posttoday
จาก Study Group ถึงหุ้นและบิวตี้

จาก Study Group ถึงหุ้นและบิวตี้

29 กุมภาพันธ์ 2555

โดย...หนูดี – วนิษา เรซ

โดย...หนูดี – วนิษา เรซ

ใครๆ ก็บอกว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม แต่ใครจะบอกแค่ไหน ก็ไม่เท่ากับสังเกตกันเองนะคะ เพราะถ้าดูเผินๆ เด็กวัยรุ่นน่าจะเป็น “สัตว์สังคม” มากกว่า แต่เมื่อมองลึกๆ แล้ว มนุษย์ไม่ว่ารุ่นไหน ชายหรือหญิง ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบอยู่กับสังคมไม่แตกต่างกัน

หนูดีพบกับตัวเองว่า เรื่องไหนที่เราคิดว่า “ควรทำ” แต่ “ขี้เกียจ” ทำนั้น การ “สร้างกลุ่ม” ขึ้นมาแล้วช่วยๆ กัน ชวนๆ กันทำ จะช่วยให้เราสามารถที่จะฟันฝ่าความยากลำบากในเรื่องนั้นๆ ไปได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ในชีวิตหนูดี มีกลุ่มมาก็หลายครั้งค่ะ แต่ละครั้งก็เป็นคนละเรื่องกันไปเลย และพบว่า หนูดีรักและชอบกลุ่มเล็กๆ ที่เราจัดตั้งกันขึ้นมาของตัวเองทุกครั้ง

ครั้งแรก เป็นเมื่อสมัยยังเป็นนักเรียนปริญญาตรีอยู่ และเป็นครั้งแรกที่ออกจากประเทศไทย ไปเข้าห้องเรียนในต่างประเทศที่มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ คอลเลจพาร์ค ก็พบว่า ศาสตราจารย์แทบทุกวิชาจะขอให้เราตั้ง “Study Group” ขึ้นมา เป็นกลุ่มเล็กๆ 68 คน เพื่อให้ช่วยกันเรียน ช่วยกันติว ช่วยกันกอดคอฝ่าฟันวิชายากๆ ทั้งหลาย จนสอบผ่านไปให้ได้ในแต่ละเทอม

ครั้งแรกที่ต้องมี Study Group เพราะคุณครู (กึ่ง) บังคับให้มี หนูดีเองก็แอบต่อต้านในใจ เพราะตลอดเวลาที่เราอยู่เมืองไทย ไม่เคยต้องมีเลย ถ้าจะมาติวกัน ก็นัดติวกันไปเลย แต่ประเภทว่ามีการจัดกลุ่มเรียนกันอย่างเป็นหลักเป็นฐาน มีการแบ่งกันว่า ใครจะอ่านตรงไหน อย่างไร แล้วนัดวันกันมาเจอเพื่อสรุปบทเรียนกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะนั้น ไม่เคยมีเลย แต่ก็ได้ลองทำค่ะ

ซึ่งในที่สุดแล้ว ทำให้หนูดีประทับใจอย่างยิ่ง และยิ่งอาจารย์บอกไว้ก่อนว่า พบว่าเด็กที่มี Study Group นั้น จะสอบได้คะแนนดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดมาเป็นเวลาต่อเนื่องหลายปีแล้ว ยิ่งทำให้หนูดีรู้สึกต่อต้านน้อยลง และตกลงใจเข้ากลุ่มกับเพื่อนฝรั่งอีก 5 คน รวมเป็นกลุ่ม 6 คนในที่สุด

สิ่งที่เราจัดระเบียบกลุ่มของเรานั้น เป็นไปอย่างมีระบบชัดเจนมากดังนี้คือ นำปฏิทินของเทอมนั้นมากางไว้ตรงหน้า และนัดวันกันไปเลยว่า เทอมนี้ จะเจอกันกี่ครั้ง ที่ไหน (สถานที่ที่ชนะโหวต คือ ห้องประชุมในห้องสมุดกลางมหาวิทยาลัยค่ะ นักศึกษาจองใช้ประชุมกลุ่มเล็กได้ฟรี) และใครจะเน้นการท่องจำทำความเข้าใจบทไหน ตอนไหน แบ่งกันไปเลยอย่างชัดเจน คนที่รับผิดชอบเนื้อหานั้นๆ ก็ต้องทำสรุปลง Note Card มาแบ่งให้เพื่อนด้วย

