posttoday
เที่ยวหัวใจใหม่ฯ เมืองไทยยั่งยืน ตอน ออฟโรดที่บ้านไร่ วันเดียวก็(โหด)พอ

เที่ยวหัวใจใหม่ฯ เมืองไทยยั่งยืน ตอน ออฟโรดที่บ้านไร่ วันเดียวก็(โหด)พอ

25 กุมภาพันธ์ 2555

ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร คันหู... เอ้ย!ไม่ใช่ครับ แต่เป็นชีพจรลงเท้าเสียเหลือเกิน

โดย...นิธิ ท้วมประถม

ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร คันหู... เอ้ย!ไม่ใช่ครับ แต่เป็นชีพจรลงเท้าเสียเหลือเกิน เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนต้องขับรถจาก จ.อุดรธานี ข้ามแม่น้ำโขงไปสู่ประเทศบ้านพี่เมืองน้องอย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อมุ่งหน้าไปเมืองมรดกโลก“หลวงพระบาง”

เมืองหลวงพระบางนั้นผมเชื่อว่าหลายต่อหลายคนอยากจะเดินทางไปท่องเที่ยวกันไม่ใช่น้อย ส่วนผมเองนั้นมีโอกาสได้ไปหลายครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็เห็นการเปลี่ยนแปลงของ“เมืองหลวงพระบาง”ไม่น้อย

อย่างในครั้งนี้การเดินทางไปหลวงพระบางของผมเป็นการเดินทางด้วยการขับรถกระบะไปครับ โดยใช้เส้นทางหมายเลข 13 ซึ่งเป็นเส้นทางยอดนิยมที่เริ่มจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่ จ.อุดรธานี ผ่านเวียงจันทน์ วังเวียง เข้าสู่หลวงพระบาง

เป็นระยะทางประมาณเกือบ 400 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ขอบอกก่อนนะครับว่า ถ้าใครต้องการเดินทางโดยทางรถยนต์ไปหลวงพระบางในช่วงนี้ละก็ ลองคิดใหม่ก่อนดีกว่าครับ

ก็ขนาดผมขับรถคล่องๆ เถื่อนๆ โหดๆ ยังใช้เวลาเดินทางเกือบ 11 ชั่วโมง กับระยะทางที่บอกเลยครับ

ไม่ใช่ว่าทางโหดหรืออะไรหรอกครับ แต่ตอนนี้ทางการลาวกำลังขยายถนนใหม่เกือบตลอดเส้นครับ ลองคิดดูแล้วกันครับ ขับบนถนนที่ทำอยู่เป็นร้อยๆ กิโลเมตร ทรมานแค่ไหน แถมช่วง 160 กิโลเมตรสุดท้ายนั้นเป็นช่วงขึ้น-ลงเขาที่โค้งนั้นไม่น้อยหน้าโค้ง จ.แม่ฮ่องสอน ครับ

ผมแนะนำว่าใครจะไปหลวงพระบางช่วงนี้“นั่งเครื่องบิน”ไปสบายกว่ากันมากครับ รอให้ถนนเสร็จเรียบร้อยก่อน ซึ่งก็คงอีกสักปี 2 ปีน่าจะเรียบร้อย แล้วค่อยขับรถเที่ยวครับ

ถึงหลวงพระบางเอาย่ำค่ำ กว่าจะรับประทานข้าวเย็นก็หมดแรงเดินชมเมืองหลวงพระบางแล้วครับ ความคิดที่จะไปเต้น“บัดสลบ”ที่เป็นเอกลักษณ์อันน่ารักของคนลาว เลยต้องพับไปโดยปริยาย ขอนอนก่อนดีกว่า

ตื่นเช้ามาทำอะไรไม่ได้มากครับ นอกจากไปสักการะวัดเชียงทอง วัดประจำเมืองหลวงพระบาง ที่ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงของการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่อยู่ ก็ได้แต่ไปชมโรงเก็บราชรถที่อยู่ในบริเวณวัดเชียงทอง

