
เสียงวิพากษ์จาก ดร.กรวิภาฯกรณีพระภิกษุณีในพระพุทธศาสนา (เถรวาท) อันควรฟัง (ตอน ๓)
จากกรณีปัญหาดังกล่าวที่ได้สรุปจบไปแล้ว
จากกรณีปัญหาดังกล่าวที่ได้สรุปจบไปแล้ว
โดย.พระอาจารย์อารยะวังโส
โดยอ้างอิงหลักแห่งพระธรรมวินัย ก็ให้นำไปสู่การสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาที่อาตมากล่าวไว้ในหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ (ปักธงธรรม) ว่าปัญหากรณีการบวชเป็นภิกษุณี ในพุทธเถรวาท (ไทย) สามารถยุติได้โดยธรรม หมายถึง ต้องพึ่งพระธรรมวินัยเท่านั้น...เสมือนเราจะเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใด ก็ต้องให้ความเคารพเจ้าของบ้านหลังนั้น และต้องถือปฏิบัติตามกฎระเบียบของบ้านหลังนั้น ซึ่งถือปฏิบัติกันมาอย่างนี้ สืบเนื่องมายาวนานจนบ้านหลังนี้มีอายุถึง ๒,๖๐๐ ปี ให้เฉลิมฉลองในปีนี้
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่อาตมาจะวิสัชนาในเรื่องต่างๆ ที่ ดร.กรวิภาฯ กล่าวมา ก็ขออนุญาตนำเนื้อหาสาระในจดหมายเสนอต่อสาธุชน เพื่อร่วมกันพิจารณา... เผื่อจะได้แนวทางที่ถูกต้องชัดเจนต่อการร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว... ซึ่งแน่นอนอาตมายืนยัน นอนยัน นั่งยันว่า ปัญหาการบวชภิกษุณี... ในพุทธเถรวาท (ไทย) จะต้องยุติโดยพระธรรมวินัย ส่วนการจะรับรองสถานภาพของภิกษุณี (ศรีลังกา) ที่เข้ามาสู่ประเทศไทย ก็คงจะต้องเป็นเรื่องขององค์กรพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ อย่างเช่น มหาเถรสมาคม (มส.) ฯลฯ ที่จะต้องร่วมพิจารณากับทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ เพื่อการไม่ขัดต่อหลักพระธรรมวินัยใดๆ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ รวมถึงไม่ขัดต่อหลักศีลธรรมอันดี ที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนาน ซึ่งก็น่าจะเป็นไปได้ในการพึ่งพาตราสารทางกฎหมาย ที่จะรับรองฐานภาพเพื่อสิทธิหน้าที่ของภิกษุณี ที่เข้ามาประกอบศาสนกิจอยู่ในประเทศไทย ตามที่มีการพยายามรณรงค์เรียกร้องกันอยู่ของคณะสตรีบางกลุ่มบางคณะ แต่ทั้งนั้นและทั้งนี้ องค์กรหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อการบริหารจัดการเรื่องดังกล่าวในทุกๆ ส่วน ตลอดจนถึงรัฐบาลที่กำกับดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองควรจะต้องมีส่วนร่วมกันพิจารณา เพื่อหาทางออกอันสร้างสรรค์ที่นำไปสู่สันติธรรมจากกรณีดังกล่าว และเพื่อเกื้อกูลต่อความประสงค์ของบุคคลที่มีเจตนาที่ชอบโดยธรรม ซึ่งอาตมาคงจะกล่าวในตอนต่อไป...
อย่างไรก็ตาม ในส่วนตัวของอาตมา การเกิดผู้ประพฤติปฏิบัติดี–ปฏิบัติชอบ สมควรแก่ธรรม ไม่ว่าจะเป็นฐานะใด อันถูกต้องกับพระธรรมวินัย ก็ย่อมมีความเห็นด้วยอย่างเป็นธรรมดา และเข้าใจทุกอย่าง... อย่างเป็นธรรมดา ไม่มีอคติต่อปัญหานั้นๆ... และไม่กล่าวติเตียนใครด้วย หากไม่มุ่งทำลายพระพุทธศาสนา หรือมีเจตนาบิดเบือนพระธรรมคำสั่งสอนให้ผิดเพี้ยนไป จึงยินดีต่อการรับรู้–รับทราบ ในความคิดของทุกๆ คน ที่เป็นสุภาพชน มีสุจริตวิสัย ในพฤติกรรมทั้งกาย–วาจา–ใจ ดังเช่น กรณีความเห็นของ ดร.กรวิภาฯ อาตมาเห็นสมควรแก่การรับฟัง เพราะเจตนาดีไม่ซ่อนเร้น นึกอย่างไร...คิดอย่างไร ก็กล่าวออกมาตามความเห็นอย่างนั้น จึงยินดีพูดคุยด้วย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาปัญหาดังกล่าวร่วมกัน จึงขอนำขึ้นเวทีสาธารณะเพื่อทำประชา (ศาสนิกชน) พิจารณ์ไปพร้อมกัน...และใคร่ขอเชิญชวนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาทุกๆ ท่าน ช่วยกันแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่บนฐานสุจริตใจ ที่ตั้งอยู่ในความเคารพพุทธศาสนาอย่างถูกต้องชอบธรรม ไม่จาบจ้วงล่วงเกิน ไม่หมิ่นประมาทและปรามาสในพระธรรมวินัย...
อาตมายินดีรับฟังและจะนำเสนอต่อสาธารณชน ผ่านพื้นที่คอลัมน์ธรรมส่องโลก จะได้ช่วยกันหาหนทางปฏิบัติที่ถูกต้องโดยธรรม... เพื่อการจรรโลงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป
จึงขอนำเสนอแนวคิดจากข้อเขียนของ ดร.กรวิภา วิลลาส ที่มีมาถึงอาตมาในบัดนี้...
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