เมื่อถึงวันนัด หนูดีก็ยิ่งประทับใจในความเอาจริงเอาจังของเด็กฝรั่ง เพราะบอกเนื้อหากันแบบไม่กั๊ก มาตรงเวลา สรุปบทเรียนกันเกินเวลาไปเป็นชั่วโมง ก็ไม่มีทีท่าว่าใครจะอยากกลับบ้าน มุ่งหน้าเอาเป็นเอาตายให้เข้าใจเนื้อหาและทำตัวให้พร้อมสอบกันมากที่สุด จนหนูดีซึ่งก็เป็นคนเอาจริงอยู่แล้ว ถึงกับแอบคิดในใจว่า นี่กะเอาเกรดเอยกล็อตเลยใช่ไหมนี่ และก็ต้องขอบคุณที่มีกลุ่มจริงๆ ค่ะ เพราะวิชานั้นยากมาก ถ้าไม่แบ่งกันท่อง สงสัยคงไม่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด

และประสบการณ์ครั้งนั้น ก็ทำให้หนูดีเริ่มติดใจ “การจับกลุ่มเฉพาะกิจ” ขึ้นมาเสียแล้วค่ะ

พอกลับเมืองไทย หนูดีก็เริ่มต้นทำงานและว่างเว้นการมี Study Group ไปโดยปริยาย จนเมื่อจังหวะเหมาะ เริ่มมีเงินเก็บของตัวเอง ก็เริ่มคันไม้คันมือ อยากลอง “ทำเงินให้โต” ด้วยการเล่นหุ้นกับเขาด้วย และก็รู้ในทันทีว่า ถ้าคิดจะทำอะไรที่ไม่ถนัด แถมอาจจะไม่ชอบ แต่คิดว่า “ควรทำ” ก็ควรหากลุ่มไว้ก่อนเลย จะได้ฉุดกระชากลากถูกันไป สู่ความสำเร็จให้ได้ ตอนนั้น ยังอ่อนหัดอยู่ค่ะ การมีกลุ่มก็เป็นการลดความเสี่ยงไประดับหนึ่ง ในครั้งแรก หนูดีเลยสมัครไปเข้าร่วมแคมป์กิจกรรมการเรียนลงทุนในหุ้นของธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งแต่ละคนต้องมีเงินทุนไปพร้อมลงทุนในหุ้นจำนวน 3 ล้านบาท เป็นการแข่งขันกันค่ะ แข่งเป็นทีม ซึ่งก็สนุกดี ทีมหนูดีแพ้แบบไม่ต้องสงสัย เพราะต่างคนต่างงานยุ่ง กลุ่มเลยไม่ต่อเนื่อง และเมื่อจบการแข่งขัน กลุ่มก็รวมกันไม่ติดเพราะหน้าที่การงานไม่ตรงกัน ทำให้เจอกันยากมาก