เที่ยวหัวใจใหม่ฯ เมืองไทยยั่งยืน ตอน ออฟโรดที่บ้านไร่ วันเดียวก็(โหด)พอ

 

จะว่าไปแล้วหากถนนหนทางการเดินทางมาหลวงพระบางเสร็จเมื่อไหร่ละก็ ผมว่าคนไทยแห่มาเที่ยวที่นี่ไม่น้อยแน่ๆ ซึ่งก็ดีครับ มาดูบ้านเมืองของคนอื่นเขาบ้างว่าเขามีแผนรับมือนักท่องเที่ยวกันแบบไหน ถึงรักษาหลวงพระบางเป็นมรดกโลกไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

ส่วนของไทยก็ต้องลุ้นกันครับว่า ถ้านักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวที่ไหนเยอะๆ ความเป็นเสน่ห์ของที่นั่นก็จะหมดลงเรื่อยๆ และแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ ก็จะกลายเป็นแหล่งลงทุนใหม่ๆ ของนักลงทุน

ไปหลวงพระบางครั้งนี้ ต้องบอกว่าไปแบบชะโงกครับ เพราะเวลาส่วนใหญ่อยู่บนรถเสียมากกว่า ที่ได้เห็นมากที่สุดในทริปนี้คือ“ฝุ่น”ครับ เอาเป็นว่ากลับมาจากหลวงพระบางครั้งนี้ ฝุ่นเต็มปอดกันเลย

แต่ประสบการณ์ขับรถไปหลวงพระบางก็สนุกดีนะครับ เพราะได้เห็นอะไรแปลกตาไม่น้อย อย่างเวลาเข้าปั๊มไปห้องน้ำนี่ชัดเจนกับภาษาที่ตรงไปตรงมาเลยว่าทางไปเยี่ย...ว(555) ผมชอบมาก ไม่ต้องมาลีลา หาคำว่า สุขา ให้วุ่นวาย

เอ...แล้วถ้าผมปวด อึ๊...ละ ไม่ต้องไปหาป้ายว่า ทางไปขี้ หรือเนี่ย 55555

ส่วนน้ำท่าไม่ต้องห่วง มีน้ำอัดลมขายตลอดเส้นทาง แถมจ่ายเงินเป็นเงินบาทได้อีก แจ่มครับ ไปหลวงพระบางครั้งนี้ผมไม่แลกเงินกีบติดตัวไปเลย บาทอย่างเดียวโลด...

กลับมาจากหลวงพระบางได้ไม่ทันไร ก็มีงานต้องขับรถอีกแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นการขับรถแบบออฟโรด เพื่อลองขับรถกระบะเชฟโรเชต โคโลราโด รุ่นใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวไปนั่นแหละครับ

แต่การลองขับครั้งนี้ใช้เส้นทางออฟโรดในคอนเซปต์ที่ว่าออฟโรด ใกล้กรุง เช้าไปเย็นกลับก็ไปได้

เรื่องเส้นทางการขับนั้นผมไม่มีปัญหาครับ จะออฟโรดในเส้นทางระดับ 3-4-5 ผมไหวทั้งนั้น ขอให้มีเวลาก็แล้วกัน แต่ที่น่าสนใจคือ เส้นทางออฟโรดใกล้ๆ กรุงแบบเช้าไปเย็นกลับนั้นน่าสนใจมากกว่า เพราะถือว่าเป็นเส้นทางที่ใครก็ตามที่มีรถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ ก็ไปเที่ยวได้ แบบไม่ต้องกังวลมากนัก

สำหรับเส้นทางที่ผมขับครั้งนี้คือ เส้นทางที่ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ครับ ไม่ไกลเลยจากกรุงเทพฯ

ผมและทีมงานเชฟโรเลตออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในเวลาประมาณเกือบๆ 10 โมงแล้วครับ ช้าไปนิด แต่ไม่เป็นไร...ยังพอไหว

