
"ลี้กิจเจริญแสง"ใส่ใจมากกว่าแสงสว่าง
ในปัจจุบันจากกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่กำลังแพร่กระจายไปยังทุกภาคส่วนของสังคม
โดย...อณุศรา ทองอุไร
ในปัจจุบันจากกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่กำลังแพร่กระจายไปยังทุกภาคส่วนของสังคม นับเป็นแรงขับที่ทำให้ฟากผู้ผลิตเริ่มหันกลับมามองประเด็น “สีเขียว” อย่างจริงจังมากขึ้น จนบางครั้งสามารถพูดได้เต็มคำว่า กรีนเทรนด์ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ
สำหรับ ลี้กิจเจริญแสง ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายหลอดไฟและอุปกรณ์ประหยัดพลังงานเลคิเซ่ 1 ใน 5 บริษัทผู้ผลิตหลอดไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศไทย ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าให้กับแบรนด์ต่างๆ มากมายกว่า 50 แบรนด์ ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ก็ไม่เคยละเลยเรื่องการดูแลโลก
ความท้าทายสีเขียว
บนเนื้อที่โรงงานและบริษัทรวมกัน 80 ไร่ ใน จ.สมุทรสาคร และมีพนักงานทั้งหมด 600 กว่าคน เรื่องของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจึงถือเป็นความท้าทายยิ่ง สำหรับ สมนึก โอวุฒิธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลี้กิจเจริญแสง เลคิเซ่ กรุ๊ป และบริษัท เลคิเซ่ ไลท์ติ้ง เขาว่าธุรกิจของลี้กิจเจริญแสงและเลคิเซ่ ไลท์ติ้ง เป็นธุรกิจที่ต้องใช้พลังงานในการผลิตค่อนข้างเยอะ จึงตระหนักดีเกี่ยวกับเรื่องนี้และพยายามปรับปรุงแก้ไขทุกวิถีทางที่จะลดการใช้พลังงานลง
ไม่ต่างกับการปรับตัวครั้งสำคัญเมื่อ 4 ปีก่อนที่ปรับตัวเพื่อพัฒนา “นวัตกรรม” จากความชำนาญด้านการผลิตหลอดไฟกว่า 40 ปีออกสู่ตลาด ซึ่งผ่านการพิสูจน์มาแล้วในวันนี้ “ในอนาคตปัญหาเรื่องพลังงานต้องเกิดขึ้นแน่นอน จึงมาพัฒนาหลอดไฟที่ประหยัดพลังงานได้สูงขึ้น สิ่งที่มองก่อนพัฒนาสินค้าคือ ลูกค้าต้องการอะไร เมื่อลูกค้าบริโภคแสงสว่างแล้วจะทำอย่างไรให้เขาประหยัดขึ้น ใช้เงินน้อยลง หรือในแง่ของกระแสกรีนวันนี้ยังไงก็หนีไม่พ้น เพราะถือเป็นความจำเป็น โลกเรามีการใช้พลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่เรื่องการอนุรักษ์จะมาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายลง ไม่ว่าจะเป็นมุมผู้ผลิตหรือผู้บริโภค ถ้ายังรอให้มีมาตรการต่างๆ ออกมาก่อนโดยที่ยังไม่ปรับตัว แต่ท้ายที่สุดสิ่งเหล่านี้มันก็ทำให้เราต้องปรับตัวอยู่ดี”
เปลี่ยนนอก ปรับใน
ในมุมของผู้ผลิตที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และนวัตกรรมด้านพลังงานโดยตรงทำให้เขามองถึงเรื่องนี้มาโดยตลอด ทั้งในด้านของผลิตภัณฑ์สีเขียว หรือแนวทางการบริหารงานในโรงงานเองก็ตาม ทำให้การขยับโครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน และใส่ใจสิ่งแวดล้อมจึงค่อยๆ ถูกพัฒนาและต่อยอดเป็นอุปกรณ์ ตลอดจนโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพของเครื่องจักรให้ลดการใช้พลังงานแก๊ส LPG และไฟฟ้าที่ใช้ในการผลิต มีการปั๊มลมมาใช้เป็นพลังงาน
นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งโครงการวันพุธสีเขียว ทุกวันพุธพนักงานทุกคนทั้งส่วนโรงงานและสำนักงานจะสวมเสื้อสีเขียว เพื่อเตือนสติให้อนุรักษ์พลังงานและจะมีมาตรการลดการเปิดแอร์เป็นช่วงเวลา 10.30–12.00 น. และ 13.00–16.30 น. รวมทั้งลดการเปิดไฟฟ้าและเสียบปลั๊กกระติกน้ำร้อนเมื่อจะใช้งานเท่านั้น
ทั้งยังออกแบบโครงสร้างอาคารให้เข้าถึงธรรมชาติให้ได้มากที่สุด จัดแข่งขันโครงการ “มาตรการอนุรักษ์พลังงานยอดเยี่ยม” รณรงค์เรื่องการรีไซเคิลและคัดแยก พัฒนาแพ็กเกจจิงผลิตภัณฑ์เพื่อลดปริมาณการใช้กระดาษ รวมทั้งจัดอบรมพาพนักงานไปเยี่ยมชมสถานที่ตัวอย่างต่างๆ และคอยให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ สินค้าที่มีตำหนิก็นำมารีไซเคิลผลิตใหม่ลดการเกิดขยะ
“เราพยายามปรับปรุงแก้ไขทุกวิถีทางที่จะลดการใช้พลังงานลงได้ เรามีทีมที่ปรึกษาคอยมาดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง และทีมคณะทำงานเกือบ 50 คน เพราะเราเป็นผู้ผลิตแสงสว่างและเราก็ไม่อยากให้แสงสว่างหมดไปจากโลกเพียงเพราะว่าเราทุกคนใช้พลังงานมากเกินไป”
สิ่งที่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการปรับตัวของบริษัท นอกจากอุปกรณ์ต่างๆ แล้ว สมนึก ยอมรับว่า คนเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญไม่ต่างกัน “ยอมรับว่าการเปลี่ยนทัศนคติของคนเป็นอะไรที่ยากมาก การสร้างความตระหนักต้องเริ่มจากข้างนอกเข้ามาสู่ข้างใน จากที่บ้านแล้วจึงมาถึงที่โรงงาน เราพยายามให้ความรู้กับพนักงาน พาไปดูงานเยอะๆ ก็เพื่อตัวเขาจะสามารถนำไปปรับใช้ที่บ้านได้ด้วย”
เครือข่ายความสำเร็จ
แม้แนวคิดการปรับเปลี่ยนสู่ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมประหยัดพลังงานจะถูกปรับใช้ จนทำให้วันนี้กลายเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการประหยัดพลังงานเจ้าหนึ่งของเมืองไทยไปแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า ภารกิจจะหยุดอยู่เพียงเท่านี้ เขายังมีแนวทางการพัฒนาต่อยอดเพื่อความยั่งยืนของการใช้กระแสอนุรักษ์พลังงานมาตอบโจทย์ทั้งตัวโรงงานและผลิตภัณฑ์ว่าเครือข่ายถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างมั่นคงแข็งแรง
“เราในฐานะผู้ผลิตก็มีผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานต่างๆ แล้ว ไม่ว่าจะในแง่ของประสิทธิภาพของอุปกรณ์ หรือวัสดุที่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อมน้อยลง มีการปรับเปลี่ยนภายในโรงงาน ตอนนี้เราก็เริ่มสร้างกระแสอนุรักษ์จากข้างนอกผ่านทางกิจกรรมซีเอสอาร์ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน และหลังจากนี้ก็เป็นเรื่องของการสร้างเครือข่ายที่ชักชวนพันธมิตรของเรามาเข้าร่วม ซึ่งก็ได้รับเสียงตอบรับมาเป็นอย่างดี”
ไม่เพียงเท่านั้น เป้าหมายในปีนี้สำหรับตัวโรงงานก็คือ การเข้าประกวดในโครงการ Thailand Energy Awards ที่น่าจะเป็นตัววัดผลระดับ “รูปธรรม” ได้อยู่พอสมควร สิ่งที่ทำให้เขามองถึงความสำเร็จในด้านการอนุรักษ์พลังงานที่ยังต้องทำต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อ “อนาคต” นั่นเอง