แต่เนื่องจากหนูดียังคงชอบตลาดหุ้นอยู่ และมีการลงทุนด้วยตัวเองแบบต่อเนื่อง ได้กำไรแบบสนุกๆ (ส่วนที่ขาดทุน แหะแหะ อย่าไปคิดว่าขาดทุนค่ะ ยังไม่ขาย ก็ยังไม่ถือว่าขาดทุน ชิมิคะ) แต่ก็คิดว่า แบบนี้ ไม่ดีแน่ ทำคนเดียว คิดคนเดียว เสี่ยงเกินไป เลยจัดการอบรมหุ้นให้ผู้ปกครองที่สนใจในโรงเรียนเสียเลย แล้วพออบรมเสร็จไปทั้งแบบ VI และแบบ Technical ก็เปิดกลุ่มเลยค่ะ รวบรวมคนที่สนใจลงทุนในหุ้นแบบคล้ายกองทุนรวม เรียกหุ้นละ 1 หมื่นบาท และทุกคนเป็นคณะกรรมการ มีการเรียนรู้เพิ่มเติม มีโค้ชของกลุ่ม (ซึ่งเป็นเซียนหุ้นแนว Technical – ซึ่งกลุ่มเราสรุปว่าชอบแบบการดูกราฟมากที่สุด) มีการโหวตหุ้น มีเลขา ฯลฯ รวบรวมเงินได้ 540, 000 บาท เงินนี้ เรากันไว้เป็นเงินสด 15% นอกจากนั้น หาร 10 นำไปลงทุนในหุ้น 10 ตัว และติดตามผล 2 ปี มีการปรับกลยุทธ์ทุก 3 เดือน นัดเจอกันประมาณ 1 เดือนครั้ง ดูเป็นหลักเป็นฐานมากค่ะ

เงินจำนวนนี้ ต่อให้ลงทุนได้ 100% ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ลงทุนร่ำรวยไปได้ (จำกัดไม่เกินคนละ 5 หุ้นค่ะ เพราะผู้จัดการกองทุนกลัวเครียดเกินไป) แต่สาระสำคัญคือ เป็นการบังคับให้ทุกๆ คนที่มีหน้าที่ประจำอยู่แล้ว แต่อยากเรียนรู้เรื่องหุ้น ต้องบังคับตัวเองให้สนใจ ห้ามเฉื่อยแฉะ เพราะมีเพื่อนๆ อีกเกือบ 40 คน ที่คอยเรียกประชุม คอยโพสต์ข้อมูลใน Facebook ของกลุ่ม คอย Whats App หากัน (ซึ่งมีการตั้งกลุ่มหุ้นเฉพาะกิจในโปรแกรมนี้เช่นกัน) หนูดีเอง บางครั้งที่เริ่มขี้เกียจ ก็จะเห็นเมลเตือนเรียกประชุม เห็นอีเมลที่สรุปหุ้นตัวที่จะเลือกในไตรมาสนี้ ก็ขี้เกียจต่อไปไม่ได้ ต้องตื่นตัวมาศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราค่อยๆ พัฒนาตัวเองไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

แนวคิดนี้ หนูดีเอามาตั้งกลุ่ม Beauty Group เล็กๆ ของตัวเองเช่นกันค่ะ เป็นกลุ่มเพื่อนสมัยเรียนบอสตัน และเพื่อนมัธยม ที่แลกเปลี่ยนข้อมูลบิวตี้กัน และคอยจัดคุณครูมาสอนแต่งหน้าแบบนั้น แบบนี้ เป็นการผ่อนคลายจากเรื่องเครียดๆ ที่ต้องเจอกันทุกวัน เพราะหนูดีพบว่า เพื่อนสมัยเรียนนั้น กลายมาเป็นนักธุรกิจสาวที่งานยุ่งอย่างไม่น่าเชื่อกันทุกคน กลัวไม่สวยค่ะ ต้องคอยดึงๆ กันไว้ว่า งานยุ่งแค่ไหน ก็อย่าลืมดูแลตัวเองกันด้วย กลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่หนูดีตั้งตารอเจอกันเสมอ

เรื่อง Study Group นั้น แม้เรียนจบมาแล้วนานพอดู แต่หนูดีก็พบว่า โมเดลนี้ ยังสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานได้มากมาย ตั้งแต่เรื่องหุ้นไปจนเรื่องเครื่องสำอาง ใครที่มีเรื่องไหนที่เราอยากทำ แต่ขี้เกียจ อยากได้เพื่อนช่วยกระตุ้น ก็ลองนำโมเดลนี้ไปใช้ได้นะคะ หนูดีไม่หวงค่ะ และรับรองว่า สนุกจริงๆ

 

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน