
เพชรในตม ‘ภูริณัฐ วงศ์สถาพรสกุล’
ไม่ว่าของมีค่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน ก็ไม่ได้สูญค่าสิ้นไป รอเพียงวันถูกขุดค้นให้พบเจอ
โดย...ณัฐพล ช่วงประยูร / ภาพ ณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ
ไม่ว่าของมีค่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน ก็ไม่ได้สูญค่าสิ้นไป รอเพียงวันถูกขุดค้นให้พบเจอ
เมื่อปีก่อนชื่อของ “ภูริณัฐ วงศ์สถาพรสกุล” หรือ “เพชร” รู้จักในฐานะรางวัลชนะเลิศเวที “จากเส้นใยสู่ภูมิปัญญา จากภูมิปัญญาสู่อาภรณ์” โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม แต่ก่อนหน้านั้นเขาแสดงตัวบนเวทีและคว้ารางวัลด้านการออกแบบเสื้อผ้ามาไม่น้อย
เพชร ภูริณัฐ จบการศึกษาจาก Assumption Commercial College สาขาบริหารธุรกิจ และเคยเรียนหลักสูตรเสริมตามความสนใจด้านแฟชั่นดีไซน์จาก สาขาการออกแบบและแพตเทิร์นดีไซน์ สถาบันตักศิลาด้วย เพราะครอบครัวทำธุรกิจด้านเครื่องประดับเงินส่งออก พ่อแม่ตรากตรำทำงานหาเลี้ยงพี่น้อง 3 คน รวมเขาด้วย ทำให้คติความคิดในการดำเนินชีวิตและการทำงานของเขาเน้นหนักที่จะขยัน อดทน และลุยทุกความยากลำบากได้
“ครอบครัวของผมอยู่ในฐานะปานกลาง เมื่อก่อนพ่อเป็นช่างทำทอง ส่วนแม่เป็นช่างตัดเสื้อ ทั้งสองเข้ามาทำงานตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเลย แม่มาอยู่กับแม่ชีที่วัดปากน้ำ ส่วนพ่อก็เข้ามาเป็นลูกจ้างทั่วไป” เขาปูพื้นด้วยเรื่องครอบครัว
“ชีวิตในวัยเด็กผมค่อนข้างเรียบร้อย และไม่ค่อยกล้าแสดงออก แต่เป็นคนที่ชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก โดยจะมีพี่สาวอีกคนเป็นเพื่อนนักวาดรูปด้วยกันเสมอ วิชาที่ชอบคือ วิชาศิลปะ ถ้ามีกิจกรรมทางด้านการจัดตกแต่ง เราจะเข้าไปช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่าอยากเป็นดีไซเนอร์เลย รู้แค่ว่าสนุกที่ได้ทำ พอโตขึ้นเจอรายการที่เกี่ยวกับแฟชั่นโชว์ก็รู้สึกสนใจมาก อยากเป็นส่วนหนึ่งในนั้น เป็นการจุดประกายว่าสิ่งนี้อาจจะใช่สำหรับเราก็ได้ เลยปรึกษากับทางบ้านดูว่าเราสนใจอยากลองในด้านนี้ดูบ้าง
ตอนแรกที่บ้านไม่ค่อยสนับสนุนเท่าไหร่ เพราะแม่เคยทำอาชีพนี้แล้ว บอกว่ามันเหนื่อยและลำบาก แม่ไม่อยากให้ลูกเหนื่อยเหมือนที่แม่เคยทำ เลยไม่ให้เราเรียนสายนี้ จากนั้นก็เลยวาดรูปสเกตช์มาเรื่อยๆ เหมือนวาดเอาสนุกๆ บังเอิญมีเพื่อนของแม่มาเห็นแบบที่เราวาดเข้า ท่านก็คิดว่าเราน่าจะทำได้ก็เลยไปคุยกับแม่ให้ จนเราได้ไปเรียนที่ตักศิลาสมใจ” เพชรเล่าสู่จุดเริ่มต้นของการเข้ามาสู่วงการแฟชั่นดีไซน์ จากที่ได้เล่าเรียนที่สถาบันดังกล่าว เขาได้รับทักษะพื้นฐานที่สำคัญหลายอย่าง เช่น เรื่องของรูปทรง สัดส่วน สี เปิดแนวทางสู่โลกการออกแบบกระทั่งก้าวเข้าร่วมการประกวดแฟชั่นหลากหลายรายการ ได้พัฒนาฝีมือ กระบวนทัศน์ และพบเจอคนวงในที่ให้การสนับสนุน
รางวัล The Winner of Mercedez Benz Asia Fashion Awards 2004 คือ รางวัลแรกในชีวิตการประกวด ถัดมาอีก 2 รางวัล ในเวทีระดับภูมิภาค ทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียปีเดียวกัน และปี 2005 ตามลำดับ เป็นความภาคภูมิใจที่สุดเรื่องของเพรชและครอบครัว
“ส่วนตัวเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวค่อนข้างสูง เป็นคนรักเพื่อนมากแต่พูดไม่ค่อยเก่ง และเป็นคนสบายๆ ง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตองเท่าไหร่ แต่ในเรื่องงานเป็นคนจริงจังมาก พยายามจะคิดเพื่อให้ผลงานออกมาให้ดีที่สุด โดยมีแนวคิดที่ว่าต้องพยายามทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะเมื่อวันนี้เราทำดีที่สุดแล้ว มันก็จะเหมือนเป็นเสบียงให้กับเราในวันข้างหน้า ปกติจะมีนิสัยชอบความท้าทาย แข่งกับตัวเอง เหมือนการประเมินผลให้กับตัวเอง ว่าเราจะสามารถไปได้ถึงระดับไหน แต่ในการทำของเรานั้นก็จะต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น ต้องคิดถึงใจเขาใจเราให้มากๆ ครับ
ไลฟ์สไตล์ส่วนตัวจะให้ความสำคัญกับร่างกายและสุขภาพค่อนข้างมาก เพราะว่าทำงานเคร่งเครียด พยายามหาทางไปออกกำลังกายให้ได้มากที่สุด อย่างการว่ายน้ำและเข้าฟิตเนส ทำให้รู้สึกปลอดโปร่งหลังจากได้ออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ และที่สำคัญคือ ให้เวลากับการนั่งสมาธิ เพราะช่วยให้ผมได้หยุดพักทั้งกายและใจอย่างแท้จริง
ในเรื่องการแต่งตัวปกติเป็นแนว Easy Going ง่ายๆ สบายๆ เสื้อยืด กางเกงยีนส์ แต่วันไหนมีงานก็จะแต่งตัวให้เรียบร้อยมากขึ้น ส่วนการฟังเพลงชอบฟัง Balade Jazz เวลาทำงานช่วยทำให้เราสงบ สำหรับการกินแล้วอะไรก็ได้แต่ขอให้อร่อย ถ้ามีเวลาออกไปหาของอร่อยกินจะยิ่งมีความสุขมาก”
“ในฐานะดีไซเนอร์ คนมีสไตล์เป็นอย่างไรในความคิดเพชร” ผมซัก
“ต้องเป็นคนที่รู้จักใช้ชีวิต เข้าใจในตัวเอง และมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน เรื่องรสนิยมมันเป็นเรื่องของความชอบส่วนตัว เพราะแฟชั่นไม่ได้มีกฎที่ตายตัว ตราบใดที่คนเสพไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร เพชรว่ามันเป็นสิทธิส่วนบุคคลนะ
ตอนนี้เพชรกับเพื่อนสนิทร่วมกันทำแบรนด์อยู่ 2 แบรนด์ คือ “ภูริณัฐ” (Purinutt) และ “ลา บูทิก” (La Boutique) โดยคาแรกเตอร์ของแบรนด์จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงมีแบรนด์ “ภูริณัฐ” จะเป็นแนว อาวองการ์ด คราฟแมนชิป (AvantGarde Craftmanship) เป็นเสื้อผ้า เซมิกูตูร์ (SemiCouture) มีความงามสง่าและดูหรูหรา โดยการดึงเอาความเป็นไทยเข้ามาเป็นคอนเซปต์หลักของแต่ละคอลเลกชัน ตอนนี้เพิ่งเริ่มคอลเลกชันแรกไป
ส่วนแบรนด์ของ “ลา บูทิก” จะเป็นแนว วินเทจ แกลเมอร์ (Vintage Glamour) เป็นเสื้อผ้าพร้อมสวมใส่ในสไตล์เปรี้ยวเก๋และร่วมสมัย นำเอาแนวทางเทคนิคของช่างทำเสื้อยุคเก่ามาพัฒนารูปแบบให้ทันสมัยมากขึ้น
ส่วนแนวคิดในการทำงานจะเน้นหาข้อมูลและทำการบ้านให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้เข้าถึงตามคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชันที่ตั้งไว้ ทั้งนี้อาจจะรวมถึงการอัพเดตข้อมูลเทรนด์ของโลกด้วย เพื่อที่จะได้รู้ถึงทิศทางการออกแบบในอนาคต และนำมาพัฒนาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมในแต่ละแบรนด์ครับ”
โดยในระหว่างนี้แบรนด์ทั้ง 2 อยู่ในส่วนของการออกแบบ ดูแลคอนเซปต์ ควบคุมดูแลโปรดักชัน และกำหนดทิศทางของแบรนด์ให้อยู่ในตลาดอย่างสง่างาม
“ถ้าถามถึงไอดอลและแรงบันดาลใจละก็ แน่นอนครับว่าเป็นพ่อกับแม่ เพราะท่านเป็นตัวอย่างที่ดีกับเรามาโดยตลอด ทั้งในเรื่องของการงาน ความขยัน ความรับผิดชอบ และความกตัญญูต่อครอบครัว ท่านเริ่มมาจากศูนย์และสร้างจนมีเราวันนี้ ผมรู้สึกซาบซึ้งและประทับใจในตัวท่านทั้งสองมาก” เพชรพูดทั้งน้ำตา เมื่อเอ่ยถึงบุพการีอันเป็นที่รัก
“ส่วนอีกคนคือ พี่ใหม่ภัทรศรัณย์ ศรีเลื่อนสร้อย แบรนด์ 4X4 ซึ่งเป็นรุ่นพี่ดีไซเนอร์ที่เรานับถือมาก เขาเป็นคนที่สอนให้เราในเรื่องที่ตำราไม่เคยสอน ประสบการณ์ที่ไม่เคยได้รับรู้ เป็นพี่ที่ดีของผมมาโดยตลอด ถือได้ว่าเป็นครูอีกคนทีเดียว
ในที่สุดเพชรชิ้นงามแห่งวงการแฟชั่นที่เพิ่งถูกขุดค้นและเจียระไนตัวเอง รอวันทอแสงประกายตามเหลี่ยมมุมงดงาม