เที่ยวหัวใจใหม่ฯ เมืองไทยยั่งยืน ตอน ออฟโรดที่บ้านไร่ วันเดียวก็(โหด)พอ

เราใช้เส้นทาง กรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี-ด่านช้าง-บ้านไร่ ครับ โดยแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งร้านอาหารนี้อยู่ตรงข้ามกับวัดป่าเลไลยก์ ซึ่งทางทีมงานบอกว่าเป็นร้านอาหารเก่าแก่ของสุพรรณบุรี

ซึ่งอาหารก็พอใช้ได้ครับ แต่มาสนุกจริงๆ ก็ตรงที่บทสนทนาบนโต๊ะอาหารที่พูดถึงเรื่องน้ำท่วมที่ผ่านมาว่า บ้านแต่ละคนน้ำท่วมมากน้อยแค่ไหน เพราะเราขับรถเข้ามาใน จ.สุพรรณบุรี แล้วไม่ค่อยเห็นความเสียหายจากน้ำท่วมเท่าไหร่

เพื่อนผมคนหนึ่งอยู่ที่ อ.สองพี่น้อง บอกว่า น้ำท่วมเยอะมาก มาถึงตอนนี้น้ำยังไม่แห้งเลย ยังต้องใช้เครื่องสูบน้ำช่วยสูบอยู่เลย

คำพูดนี้เรียกความเห็นใจจากเพื่อนๆ ร่วมโต๊ะกันได้ไม่น้อย แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังออกอาการหมั่นไส้จังหวัดนี้ว่า ยังไงๆ ก็ถือว่าท่วมน้อยนั่นแหละ ท่วมอยู่ไม่กี่อำเภอ ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่แห้งทั้งนั้น

ดูอย่างร้านนี้สิ ไม่เห็นท่วมเลย

เพียงเท่านั้นแหละครับ เราได้ยินเสียงของเจ้าของร้านดังแว้ดขึ้นมาทันทีว่า สุพรรณบุรีน้ำก็ท่วมค่ะ ที่บ้านก็ท่วมถึงอกแล้ว ไม่ใช่ไม่ท่วม

555 สงสัยเจ๊เจ้าของร้านคงเคืองๆ ตั้งแต่พวกเราพูดเรื่องน้ำท่วมกรุงเทพฯ แต่ไม่ท่วมสุพรรณแล้วมั้ง คงหาทางสวนมานานแล้ว เพิ่งได้โอกาส แต่พวกผมดูสภาพของร้านไม่เห็นมีคราบน้ำท่วมเหมือนผนังบ้านพวกผมเลย

แต่ก็โอเค...ท่วมก็ท่วม

ออกจากร้านที่น้ำท่วม (หุหุ) ก็เดินทางต่อไป อ.ด่านช้าง ซึ่งสมัยก่อนเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางออฟโรดโหดๆ หลายต่อหลายเส้นทาง แต่เดี๋ยวนี้ไม่โหดแล้วครับ ก็ป่ามันหายไปหมดแล้ว

กว่าเราจะไปถึง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ก็ปาเข้าไปบ่าย 2 แล้วครับ ยังไม่ได้เข้าทางออฟโรดเลยครับ ไม่เป็นไร...ไม่เป็นไร ยังไหวอยู่ เส้นทางออฟโรดที่ อ.บ้านไร่ มีหลายเส้นทางครับ แต่ครั้งนี้ทางทีมงานเชฟโรเลตใช้เส้นทางของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ไว้คอยตรวจตราไฟป่า ซึ่งป่าแถบนี้เป็นป่าผืนเดียวกับผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

โดยเป็นเส้นทางที่เลยจากน้ำตกผาร่มเย็น ซึ่งอยู่ห่างจาก อ.บ้านไร่ ประมาณ 14 กิโลเมตรครับ ซึ่งจาก อ.บ้านไร่ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 3011 สายบ้านไร่-พุบอน จนกระทั่งถึงทางเข้าบ้านใหม่ร่มเย็น เลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร จะมีจุดชมวิวซึ่งเราสามารถมองเห็นตัวน้ำตกได้จากริมถนนเลยครับ แต่ผมมาช่วงกลางเดือน ก.พ. น้ำเลยไม่มีครับ

