
หยุดใช้สเปรย์เพื่อโลกกันเถอะ...!!!
เป็นช่องโหว่ที่อยู่ในชั้นโอโซน ตอนแรกดูเหมือนว่าจะใหญ่มาก ใหญ่เสียจนเราคิดว่าการตรวจของเราผิดพลาด
โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์
“เป็นช่องโหว่ที่อยู่ในชั้นโอโซน ตอนแรกดูเหมือนว่าจะใหญ่มาก ใหญ่เสียจนเราคิดว่าการตรวจของเราผิดพลาด แต่เมื่อส่งดาวเทียมขึ้นไปตรวจโอโซน ก็พบว่าช่องโหว่ขนาดใหญ่ในชั้นโอโซนที่เราพบนั้นเป็นเรื่องจริง!!!” นี่คือบางส่วนบางตอนจากงานการศึกษาของ โจ ฟาร์แมน นักภูมิอากาศผู้วิเคราะห์ชั้นบรรยากาศเหนือแอนตาร์กติกา (ปี ค.ศ. 1985) ที่ต่อมายังระบุด้วยว่า ปริมาณโอโซนในแถบขั้วโลกลดลง 30-40% ในทุกฤดูใบไม้ผลิ
ผลการศึกษากับความเคลื่อนไหวของโลก
ผลการศึกษาของ โจ ฟาร์แมน ได้รับการยืนยันอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เลวร้ายที่สุด คือ เมื่อนำหลักฐานจากบันทึกทั้งหมดของดาวเทียมมาวิเคราะห์ ก็พบว่าช่องโหว่นั้นมีมาอย่างน้อยตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 และพร้อมจะทำลายโลกลงได้ทุกเมื่อ และนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดการประชุมใหญ่ที่มอนทรีออล ประเทศแคนาดา ในปลายปี ค.ศ. 1987 และสุดท้ายก็นำมาสู่สนธิสัญญามอนทรีออลนั่นเอง
ได้มีการร่วมกันกำหนดวันที่ชัดเจนในการลดซีเอฟซีและสารอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อโอโซน ในส่วนของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้ลงมือล่วงหน้าไปก่อนแล้วตั้งแต่ทศวรรษ 1970 พวกเขาลงทุนในงานวิจัยเพื่อค้นหาสารที่จะนำมาใช้แทนซีเอฟซี และในปี ค.ศ. 1988 บริษัทอเมริกันชื่อ ดูปงด์ เดอ เนอมูร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตสารซีเอฟซีรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้ประกาศยุติการผลิตก๊าซชนิดนี้โดยเด็ดขาด
ซีเอฟซี หรือคลอโรฟลูออโรคาร์บอน เป็นก๊าซสังเคราะห์ (Syngas) ที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรม โลกในขณะนั้นมีซีเอฟซีที่ผลิตได้ง่ายและกระจายตัวอยู่ทั่วไปหมด ทั้งในตู้เย็น กระป๋องสเปรย์ ในสารกำจัดกลิ่นและในผงซักฟอก แทรกซึมเข้าสู่เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของคนทั่วโลก
ในปี ค.ศ. 1990 มีการรวมกลุ่มการช่วยเหลือระหว่างประเทศขึ้น จัดตั้งกองทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศร่ำรวย เพื่อช่วยประเทศที่ด้อยกว่าในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ไม่ต้องพึ่งพาซีเอฟซี กองทุนนี้ที่ทำให้จีนและอินเดียยอมลงนามในข้อตกลง ผลคือข้อกำหนดที่ห้ามไม่ให้ใช้ซีเอฟซีทั่วโลกแบบเด็ดขาดภายในปี ค.ศ. 2010
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันชั้นโอโซนก็ยังไม่ดีขึ้น เนื่องจากซีเอฟซีที่มีช่วงชีวิตยืนยาวนั้นยังคงกัดกร่อนชั้นบรรยากาศต่อไป โดยปริมาณโอโซนในชั้นบรรยากาศยังคงน้อยกว่าเมื่อทศวรรษที่ 1970 อยู่ 4% ส่วนช่องโหว่ที่อยู่เหนือแอนตาร์กติกาก็ยังคงขยายกว้างขึ้น วัดได้เมื่อปี ค.ศ. 2006 คือ 26 ล้านตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่าประเทศฝรั่งเศส 48 เท่า
ผู้อ่านรู้ไหมว่าพลังงานความร้อนของซีเอฟซีมีมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 1001,000 เท่า เมื่อกำจัดสารซีเอฟซีได้ ก็เท่ากับเราลดการปล่อยพวกมันลงเท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวน 8,000 ล้านตันต่อปี คุ้มค่ามากถ้าคิดว่าเพียงแค่เราหยุดใช้ข้าวของเครื่องใช้ที่มีสารซีเอฟซี โลกก็จะกลับมาดีดังเดิม โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ช่องโหว่ในชั้นโอโซนจะเริ่มลดลงตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 และจะมีโอโซนกลับมาปกคลุมโลกแบบไร้รอยโหว่อีกครั้งในปี ค.ศ. 2065
นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่า ถ้ามนุษย์ทำลายโลกได้ พวกเขาก็ช่วยโลกได้เช่นกัน
&<2288;
&<2288;







