
เทคโนโลยีขจัดปัญหาค้านสายตาแฟนบอล
กีฬาขวัญใจมหาชนอย่าง “ฟุตบอล” กำลังใกล้เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
โดย...จาด้า
กีฬาขวัญใจมหาชนอย่าง “ฟุตบอล” กำลังใกล้เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการนำกล้องหรือเทคโนโลยีอื่นที่จะช่วยตัดสินว่าบอลข้ามเส้นประตูไปหรือยัง
ความจริงแล้วเสียงเรียกร้องให้นำ “โกล-ไลน์” (GoalLine) เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตัดสินเกมลูกหนังไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ด้วยความที่ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ค่อนข้างจะอนุรักษนิยม การเปลี่ยนกฎระเบียบอะไรแต่ละครั้ง จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเย็นยิ่ง
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการสนับสนุนจากหลายฝ่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้บอร์ดสมาคมฟุตบอลนานาชาติ (ไอเอฟเอบี) จำเป็นต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุมในเมืองเซอร์เรย์ของอังกฤษ เมื่อวานนี้ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้ข้อสรุป แต่ก็แน่นอนว่าเราจะเห็นเค้าโครงที่ชัดเจนขึ้นว่าเทคโนโลยีประเภทใดจะถูกนำมาใช้ หรือจะไม่ใช้เลยในการตัดสินของฟีฟ่าวันที่ 2 ก.ค.นี้
ก่อนหน้านี้ เซปป์ แบลตเตอร์ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เคยออกโรงคัดค้านไอเดียที่จะนำเทคโนโลยีมาช่วยตัดสิน เพราะเขาเชื่อว่าความผิดพลาดของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ
ทว่านายใหญ่ฟีฟ่าก็ต้องกลับลำ เมื่อผู้ตัดสินถูกโจมตีอย่างหนักจากลูกปัญหาที่ แฟรงก์ แลมพาร์ด มิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษ ยิงข้ามเส้นไปเกือบเมตร ก่อนที่ มานูเอล นอยเออร์ นายทวารเยอรมนี จะควักบอลออกมา แต่ท่านเปาและไลน์แมนกลับมองไม่เห็นว่าลูกนั้นเป็นประตู และส่งผลให้ “สิงโตคำราม” แพ้ไป 4-1 ในศึกฟุตบอลโลก 2010
“ฟีฟ่า ไม่สามารถปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อีก เพราะบอลข้ามเส้นไปแล้วตั้ง 70 ซม. แต่กลับไม่เป็นประตู” แบลตเตอร์ กล่าว พร้อมทั้งระบุว่าต้องการให้มีการนำเทคโนโลยีช่วยตัดสินมาใช้ในศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลด้วย
จริงๆ แล้ว ประตูของ แลมพ์ ไม่ใช่ลูกแรกที่ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนัก เพราะในเกมพรีเมียร์ลีก ปี 2005 เปโดร เมนเดส มิดฟิลด์สเปอร์ส เคยยิงระยะ 45 หลา และบอลก็ข้ามเส้นไปแล้ว ก่อนที่ รอย คาร์โรลล์ ผู้รักษาประตูของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะล้วงออกมาจากเส้น และผู้ตัดสินก็ปล่อยให้เกมดำเนินต่อไป โดยที่ไม่ให้เป็นสกอร์
ตอนนั้นฟีฟ่าก็ได้ตัดสินใจที่จะให้มีการทดสอบระบบ โดยอาดิดาสฝังไมโครชิปไว้ในลูกบอล ซึ่งจะส่งสัญญาณไปให้ผู้ตัดสิน หากว่าบอลข้ามเส้นประตูไปแล้ว แต่หลังจากไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในศึกชิงแชมป์โลก รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ฟีฟ่า ก็เลิกสานต่อโครงการดังกล่าว จนกระทั่งมีกรณีของ แลมพาร์ด เกิดขึ้นช่วง 5 ปีต่อมา
nnระบบที่อาจจะช่วยเปลี่ยนเกมลูกหนัง
มีถึง 8 บริษัท ที่ทำการเสนอตัวอยากจะติดตั้งระบบเทคโนโลยีช่วยในการตัดสินว่าบอลข้ามเส้นประตูหรือไม่ต่อฟีฟ่า แต่ที่เข้าตาและได้รับการคาดหมายว่าน่าจะได้รับการคัดเลือกมากที่สุดมีอยู่ 3 ระบบด้วยกัน ซึ่งว่ากันว่าผู้ที่ชนะน่าจะทำเงินได้ถึง 100 ล้านปอนด์ (ราว 5 หมื่นล้านบาท) หากว่าเทคโนโลยีของพวกเขาถูกนำไปใช้ในการแข่งขันฟุตบอลทั่วโลก
ฮอว์กอาย (Hawk-Eye)
ใครที่เป็นแฟนเทนนิสก็คงจะคุ้นเคยกับชื่อนี้กันดี เพราะว่าระบบฮอว์กอาย หรือ “ตาเหยี่ยว” ของอังกฤษ ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดย พอล ฮอว์กกินส์ ในปี 1999 นั้น ได้รับการยอมรับและนำมาใช้ช่วยตัดสินทั้งในกีฬาเทนนิส คริกเกต และสนุกเกอร์
หลักการของเทคโนโลยีอันนี้ก็คือ การนำกล้องไฮสปีดกว่า 10 ตัว แยกวางไว้คนละมุม ก่อนที่จะนำมาคำนวณกับเวลาแบบเสี้ยววินาที เพื่อหาจุดตกที่แน่นอนของบอล และเจ้าของลิขสิทธิ์ก็ยืนยันว่ามีค่าเฉลี่ยความผิดพลาดไม่เกิน 3.6 มิลลิเมตร
การนำฮอว์กอายมาใช้ช่วยตัดสิน โดยเฉพาะกับเทนนิสถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะการดวลแร็กเกตแต่ละครั้งนั้น ลูกพุ่งเร็วจนบางครั้งผู้กำกับเส้นหรือแชร์อัมไพร์มองไม่ทัน และเมื่อนักหวดที่รู้สึกว่าตัวเองเสียประโยชน์ก็มีสิทธิที่จะเรียกดูภาพจุดตกของลูกว่าลงเส้นหรือออกจริงหรือไม่ โดยที่คนดู ผู้เล่น และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็จะได้เห็นจากหน้าจอไปพร้อมๆ กัน
อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของระบบนี้ก็คือค่าใช้จ่ายที่สูง เพราะการติดตั้งกล้องจำนวนมาก ทำให้ฝ่ายจัดการแข่งขันต้องใช้เงินสูงถึง 25 แสนปอนด์ (ราว 12.5 ล้านบาท) เลยทีเดียว
โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ และราฟาเอล นาดาล อดีต 2 นักหวดมือ 1 โลก ยังคงวิจารณ์และตั้งข้อสงสัยถึงความแม่นยำของฮอว์กอายอยู่จนถึงทุกวันนี้ แม้ว่า “เฟดเอ็กซ์” จะสนับสนุนให้มีการใช้เทคโนโลยีนี้ในการช่วยตัดสินประตูในเกมฟุตบอลก็ตาม
ไครอส จีแอลที (Cairos GLT)
ระบบนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดย บริษัท ไครอส เทคโนโลยี เอจี ของเยอรมนี ที่ร่วมมือกับ อาดิดาส โดยระบบจีแอลทีนี้ จะใช้การฝังชิป ซึ่งจะมีระบบเซ็นเซอร์อยู่ภายในลูกฟุตบอลและมีสายเคเบิลบางๆ ที่ฝังอยู่บริเวณกรอบเขตโทษและหลังเส้นประตู
การทำงานของเซ็นเซอร์นี้ก็คือ ชิปที่อยู่ภายในลูกฟุตบอลจะส่งข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์ประมวลผลว่าลูกบอลข้ามเส้นเข้าไปแล้วหรือยัง ซึ่งถ้าข้ามไปแล้วก็จะมีการส่งสัญญาณวิทยุไปให้ผู้ตัดสินภายใน 1 วินาที ขณะเดียวกัน อาดิดาส ก็ออกแบบลูกฟุตบอลที่สามารถทนทานต่อแรงอัดหนักๆ ได้ เพื่อไม่ให้เซ็นเซอร์ที่อยู่ด้านในได้รับการกระทบกระเทือนจนส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน
ไม่เพียงแต่จะช่วยตัดสินว่าบอลข้ามเส้นประตูไปหรือไม่เท่านั้น แต่จีแอลทียังได้พัฒนาโปรแกรม VIS ออกมาเพื่อช่วยตัดสินเรื่องการล้ำหน้าอีกด้วย เพราะระบบนี้จะมีการจัดเก็บข้อมูลของเกม การเคลื่อนไหวของนักเตะแบบเรียลไทม์ ซึ่งทำให้ทั้งโค้ช แฟนบอล หรือคอมเมนเตเตอร์ สามารถย้อนกลับไปดูการเคลื่อนที่ของผู้เล่นและลูกบอลด้วย
บริษัท ไครอส อ้างว่าทุกอย่างนี้สามารถบังเกิดขึ้นได้ด้วยเซ็นเซอร์ชิปตัวเล็กๆ ที่ฝังอยู่ในลูกบอล และใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีในการยืนยันความถูกต้อง แถมยังย้ำอีกว่าได้พัฒนาโปรแกรมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น หลังจากที่ถูกวิจารณ์ว่าการทำงานของระบบช้าหรือไม่เที่ยงตรง ระหว่างช่วงทดลองในศึกฟุตบอลโลก รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี เมื่อปี 2005
โกลไมน์เดอร์ (Goalminder)
หลังจากที่ทีมรักของ แฮร์รี บาร์นส์ และเดฟ พาเดน อย่าง โบลตัน ต้องตกชั้น เนื่องจากผู้ตัดสินไม่ให้ประตูทั้งที่บอลข้ามเส้นไปแล้ว ทำให้ทั้งคู่เกิดความคิดที่อยากจะให้มีการนำเทคโนโลยีมาช่วยตัดสินในวงการลูกหนังเสียที
อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ไม่ได้ลงมือสร้างสรรค์นวัตกรรมใดๆ จนกระทั่งประตูของ แลมพาร์ด ในเกมฟุตบอลโลก 2010 ที่อังกฤษพ่ายเยอรมนี 4-1 ทั้งที่ลูกฟุตบอลนั้นข้ามเส้นอย่างชัดเจน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่คนทั้งในสนามและทั่วโลกที่ชมการถ่ายทอดสดต่างก็ตกตะลึงที่ผู้ตัดสินกลับมองไม่เห็นว่าบอลข้ามเส้นประตูไปแล้ว
ระบบโกลไมน์เดอร์นี้จะใช้กล้องไฮสปีดติดตั้งไว้ที่เสาและคานประตู เพื่อที่จะให้มีการบันทึกภาพ 2,000 เฟรมต่อวินาที และส่งภาพดังกล่าวเป็นหลักฐานให้กับผู้ตัดสินภายในระยะเวลา 5 วินาที ซึ่งจะระบุได้ว่าบอลนั้นข้ามเส้นไปหรือยัง
เมื่อเทียบกับ 2 เทคโนโลยีด้านบนแล้ว โกลไมน์เดอร์ถือว่าไม่ซับซ้อนอะไรมาก อีกทั้งยังมีราคาที่ถูกกว่า เพราะไม่ต้องใช้กล้องที่มีราคาแพงเท่ากับฮอว์กอายและก็ไม่ต้องขุดพื้นสนามเพื่อฝังสายเคเบิลเหมือนระบบจีแอลที โดยฟีฟ่าได้ทดลองระบบนี้มากกว่าเมื่อเทียบกับ 2 แบบที่เหลือ
ฝันที่ใกล้จะเป็นจริง
อเล็กซ์ ฮอร์น เลขานุการทั่วไปของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่ออกมาสนับสนุนเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น ยอมรับการนำเทคโนโลยีมาช่วยตัดสินในเกมของฟีฟ่าทุกระดับในปีหน้า อาจจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม พรีเมียร์ลีกอาจจะได้ทดลองใช้ระบบนี้ก่อน
“มันมีความเป็นไปได้ที่เราจะได้เห็นเทคโนโลยีพวกนี้ในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2012-2013 มันเป็นเรื่องง่ายที่จะทำผิดพลาด และเราก็คงได้เห็นตัวอย่างกันมามากแล้วที่ผู้ตัดสินและผู้ช่วยผู้ตัดสินมองไม่เห็นว่าบอลข้ามเส้นไปหรือยัง เราจำเป็นต้องสนับสนุนพวกเขาในเรื่องการตัดสินใจ”
ความเห็นดังกล่าวนี้สอดคล้องกับผู้จัดการทีมหลายคนในลีกสูงสุดของเมืองผู้ดี อาทิ แฮร์รี เรดแนปป์ เคนนี ดัลกลิช และโอเวน คอยล์
“ผมคิดว่าอะไรก็ตามที่จะช่วยให้มีการตัดสินที่ถูกต้อง มันคงจะได้รับการตอบรับที่ดี” ดัลกลิช กล่าว
พร้อมกันนั้น กุนซือลิเวอร์พูลยังเพิ่มเติมว่าแม้การใช้เทคโนโลยีในการช่วยตัดสินว่าบอลข้ามเส้นหรือไม่ อาจจะไม่ถูกนำมาใช้บ่อยนัก แต่ “คิงเคนนี” ก็เชื่อว่ามันมีความสำคัญอย่างยิ่งในจังหวะชี้เป็นชี้ตายของแมตช์ด้วย
ทางเลือกอื่น
ใช่ว่าทุกคนที่จะเห็นด้วยกับการนำกล้องหรือระบบเซ็นเซอร์มาช่วยในการตัดสิน เพราะแม้ว่าเทคโนโลยีต่างๆ ถูกนำมาใช้ในกีฬาประเภทอื่นอย่างกว้างขวาง แต่กับฟุตบอลที่แทบไม่มีการเปลี่ยนกฎใดๆ มาหลายทศวรรษ ถือเป็นอีกเรื่องที่ท้าทายไม่น้อย
แม้ว่ามาเฟียของวงการลูกหนังอย่าง แบลตเตอร์ จะออกโรงหนุนสุดตัวกับเรื่องนี้ แต่ประธานสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) อย่าง มิเชล พลาตินี กลับไม่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพราะเขายังคงเชื่อมั่นในตัวผู้ตัดสินที่เป็นปุถุชนธรรมดา ซึ่งสามารถผิดพลาดได้
“นโปเลียนลูกหนัง” มีเพื่อนร่วมแนวคิดอย่าง เจ้าชายอาลี รองประธานฟีฟ่าชาวจอร์แดน ที่มองว่าการพยายามจะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการตัดสินฟุตบอลให้ทันภายใน 2 ปีนี้ ดูจะเป็นการเร่งรีบจนเกินไป และยังเชื่ออีกว่าเรื่องงบ ประมาณในการติดตั้งระบบก็อาจจะสร้างปัญหาให้หลายชาติที่ไม่มีเงินถุงเงินถังเหมือนกับชาติมหาอำนาจต่างๆ
“มันมีหลายประเทศที่ไม่มีเงินพอที่จะจ่ายสำหรับการนำระบบนี้มาใช้ เทคโนโลยีเป็นเรื่องดีก็จริง แต่ดีเฉพาะกับคนที่มีเงินพอที่จะใช้มันได้เท่านั้น มันไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนเลย ผมเชื่อว่าฟุตบอลจะเอาตัวรอดได้ แม้ว่าจะไม่มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย” เจ้าชายอาลี กล่าว