แต่หากมาในช่วงหน้าฝน น้ำเต็มๆ แน่ เลยจากจุดชมวิวมาประมาณ 100 เมตร จะมีทางเดินเท้าเข้าสู่น้ำตก ซึ่งต้องเดินอีกประมาณ 400 เมตร ก็ถึงตัวน้ำตกแล้วครับ ซึ่งไว้หน้าฝนก่อนแล้วผมจะมาเยือนที่นี่จริงๆ

เลยทางเข้าน้ำตกผาร่มเย็นมาได้สักประมาณ 2 กิโลเมตร เราก็เลี้ยวซ้ายออกจากถนนดำ แล่นเข้าสู่ทางลูกรัง และมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าเขาลำเนาไพรแล้ว

ทางที่เข้ามาเริ่มหมดสภาพความเป็นถนนมากขึ้น จนเราไม่สามารถเรียกว่าถนนได้แล้วครับ เรียกว่าเป็นช่องทางมากกว่า ทางเริ่มขรุขระมากขึ้นเรื่อยๆ

ระบบขับเคลื่อนจากเดิมที่ผมใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ เริ่มไม่ไหวครับ ล้อเริ่มลื่นไถลเวลาขึ้นเนินชันๆ มากขึ้นทุกที ต้องปรับมาเป็นระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ แต่เป็น4Hนะครับ เพราะยังสามารถทำความเร็วได้ในระดับหนึ่ง

ป่าในช่วงนี้เป็นป่าไผ่หนาทึบ มองไปทางซ้ายก็ไผ่ ขวาก็ไผ่ ทางที่ขับไปก็เป็นเพียงช่องทางเล็กๆ แต่รถผ่านไปได้คันเดียวเท่านั้น รถสวนกันไม่ต้องพูดถึงครับ จอดรถอย่างเดียว บางช่วงแคบขนาดที่ต้นไผ่เฉียดสีข้างของรถทั้งสองข้างไปแบบสีรถแทบจะติดบ้องไผ่กันเลยทีเดียว

เส้นทางช่วงนี้เริ่มโหดมากขึ้น แต่ยังเป็นความโหดแบบธรรมดา เพราะทางยังแห้งครับ รถกระบะขับ 4 ล้อ ยกสูงทั่วไปก็ไปได้ แต่ก็ต้องพอจะรู้จักวิธีการขับรถและดูไลน์ทางหน่อยก็ไปได้แล้ว

แต่หากเส้นทางนี้เป็นช่วงหน้าฝน ผมคงต้องส่ายหน้าเหมือนกัน เพราะติดเห็นๆ แม้ว่าจะใช้ยางมัดเทอร์เรนก็ไม่น่ารอด

ขับมาได้สักพักก็เจอกับเนินชันจัดๆ แถมมีร่องลึกไม่น้อย แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายในช่วงฤดูฝนเป็นอย่างดี

เที่ยวหัวใจใหม่ฯ เมืองไทยยั่งยืน ตอน ออฟโรดที่บ้านไร่ วันเดียวก็(โหด)พอ

ผมมองดูแล้วตัดสินใจเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจาก4Hมาเป็น4Lดีกว่า ซึ่งระบบขับเคลื่อนแบบ4Lนั้นจะใช้ต่อเมื่อเราต้องการใช้กำลังรถในการไต่มากกว่าปกติ

ซึ่งเราจะได้แรงบิดอันมหาศาลของเครื่องยนต์เพื่อพารถไต่ไปตามทางลาดชันได้แบบเรื่อยๆ แต่ต้องบอกว่า“ไต่”นะครับ ห้ามเน้นความเร็วโดยเด็ดขาด เนื่องจากเราจะเร่งเครื่องยนต์ในรอบที่ไม่เกิน 2,000 รอบต่อนาทีครับ ส่วนใหญ่จะใช้แค่ 1,200-1500 รอบต่อนาทีเท่านั้นครับ กำลังเครื่องยนต์จะดันรถเราขึ้นไปได้เอง ถ้าเราเหยียบคันเร่งมากกว่าจะทำให้ล้อหมุนฟรี และไม่สามารถไต่ทางชันๆ ได้ครับ

นอกจากใช้กับการไต่ขึ้นเนินชันแล้ว ยังใช้กับการไต่ลงเนินชันๆ ด้วยครับ เพราะทางที่เป็นเนินชันนั้นเราใช้เบรกอย่างเดียวนั้นอันตรายมากๆ ครับ เพราะจะทำให้รถไถล เสียการทรงตัวตกข้างทางได้ง่าย เราต้องใช้เกียร์ 1 ขับลงมาครับ แต่เบรกบ้างหากเห็นว่าเร็วไป แต่เบรกเป็นระยะๆ ครับ อย่าเหยียบเบรกคาไว้ เดี๋ยวเบรกไหม้ เรื่องใหญ่ขึ้นไปอีก

แต่หากเราไปเจอทางเนินชันๆ ที่ลื่นๆ หน่อยก็ต้องอาศัยแรงส่งครับ คืออัดขึ้นไปเลย แต่เกียร์คราวนี้ต้องเป็นเกียร์สูงหน่อยครับ เป็นเกียร์ 2-3 ได้ อย่าคาเกียร์ 1 อย่างเดียว เพราะกำลังส่งของเครื่องจะหมดกลางเนิน แล้วจะกลายเป็นรถไปค้างอยู่กลางเนินลื่นๆ ได้ คราวนี้ความซวยมาเยือนแน่ๆ

เส้นทางที่ผมขับวันนี้มีระยะทางเพียง 5 กิโลเมตรเท่านั้นครับ แต่ไม่ต้องห่วงว่าจะใกล้เกินไปหรอกครับ เพราะเส้นทางออฟโรดนั้นส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาเดินทางกันเกือบทั้งวันครับ อย่างเส้นทางนี้ 5 กิโลเมตรต้องใช้เวลาประมาณเกือบ 4 ชั่วโมงครับ ทั้งที่เส้นทางเป็นแบบแห้งๆ ถ้าเป็นเส้นทางแฉะละก็ เกือบวันแน่นอน

เที่ยวหัวใจใหม่ฯ เมืองไทยยั่งยืน ตอน ออฟโรดที่บ้านไร่ วันเดียวก็(โหด)พอ

 ถนน เอ...หรือไม่ใช่หว่า...!?เอาเป็นว่าทางลอดป่าไผ่ในช่วงนี้ต้องเริ่มใช้ความสามารถของรถและคนขับมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วครับ จริงๆ แล้วการขับรถออฟโรดไม่จำเป็นต้องมีรถที่เครื่องยนต์ใหญ่โต อลังการ อะไรมากมายหรอกครับ แต่ขอให้มีช่วงล่างที่แข็งแรง เครื่องยนต์มีแรงบิดสูงๆ หน่อยก็พอแล้ว ที่สำคัญ ผู้ขับต้องรู้จักเครื่องยนต์ของรถตัวเองอย่างดีด้วย

ผมเจอกับทางเนินชันพร้อมกับก้อนหินก้อนเบ้อเริ่มระเกะระกะอยู่ในเส้นทาง อย่างนี้ก็ต้องค่อยๆ ไต่ไปเรื่อยๆ ครับ อย่ารีบ รักษารอบเครื่องยนต์ไว้ที่ 1,200 รอบต่อนาที แล้วค่อยๆ ใช้ล้อไต่ก้อนหินไปทีละก้อน ถ้ารถยังขึ้นไม่ไหวก็เหยียบคันเร่งเพิ่มอีกนิดหน่อย เอาแค่พอรถไต่ขึ้นไปได้

