่ 3 ที่ประสูติแต่สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระราชสมภพเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2351
เมื่อทรงได้รับพระบวรราชาภิเษกเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (พระมหาอุปราช) หรือที่ออกพระนามกันว่า “วังหน้า” มีพระเกียรติยศเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 2 เสมอด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พ.ค. 2394 เมื่อทรงมีพระชนมพรรษาได้ 43 พรรษา
ส่วนความเป็นมาของวังสีทา ซึ่งอยู่ในชนบทนั้น สุนิสา เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำริที่จะให้มีเมืองหลวงแห่งที่ 2 เพื่อเป็นที่มั่น ถ้าหากถูกรุกรานจากประเทศตะวันตก จึงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรหาทำเลที่ตั้งเมืองหลวงแห่งที่ 2 ที่เมืองนครราชสีมา แต่ทรงพบว่านครราชสีมาไม่เหมาะที่จะสร้างเป็นเมืองหลวง เพราะน้ำขาดแคลน
ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ จากการเสด็จฯ นครราชสีมาในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงต้องพระหฤทัยบริเวณชุมชนลาวริมแม่น้ำป่าสัก ที่ ต.บ้านสีทา อ.แก่งคอย จ.สระบุรี และในเชิงยุทธศาสตร์ก็ทรงพอพระทัยเขาคอกที่อยู่ห่างจากวังสีทาประมาณ 10 กิโลเมตร เพราะเป็นชัยภูมิที่ดี มีภูเขาล้อมรอบ เหมาะที่จะเป็นป้อมปราการ
จากการสังเกตทำเลที่ตั้งวังสีทา บนฝั่งตะวันตกแม่น้ำป่าสักนั้นอยู่ใกล้ท้องคุ้ง หากต้องการจินตนาการหรือทอดอารมณ์ไปตามธรรมชาติ นั่งอยู่ที่สร้างวังจะเห็นกระแสน้ำป่าสักที่ไหลกระทบฝั่งเป็นฟองคลื่น ท่ามกลางธรรมชาติที่ยังดิบเต็มไปด้วยฝูงวิหค ภูมิประเทศตรึงตา สิ่งแวดล้อมรื่นรมย์ เหนืออื่นใดชุมชนคนแวดล้อมมีแต่คนรักและภักดี ทำให้เกิดความหลงใหลได้แน่นอน
กล่าวกันว่าข้าทาสบริวาร โดยเฉพาะสาวงามชาวลาว กิริยามารยาทอ่อนช้อย เสียงแอ่วลาวและฟ้อนตามจังหวะเสียงแคนที่เพราะดั่งเสียงนกการเวกนั้นตรึงใจนัก สมกับโบราณว่า ไม่มีเสียงอันใดจะผูกใจบุรุษได้เท่าเสียงสตรีอีกแล้ว ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบัน กิตติศัพท์ที่ว่าได้ยินถึงวังหลวง จนกระทั่งรัชกาลที่ 4 ค่อนขอดว่า วังสีทาคือเมืองสวรรค์
พระราชวิจารณ์ ร.4
รัชกาลที่ 4 ทรงวิจารณ์วังสีทาว่า การที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดที่จะเสด็จฯ บ้านสีทาบ่อยครั้งนั้น มีเรื่องเล่าถึงพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงหลงสตรีลาวที่บ้านสีทา ซึ่งพระองค์ก็ได้ระบายความไม่สบายพระราชหฤทัยให้กับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ได้ฟังกันด้วย ทรงพระวิตกดังความปรากฏเช่น
“แต่คงคับใจอยู่เรื่องหนึ่ง ด้วยพระองค์เจ้าแลหม่อมเจ้าเปนลูกเปนหลานของตัวเอง วิตกอยู่อย่างหนึ่งมากนัก วิตกนั้นคือ เมืองสระบุรี ลาวชางเมืองนี้อย่างไรมิรู้อยู่ ก็คนทั้งปวงรู้ว่าครอบครัวลาวเมืองนี้ที่เกิดสตรีรูปงามเสียงเพราะ ช่างพูดช่างเว้า จนผู้มีบุญเข้ามาครอบครองหวงเอาทั้งหมด ว่า สตรีที่เกิดที่ในบ้านเมืองนี้ ถ้าไม่ได้เลือกก่อนแล้ว ใครจะไปแอ่วไปเกี้ยวไปสู่ไปขอเอาไม่ได้ ชนิดใหญ่เลือกมาแล้วจืดไป เลือกชนิดกลางเล่า ยังชนิดเล็กรอไว้ ได้การเมื่อไรเก็บอีก แลเล่าฤๅว่าเมืองนั้นเป็นเมืองสวรรค์ ค่ำแล้วทุกบ้านทุกเรือนมีแต่บรรเลง ทำเพลงเสงการสนุกสานอยู่เปนนิตย์”
“ท่านทั้งหลายทั้งปวงในกรุงเทพฯ บัดนี้ บันดาที่มีบันดาศักดิก็อยู่ดีเปน ปรกติไม่มีใครป่วยไข้อะไร วังน่าท่านเสด็จขึ้นไปศรีทาแต่ ณ วัน 6 ฯ 4 ค่ำแล้วเดือนนี้ก็เปนเดือนบุญ ไร่นาเลิกแล้วเปนที่ลาวเขาเล่นสนุก พ่อกลางบ่างไพร่ก็เปนลาวมาก อย่าพลอยสนุกไปด้วย คิดการหาช้างเผือกมาใส่บ้านใส่เมืองดีกว่า”
พระราชวิจารณ์ของรัชกาลที่ 4 ทำให้เห็นภาพเมืองสวรรค์ที่สีทาได้ทั้งหมด จึงไม่แปลกใจว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องพระทัยแม้จะไกลเมืองหลวงก็ทรงพอพระทัย เข้าทำนองคับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก บ้านสีทาจึงเป็นที่แปรพระราชฐานของพระองค์เกือบตลอดราชการ แม้กระทั่งก่อนเสด็จสวรรคตไม่นานก็ประทับที่สีทา
เมื่อประทับนาน ข้าทาสบริวารก็ต้องมากตามศักดิ์ ตามพระราชฐานะ บริเวณวังสีทาจึงไม่ใช่ 22 ไร่ที่เห็น หากแต่ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ เพื่อจัดเป็นที่พำนักของสนมนางกำนัล ข้าทาสบริวาร และเป็นที่พึ่งทางใจ คือ ศาสนสถาน หรือพระอารามน้อยในวัง
อย่างไรก็ตาม เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต 7 ม.ค. 2408 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีรับสั่งให้รื้อวังสีทา ขนไม้จากวังเก่าไปสร้างวังใหม่ให้กับพระประยูรญาติของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวแถวถนนทางอาทิตย์ 2-3 วัง เช่นที่ตั้งของ FAO ในปัจจุบันนั้นแห่งหนึ่ง
นับแต่นั้นเป็นต้นมา หมู่บ้านชาวลาวที่สีทาก็เงียบเหงา วังสีทาเหลือแต่ชื่อ ชาวบ้านเข้าครอบครองวังเก่า ล่าสุด บริษัท สหฟาร์ม ครอบครองพื้นที่เป็นส่วนใหญ่ กันออกมาให้กรมศิลปากร 22 ไร่ เพื่อประกาศเป็นโบราณสถานเพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวให้แก่งคอย จ.สระบุรี
อิฐก้อนเดียวบอกก็ชี้เบาะแสได้
แต่กว่าจะเป็นโบราณสถานดังที่เห็นในเนื้อที่ 22 ไร่ ประกอบด้วย ทิมดาบ ตำหนักที่ประทับ และโบสถ์น้อยนั้น นักโบราณคดีคือ สุนิสา ต้องทำงานหนักมาก เพราะได้ยินแต่ชื่อวังสีทา แต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน จุดไหน เมื่อได้รับการขอร้องจาก พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร สส.สระบุรี และได้รับความเห็นชอบจากกรมศิลปากร เธอจึงมากับคนขับรถ ชาวบ้านชี้ทางให้ก็เดินฝ่าป่ารกหาที่ตั้งวัง โชคดีที่ไปพบอิฐ 1 ก้อน จึงมั่นใจว่าหาพบแล้ว จึงขุดหาร่องรอยที่ตั้งวังว่าอยู่ที่ตรงไหนบ้าง จนกระทั่งสามารถหาร่องรอยอาคารที่ประทับอื่นๆ จนเป็นวังสีทาอย่างที่เห็น นับแต่ปี พ.ศ. 2546
เมื่อกรมศิลปากรพบ ประกาศเป็นโบราณสถาน ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับ อบต.จะสานต่อหรืออนุรักษ์ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวต่อไป เพราะสถานที่เช่นนี้หาไม่ได้ในหมู่บ้านอื่น นอกจากที่นี่เท่านั้น