อย่าเหยียบคันเร่งหนัก ไม่อย่างนั้นรถจะกระโดดข้ามก้อนหิน แล้วทำให้รถตกลงมากระแทกกับก้อนหินได้ครับ ใช้ขับไต่พอพ้นก้อนหินแล้วก็ต้องหยอดลงมาแบบนุ่มๆ โดยช่วงหยอดไม่ต้องเหยียบคันเร่งครับ ปล่อยรถไหลลงมาได้เอง เครื่องยนต์ไม่ดับแน่นอน การขับแบบนี้เรียกว่าการขับแบบWalking Speedคือ ไม่ต้องเหยียบคันเร่ง รถจะค่อยๆ ไต่ไปเรื่อยๆ แต่จะใช้กับช่วงไต่หินขรุขระนะครับ

เส้นทางเริ่มรกชันมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องขับระวังมากขึ้น โดยเฉพาะกิ่งไผ่ที่ยื่นออกตามทาง เสียวจะทิ่มเข้ามาในกระจกรถเหลือเกิน ต้องมองทั้งทาง มองทั้งกิ่งไผ่ เพลินๆ ดีครับ... ฮึฮึ

รถต้องหยุดรอกันเป็นระยะๆ เพราะต้องทิ้งระยะการขับตามกัน ไม่ว่าจะขับขึ้นเนินหรือลงเนิน เพื่อความปลอดภัย เผื่อรถข้างหน้าไหลกลับมาโดนรถเรา หรือรถเราจะไหลไปชนรถคันหน้าได้เหมือนกัน

ช่วงนี้มีลำธารเล็กๆ ต้องขับผ่านไปเหมือนกัน แต่ดูแล้วน้ำไม่ค่อยเยอะ และลำธารหลายเส้นทางที่ขับผ่านมาก็กลายเป็นทางดินไปเสียแล้ว คงจะมีน้ำเฉพาะหน้าฝนแน่ๆ เห็นแล้วก็เศร้าครับ ป่าไม่บ้านเราเหลือน้อยลงทุกที

ผมใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงกับระยะทาง 5 กิโลเมตรที่นี่ครับ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเวลาที่ไม่น้อยและก็ไม่มาก เรียกว่าเป็นเส้นทางคลายกล้ามเนื้อนิดหน่อย เอาไว้ปลายฝนผมจะไปทริปออฟโรดแบบโหดๆ แล้วมารายงานให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกันบ้าง

เที่ยวหัวใจใหม่ฯ เมืองไทยยั่งยืน ตอน ออฟโรดที่บ้านไร่ วันเดียวก็(โหด)พอ

จริงๆ แล้วหากใครที่รักธรรมชาติอยากขับรถออฟโรดท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องยากนะครับ มีเส้นทางออฟโรดแบบสบายๆ ใกล้ๆ กรุงเทพฯ หลายเส้นครับ ลองมาปิกนิกกลางป่าดูครับ นั่งรับประทานข้าว ดื่มน้ำ ใต้ต้นไม้ เข้าห้องน้ำไม่ต้องกลัว เพราะเรามีห้องน้ำนับร้อยๆ ไร่รอบตัวเรา เพียงแต่อย่าทิ้งขยะไว้ระหว่างทางเท่านั้น ซื้อขนมของทานเล่นอาหารมาได้เท่าที่ใจอยาก แต่ต้องเก็บออกไปให้หมด ถึงจะถือว่าเยี่ยมยอด

เปลี่ยนบรรยากาศมาทำกับข้าวแบบแคมปิงนอกบ้าน แค่ตั้งเตาแก๊ส ต้มมาม่า แค่นี้ก็ตื่นเต้นกันได้แล้วครับ

เมืองไทยยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกมากที่ไม่ต้องพึ่งพิงโรงแรม ไม่ต้องพึ่งพาร้านอาหาร ขอแค่อยู่กับธรรมชาติบ้างก็พอแล้ว นี่แหละครับ“เที่ยวหัวใจใหม่ เมืองไทยยั่งยืน”

ครั้งหน้าลองหาเส้นทางออฟโรดไปขับกันเถอะครับ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท